Columnist

การรวมตัวเคลื่อนไหว (1)

6 มีนาคม 2020 เวลา 7:20
การรวมตัวเคลื่อนไหว (1)
เปิดอ่าน 693
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

การรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมือง ตอนที่ ๑ (คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ)

เพื่อสลับประเด็นการนำเสนอทางคิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศจากงานของนักคิดนักทฤษฎีเหมือนหลายตอนที่ผ่านมา  บทความคราวนี้ขอนำเสนอทางคิดที่มาจากฝ่ายปฏิบัติบ้าง เพราะผมเชื่อว่าความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์โดยตรงก็เป็นประโยชน์แก่การติดตามพลวัตของการเมืองได้ดีไม่แพ้กัน

เมื่อจะพลิกมาเขียนจากฝ่ายปฏิบัติ ก็ขออนุญาตเลือกจากเรื่องที่คนเขียนเคยเรียนมาเหมือนเช่นตอนก่อนๆ นะครับ   ส่วนหนึ่งเป็นการถือโอกาสเขียนบันทึกถึงการจัดการเรียนการสอนการเมืองระหว่างประเทศจากประสบการณ์ของคนเขียนเอง ว่าก่อนสงครามเย็นจะยุติ เราเรียนอะไรกันมาแบบไหน ได้เรื่องอะไรบ้าง 

ยิ่งได้ยินใครว่าเดี๋ยวนี้ความรู้ล้าสมัยง่ายเหลือเกิน ใครเอางานเก่าเกินกว่าสิบปีไปแล้วมาอ้างมาเขียน ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นเข้าอาจไม่อ่านต่อเอาง่ายๆ   พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็มองเห็นเวลาเกษียณกวักมือเรียกอยู่ไหวๆ แล้ว

ในการเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยสงครามเย็นยังไม่เลิก ณ สำนักทิศาปาโมกข์ที่ตั้งอยู่ในใจกลาง Pax Americana จัดวิชาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศให้คนเรียนได้เลือกเรียนด้วย นอกเหนือจากวิชาด้านอาณาบริเวณศึกษา เศรษฐกิจการเมืองโลก และการสื่อสารระหว่างประเทศ   เพราะภารกิจในนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ และบทบาทของมูลนิธิของเอกชนอเมริกันมีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ประเทศต่างๆ  อยู่ทั่วโลก 

โดยเหตุนี้ ผมเลยมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ที่สอนด้านการพัฒนาระหว่างประเทศที่นั่น ๒ คน คนหนึ่งมาจากแอฟริกาใต้คือ ศาสตราจารย์ David Hirschmann อาจารย์ถึงแก่กรรมได้ ๓ ปีแล้ว

อีกคนหนึ่งคือศาสตราจารย์ Fantu Cheru ถ้าผมจำไม่ผิดอาจารย์มาจากเอธิโอเปีย  ประเด็นหนึ่งที่อาจารย์ทั้ง ๒ บอกคนเรียนตรงกัน ซึ่งอาจถือว่านี่เป็นท่าทีสำคัญต่อการศึกษาการพัฒนาระหว่างประเทศของสำนักศึกษามหาวิทยาลัยอเมริกันในเวลานั้นก็น่าจะได้

อาจารย์แนะแนวพวกเราคนเรียนในตอนเริ่มต้นว่า  ในการศึกษาการพัฒนาระหว่างประเทศ  การจะศึกษาแต่เฉพาะประเด็นปัญหาการพัฒนา  แนวทางและแนวนโยบายการพัฒนาของรัฐ และปทัสถานที่สถาบันระหว่างประเทศส่งเสริมสนับสนุนเท่านั้นไม่ได้  ไม่พอ และจะไม่เข้าใจการเมืองของการพัฒนาระหว่างประเทศเลย ถ้าหากไม่ได้ตามไปดูถึงระดับถนน  ระดับละแวกในย่านหรือในมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ หรือระดับหมู่บ้านและครอบครัวในชนบท ในสเกล micropolitics ของการพัฒนาที่เล็กลงมาจากระดับ “แห่งชาติ”

รวมทั้งจำเป็นต้องรู้และต้องเรียนเกี่ยวกับความสามารถของคนเล็กคนน้อยในการจัดตั้งพวกเขาเองขึ้นมาต่อรองกับแนวทางและแนวนโยบายการพัฒนาของอำนาจที่อยู่เหนือพวกเขาขึ้นไป  ว่าพวกเขาทำอย่างไร ทำได้เพียงใด ในเงื่อนไขแบบไหน สำเร็จ/ไม่สำเร็จเพราะอะไร  และบทเรียนจากประสบการณ์ของพวกเขาในการจัดตั้งและเคลื่อนไหวของพวกเขามีอะไรให้เรียนรู้บ้าง

นอกเหนือจากงานของ Paolo Freire ของสหกรณ์อย่าง Mondragon ในแคว้นบาสก์ หรือ Grameen Bank ในบังคลาเทศแล้ว  อาจารย์ Hirschmann ผู้สอนวิชา Micropolitics of  Development เลือกประสบการณ์ของขบวนการสิทธิสตรีในประเทศตะวันตกและในสหรัฐฯ  มาให้พวกเราอ่านและถอดบทเรียนเกี่ยวกับการจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวที่มีเป้าหมายทางการเมือง

หนึ่งในเอกสารประกอบการเรียนจากประสบการณ์ของขบวนการสิทธิสตรีในช่วงทศวรรษ ๗๐  ที่ผมได้อ่านในคลาสของอาจารย์ Hirschmann มีชื่ออันชวนให้งง คือ “The Tyranny of Structurelessness” ของ Jo Freeman  แต่บทความสั้นๆ เรื่องนี้ ทำให้คนมีความตื่นตัวทางการเมืองน้อยอย่างผม และไม่รู้เรื่องการก่อขบวนการและจัดตั้งการเคลื่อนไหวอย่างผมได้ความสว่างกระจ่างใจดีขึ้นมาก  ผมค้นดูล่าสุด ก็พบว่ายังหาบทความนี้อ่านได้จากทางออนไลน์  ถ้าท่านผู้อ่านสนใจเนื้อหาที่ผมจะสรุปความออกมาเป็นข้อๆ ต่อไปนี้ แล้วต้องการฉบับเต็มหรืออยากอ่านงานอื่นของเธอเพิ่มเติม ใช้กูเกิลช่วยค้นให้ได้ไม่ยากครับ 


ส่วนเนื้อหาหลักของบทความพอสรุปได้ดังนี้ครับ

๑. การมาชุมนุมรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกันจะต้องพิจารณาเป้าหมายของกิจกรรมที่ทำ ควบคู่ไปกับรูปแบบแนวทางการจัดกลุ่ม ว่ากลุ่มรวมตัวกันขึ้นมาในลักษณะใด  และรูปแบบการรวมตัวนั้นควรมีการปรับ หรือมีการเปลี่ยนลักษณะการจัดตั้งเพื่อรวมตัวเคลื่อนไหวไปเป็นแบบใหม่อย่างไร  เมื่อกิจกรรมที่ทำ และเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ ได้ขยายตัวหรือยกระดับสูงขึ้นไปจากเดิม 

ข้อพิจารณาประการแรกนี้นอกจากจะเป็นประเด็นที่กลุ่มเคลื่อนไหวเองจะต้องขบคิดหาทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดตั้งของกลุ่ม ของขบวนการ เมื่อถึงระยะที่ภารกิจและเป้าหมายเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้นแล้ว  ยังเป็นประเด็นสำหรับให้ผู้สนใจศึกษาความเคลื่อนไหวติดตามพลวัตของกลุ่มหรือของขบวนการดังกล่าวจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน

๒. การเคลื่อนไหวรวมตัวที่จะพัฒนามาเป็นขบวนการสิทธิสตรีในระดับชาติในเวลาต่อมานั้น  ในระยะตั้งต้น การรวมตัวเกิดขึ้นในลักษณะเป็นวงขนาดเล็ก รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีใครนำใคร ปราศจากการมีแกนนำจัดตั้งชัดเจน จุดมุ่งหมายของการทำกิจกรรมเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ การถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ และการกระตุ้นสำนึกและพลังที่จะรวมตัวกันลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว

รูปแบบการรวมตัวกันที่เป็นวงขนาดเล็ก ทำกิจกรรมในขอบเขตจำกัดและไม่เป็นทางการ โดยไม่มีผู้นำหรือไม่มีการนำที่ชัดเจนแบบนี้ ข้อดีคือ ช่วยให้คนที่ได้เข้าร่วมมีโอกาสมีส่วนร่วมได้เต็มที่  เหมาะสำหรับกิจกรรมที่มุ่งผลต่อการปรับความคิดจิตสำนึกของคนที่เข้าร่วม  

คนที่เจอกับสังคมที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ข้อห้าม การปิดกั้นต่างๆ หรือหมดหวังแล้วต่อการนำหรือผู้นำในองค์กรที่เป็นทางการ  จะรู้สึกพึงพอใจกับรูปแบบการรวมตัวในลักษณะที่ไม่มีใครนำใครแบบนี้ และเห็นว่ามันเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกคนอย่างไม่ปิดกั้นโอกาสใคร  โดยทุกคนที่เข้าร่วมสามารถแสดงออกตามความคิดความเห็นของตัวเองได้เท่าๆ กันหรือได้พอๆ กัน   รูปแบบการรวมตัวที่อิงแนวทางแบบอนาธิปัตยนิยมเช่นนี้จึงได้รับความนิยมมาก

๓. จากจุดเริ่มต้นแบบนั้น จำนวนไม่น้อยของคนที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีในระยะตั้งต้นเลยยึดอยู่กับการรวมตัวในแบบ “structurelessness” หรือ “structureless rap groups” ที่ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในบทความเรียกการรวมตัวลักษณะนี้ตามความคิดของคนเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีสมัยนั้นเข้าใจกัน  (หรือ “unstructured groups” ตามที่เธอคิดว่าเรียกแบบนี้น่าจะดีกว่า)


แต่เธอตั้งข้อสังเกตที่ควรแก่การพิจารณาของเราดังต่อไปนี้

ประการแรก เมื่อใดก็ตามที่กิจกรรมการเคลื่อนไหวต้องขยายตัว และเป้าหมายของการเคลื่อนไหวถึงเวลาต้องยกระดับไปสู่การผลักดันที่หวังผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการผลักดันนโยบายหรือกฎหมายให้เป็นผลสำเร็จ  รูปแบบการรวมตัวในลักษณะ unstructured groups ข้างต้นจะพบกับข้อจำกัดในตัวเอง และคนที่ต้องการยกระดับการเคลื่อนไหว ก็จำเป็นต้องหาทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดตั้งขบวนการให้เหมาะสมกับแนวทางและเป้าหมายของการเคลื่อนไหวที่ยกระดับสูงขึ้น  ไม่อาจปล่อยให้ขบวนการอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ในวงจำกัด และขาดการนำและแกนนำได้เหมือนกับในระยะแรก

ประการต่อมา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและข้อจำกัดของการรวมตัวแบบ structurelessness/ leaderless ดังที่กล่าวมา ข้อแนะนำของ Jo Freeman มีอยู่สั้นๆ ว่า เมื่อถึงเวลาที่ขบวนการต้องขยายบทบาทการเคลื่อนไหวและยกระดับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ การปรับการจัดตั้งด้วยโครงสร้างการประสานและการตัดสินใจที่มีความชัดเจน และยึดหลักการประชาธิปไตย เป็นสิ่งจำเป็น ที่ผู้ร่วมขบวนการจะต้องร่วมกันคิดและให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบกระบวนการให้มาก

หลักการสำคัญอันควรพิจารณาสำหรับการจัดโครงสร้างและกระบวนการได้แก่

๑) การกำหนดอำนาจหน้าที่และการหาตัวแทนรับมอบอำนาจหน้าที่ 

๒) ความรับผิดชอบที่มีกลไกตรวจสอบความถูกต้องได้

๓) การจัดแบ่งบทบาทและอำนาจหน้าที่

๔) การหมุนเวียนสับเปลี่ยนตำแหน่งและบทบาทภารกิจ

๕) การจัดแบ่งงานและมอบหมายภารกิจ

๖) การสื่อสารหลายทาง และข้อมูลสารสนเทศที่กระจายตัวทั่วถึงและทุกฝ่ายเข้าถึงได้ 

๗) การเข้าถึงและการแบ่งปันทรัพยากรโดยยึดหลักความเสมอภาค

ความหมายเชิงปฏิบัติการของหลักการข้างต้นที่ Jo Freeman ให้ไว้แต่ละข้อโดยสังเขปสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงลักษณะการรวมตัวของขบวนการที่เกิดขึ้นมาทีแรกในแบบ unstructured groups ให้เปลี่ยนมาเป็นการจัดตั้งขบวนการ ที่มีการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์และการดำเนินการ สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย   แต่เป็นกระบวนการที่โดยตัวของมันเองต้องอาศัยเวลาในการก่อตัวขึ้นมา จนกระทั่งหลักการเหล่านั้นมันออกจากกระดาษหรือเวทีปราศรัยมาปรากฏอยู่ในวิถีและแบบแผนการปฏิบัติที่ลงหลักปักฐานมั่นคงอยู่ในวิธีคิดและการงานในชีวิตประจำวัน

ในการถ่ายทอดประสบการณ์ของขบวนการสิทธิสตรีในยุคเริ่มต้น Jo Freeman ยังวิเคราะห์ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของการรวมตัวแบบ unstructured groups ไว้อย่างน่าใส่ใจและน่าสนใจมาก แต่ที่เขียนมานี้ยาวมากแล้ว ผมขออนุญาตยกไปเขียนต่อเป็นตอนที่ ๒ สัปดาห์หน้าครับ .



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน