Columnist

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold และ Margaret Sprout (3)

20 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:30
คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold และ Margaret Sprout (3)
เปิดอ่าน 615
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

คนที่ผ่านพบกับความผิดพลาดและไม่อาจคุมสภาพแวดล้อมไว้ได้เมื่อปฏิบัติย่อมรู้ซึ้งในเรื่องนี้ดี 

เขียนมาถึงตอนที่ ๓ แล้ว ถ้าหากผมยังไม่บอกทีเด็ดเคล็ดวิชาทางคิด-วิเคราะห์ของ the Sprouts ออกมาชัดๆ ในตอนนี้ ท่านผู้อ่านที่สู้อุตส่าห์ติดตามอ่านมาก็คงถอดใจเลิกอ่านกันตรงนี้ และคิดว่าคนเขียนมัวแต่โฆษณาขายยาอะไรอยู่ ยื้อเขียนเป็น ๓ ตอน ๔ ตอน ก็ไม่พาเข้าประเด็นสักที

ก่อนจะเตลิดไปตอนที่ ๔ ขออนุญาตนำหลักคิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศของ the Sprouts ว่าด้วย environmental probabilism กับ environmental possibilism วางลงตรงนี้เลยครับ แม้ชื่ออาจชวนให้งงอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวอ่านหลักของเขาแล้ว ก็จะไม่งงหรอกครับ

ครูของผมที่สอนความรู้เบื้องต้นทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ก็ใช้แนวคิดของนักวิชาการทั้ง ๒ นี่ละครับมาสอนพวกเราคนแรกเรียนให้เข้าใจว่าอะไรคือ “ปัจจัย” อะไรคือ “ตัวแปร” และ “การทำงานส่งผล” ของมัน ที่เราจะต้องพบในงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ต่อไปอีกมาก

หลักนั้นมีอยู่ว่า ในการวิเคราะห์การกำหนดนโยบายและการตัดสินใจในการเมืองระหว่างประเทศ  เหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมส่วนที่อยู่ในมุมมองตามการรับรู้เข้าใจของผู้ตัดสินใจ จะมีความสำคัญกว่าส่วนที่เขาไม่เห็น ไม่ตระหนักหรือรับรู้ และไม่ได้นำมาพิจารณา แม้ว่าเหตุปัจจัยประการหลังจะมีความหมายความสำคัญต่อปัญหาหรือต่อเรื่องที่ต้องตัดสินใจเพียงใดก็ตาม

แต่ การจะอธิบายผลลัพธ์ความสำเร็จ (หรือล้มเหลว) ของการดำเนินนโยบายที่ตัดสินใจทำไปแล้ว จะต้องอธิบายโดยเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อเรื่องนั้นได้ แม้ว่าผู้นำจะไม่ได้มอง ไม่ได้นำมาเหตุปัจจัยเหล่านั้นมาพิจารณาในการตัดสินใจ และโดยเหตุนั้นจึงอาจจะไม่ได้รับรู้หรือตระหนักถึงการทำงานของมันอยู่เลยก็ตาม


หรือถ้าจะกล่าวให้เป็นปริศนาธรรมมากกว่านั้น ก็กล่าวได้ว่า เหตุปัจจัยในธรรมชาติ ในสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันไม่ได้สนใจจะเข้ามา “มีอิทธิพล” อะไรต่อมนุษย์ หรือเหนือการกระทำของมนุษย์เลย  มันก็เกิดของมันไปตามสภาพและเป็นอยู่คือและคืออยู่เป็นไปตามเหตุปัจจัยในวงจรของมันเช่นนั้นเอง   The Sprouts จึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “มีอิทธิพล” ในความสัมพันธ์ที่สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อมนุษย์ได้

นักวิชาการทั้ง ๒ มองว่า “to influence” เป็นคำกริยาที่ควรเก็บไว้ใช้สำหรับตัวประธานที่มีเจตจำนงมีเป้าหมายบางอย่างและมีความต้องการจะโน้มน้าวผลักดันให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปตามความต้องการนั้น แต่เหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศและทรัพยากรไม่ได้เป็นสิ่งที่มีความตั้งใจ ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรหรือมีความต้องการสิ่งใดจากมนุษย์  ดังนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า เหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมเข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์  หรือมนุษย์ตกอยู่ในอิทธิพลของธรรมชาติของสภาพแวดล้อม

แต่เป็นเพราะความตั้งใจ เพราะความต้องการของมนุษย์ และการคิดหาหนทางเพื่อบรรลุผลตามความตั้งใจ ตามความต้องการของมนุษย์ต่างหาก ที่ทำให้เหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมเข้ามา “ทำงาน” ไปตามการเห็น

ไปตามความนึกคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ที่เป็นผู้ลงมือกระทำการนั้น   หรือการมาพบว่าเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อม “ทำงาน” ในทางที่เอื้อ ส่งเสริม ขัดขวาง สกัดกั้น เปิดทางเลือกหรือเป็นอุปสรรค ก็เมื่อมนุษย์ได้ตั้งเป้าหมายปลายทางที่ต้องการบรรลุขึ้นมา และเข้าไปดำเนินการ-ปฏิบัติการเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น แล้วต้องเจอกับข้อจำกัดที่ปรากฏอยู่ในสภาพแวดล้อม ซึ่งมีทั้งส่วนที่คาดไว้แล้ว และส่วนที่คิดไม่ถึง มากน้อยหนักเบาแตกต่างกันไปตามสภาพของมัน

ตั้งหลักคิดของ the Sprouts ขึ้นอย่างนี้แล้ว ส่วนขยายความตามหลักคิดดังกล่าวมีตามมาดังนี้ครับ

ขอเริ่มต้นที่การวิเคราะห์การตัดสินใจและการกำหนดนโยบายตามแนวทางของ the Sprouts นะครับ

นักวิชาการทั้ง ๒ เสนอว่าในการตัดสินใจกำหนดนโยบายนั้น มีองค์ประกอบสำคัญเกี่ยวกับการตัดสินใจและตัวผู้ตัดสินใจที่พึงพิจารณาอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ได้แก่   ๑) แรงจูงใจ ความต้องการ เป้าหมาย หรือผลประโยชน์ในความคิดของผู้ตัดสินใจ   ๒) ความรู้ความเข้าใจ การรับรู้ มุมมอง ทัศนะเกี่ยวกับเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อม ที่ผู้ตัดสินใจเห็นว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจและนำมาพิจารณาประกอบในการตัดสินใจ   และ  ๓) วิธีคิดที่ตัวผู้ตัดสินใจใช้ในการพิจารณาทางเลือก กำหนดยุทธศาสตร์ และแนวทางการดำเนินการ

โดยเหตุที่องค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วนข้างต้นล้วนเป็นมิติที่อยู่ “ภายใน” ความคิด หรือที่ the Sprouts เรียกว่า psychological environment ของตัวบุคคลที่เป็นผู้ตัดสินใจทั้งสิ้น  ทั้ง ๒ จึงเสนอว่า “Environmental factors become related to the attitudes and decisions which comprise a state’s foreign policy only by being perceived and taken into account in the policy forming process.”

พูดให้เห็นเป็นตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ต่อให้ใครจะเห็นว่าเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมหนึ่ง สอง สาม อันใด มีความหมายอย่างไร  มีความสำคัญแบบไหน หรือเป็นปัญหาอะไรก็ตาม แต่ถ้าประธานาธิบดีทรัมป์ และคณะผู้ตัดสินใจของท่าน มองไม่เห็นเหตุปัจจัยเหล่านั้น หรือไม่เห็นในความหมายแบบนั้น  และไม่ได้นำมาพิจารณาเพราะไม่เห็นสำคัญ หรือไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหา  เหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ 

ในส่วนที่ทรัมป์และคณะผู้ตัดสินใจของเขามองเห็นและให้ความสำคัญ  the Sprouts ชี้ว่าเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมส่วนนั้นย่อมถือเป็น facts” ในสายตาของผู้ตัดสินใจ และเป็น factors” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมีน้ำหนัก พร้อมกันนั้น นักวิชาการทั้ง ๒ ได้ขยายให้เห็นทางวิเคราะห์ “factors” และ “facts” ส่วนนี้ ดังนี้


ประการแรก The Sprouts เสนอให้พิจารณาปัจจัยในสภาพแวดล้อมเป็นตัวแปร ในความแปรผันได้ตามพื้นที่ และตามเวลา

ปัจจัยที่ผู้ตัดสินใจในการเมืองระหว่างประเทศให้ความสำคัญส่วนใหญ่แล้ว เป็นปัจจัยที่แปรผันแตกต่างกันได้ ทั้งส่วนที่ต่างกันโดยพื้นที่ และที่ต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงของเวลา เช่น ปัจจัยด้านเทคโนโลยีการทหารและการสงครามที่สัมพันธ์กับการจัดการกับระยะทาง ภูมิประเทศ วิถีความแม่นยำ ขนาดความรุนแรง ความเสียหายตกค้างอยู่ในพื้นที่

แต่นักวิชาการทั้ง ๒ ก็ชี้ให้ระวังปัจจัยที่มองกันว่าเป็นปัจจัยคงที่ ไม่ผันแปรไปตามพื้นที่หรือตามเวลา ความจริงปัจจัยแบบนี้ว่าโดยถึงที่สุดแล้วไม่มีอยู่ ในเวลาที่นานพอ ปัจจัยทุกอย่างก็เป็นตัวแปรที่เปลี่ยนสภาพแปรเปลี่ยนไปได้หมด

แม้แต่ความเอียงของแกนโลกและสภาพภูมิอากาศของโลก ก็เป็นปัจจัยแปรเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมได้   แต่ในช่วงเวลาของมนุษย์รุ่นหนึ่งๆ หรือของยุคสมัยหนึ่ง มีปัจจัยหลายอย่าง ที่ผู้ตัดสินใจแต่ละฝ่ายมักถือเป็น given อย่างเช่น มหาสมุทร อากาศ ภูมิประเทศ เป็นต้น

ข้อควรระวังในปัจจัยแบบนี้  ด้านหนึ่ง คือการนึกไม่ถึงว่าปัจจัยคงที่เหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมา เลยไม่ได้คำนึงถึงมันในฐานะเป็นตัวแปรที่จะส่งผลบวกลบแปรผันต่อสถานการณ์ และด้วยเหตุนั้น จึงไม่ได้เตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าเมื่อมันกลายเป็นเหตุสอดแทรกขึ้นมา 

อีกด้านหนึ่งคือการคิดไม่ถึงว่าจะมีใครมาเปลี่ยนความที่ควรจะคงที่ของมัน แล้วพลิกมันให้กลายมาเป็นตัวแปรที่ใช้สร้างความได้เปรียบเหนือกว่าในทางยุทธศาสตร์หรือในทางยุทธวิธี ยังความประหลาดใจให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งรับไม่ถูกหรือเกิดความชะงักงันขึ้นมาได้

ประการต่อมา เหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่ว่าเป็นตัวแปรนี้ การแปรเปลี่ยนสภาพของเหตุปัจจัยเหล่านั้นอาจมาจากกระบวนการของธรรมชาติเอง เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด  มาจากการใช้สภาพแวดล้อมของมนุษย์ เช่น ความแห้งแล้ง การสูญเสียความหลากหลายในธรรมชาติ  หรือเกิดขึ้นมาจากการกระทำดำเนินการของมนุษย์ที่เข้าไปเปลี่ยนสภาพแวดล้อมโดยตั้งใจก็ได้   the Sprouts ให้ความสำคัญกับที่มาในแบบหลังไม่น้อยไปกว่า ๒ แบบแรก  และยังจำแนกการเปลี่ยนปัจจัยในสภาพแวดล้อมออกมาพิจารณาเป็นหลายแบบ ที่สำคัญได้แก่

หนึ่ง การเปลี่ยนสภาพของพื้นที่ภูมิประเทศ หรือสภาพอาจไม่เปลี่ยน แต่ความสำคัญของมันเปลี่ยนแปลงไป เพราะผลของเทคโนโลยี เช่น การขุดคลองสุเอซ เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดงทำให้ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของพื้นที่หนึ่งเพิ่มมากขึ้น และลดความสำคัญของอีกหลายๆ พื้นที่ลงไป

สอง การเปลี่ยนลักษณะความเป็นไปได้และข้อจำกัดหรือการสกัดกั้นของปัจจัยในสภาพแวดล้อมตามเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป  เช่น ทรัพยากรที่นำมาใช้เป็นพลังงาน อย่างไฟ น้ำ ถ่านหิน น้ำมัน เปิดความเป็นไปได้และสร้างเพดานข้อจำกัดโดยตัวของมันขึ้นมาต่างกัน การผลิตที่ใช้พลังงานความร้อนจากไฟและแรงงานของคนผลิตสิ่งต่างๆ ได้จำกัดประมาณหนึ่ง ต่างจากการผลิตที่อาศัยเครื่องจักรและพลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ

นอกจากนั้น ข้อจำกัดยังเกิดขึ้นแก่พื้นที่ต่างๆ ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน และอุปสรรคที่เป็นตัวสกัดกั้นหรือสร้างข้อจำกัดอาจไม่ได้มาเทคโนโลยีโดยตรงเท่ากับระดับการพัฒนาที่แต่ละสังคมมีไม่เท่ากัน และเงื่อนไขทางสังคมการเมืองที่แต่ละพื้นที่มีแตกต่างกัน

สาม สืบเนื่องมาจาก ๒ ประเภทแรก คือการเปลี่ยนแปลงความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม  อันทำให้ฐานคิดและความสามารถในการเข้าไปจัดการกับสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เช่น ความรู้เกี่ยวกับป่า และป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมยังส่งผลต่อการผลิตสิ่งที่ใช้สื่อแทนความรู้ในเรื่องนี้ขึ้นมาใช้ อย่างเช่น แผนที่ และแผนที่ก็กลายเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่อไป

สี่ เป็นผลสืบเนื่องต่อจากข้อสามที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของความรู้และเครื่องสื่อแทนความรู้  คือ การเปลี่ยนแปลงความหมายของพื้นที่ ของสภาพแวดล้อม  แต่ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ นอกจากความรู้ในสาขาต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์เช่น ธรณีวิทยา ชีววิทยา เคมี ภูมิศาสตร์ พฤกษศาสตร์ วนศาสตร์ สมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ ฯลฯ แล้วการเปลี่ยนแปลงความหมายของพื้นที่ยังอาจเกิดขึ้นมาจากความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ เช่น เหตุการณ์สำคัญ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและโลกทัศน์ อิทธิพลของอุดมการณ์แบบต่างๆ ที่ให้ความหมายแก่พื้นที่ไม่เหมือนกัน

ขยายความการวิเคราะห์การตัดสินใจกำหนดนโยบายตามแนวทางของ the Sprouts มาถึงเพียงแค่วิธีการจำแนกปัจจัยออกมาเป็นตัวแปรสำหรับจะพิจารณา การส่งผลของมันต่อแรงจูงใจในการกำหนดเป้าหมายและผลประโยชน์ การส่งผลต่อมุมมองของผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับ “facts” ของเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อม  และต่อการเป็น “factors” ในวิธีคิดของผู้ตัดสินใจในการพิจารณาทางเลือก การวางแผนยุทธศาสตร์ และการดำเนินยุทธการหรือปฏิบัติการดำเนินนโยบาย

ตอนหน้าเรามาดูกันต่อนะครับว่า the Sprouts เสนอทางวิเคราะห์การทำงานส่งผลของมันออกมาให้เราติดตามในแบบไหนบ้าง

อ้อ และเรายังเหลือการอธิบายความสำเร็จหรือความล้มเหลวของปฏิบัติการที่เกิดจากการตัดสินใจด้วย ซึ่งเรื่องหลังนี้ อย่างที่ผมได้แสดงหลักของ the Sprouts ตั้งไว้แต่ต้น การทำงานส่งผลของปัจจัยในสภาพแวดล้อมต่อปฏิบัติการ ต่อยุทธการ หรือต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มาจากการตัดสินใจ มันไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อความคิด ความคาดหวังตั้งใจ หรือการวางแผนของคนที่เป็นผู้ตัดสินใจเลยก็ได้

คนที่ผ่านพบกับความผิดพลาด ความผิดคาด และการไม่อาจคุมสภาพของสภาพแวดล้อมไว้ได้เมื่อปฏิบัติการเกิดขึ้น ย่อมรู้ซึ้งในเรื่องนี้ดี  และเมื่อมันผ่านไปแล้ว ก็สุดแต่ว่าจะมองหาว่าอะไรที่จะมาอธิบายเหตุที่ผันแปรไปไม่ก่อผลเป็นดังคาดในเรื่องนี้ได้  และ/หรือหาว่าใครและใครบ้างที่จะต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียอันเกิดจากการประเมินปัจจัยในสภาพแวดล้อมผิดพลาด

ในการเปิด Operation Barbarossa ต้องโทษฮิตเลอร์นั้นแน่นอน แต่สตาลินเล่า เราควรจะกล่าวโทษเขาด้วยไหม?

ในกรณีของสตาลิน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้เกี่ยวกับปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบุกโจมตีรัสเซียจากภายนอก หรือไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ถึงแรงจูงใจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบอลเชวิกของฮิตเลอร์  สตาลินรู้ทั้งหมดนี้ แต่อะไรที่ทำให้สตาลินไม่เตรียมพร้อม และเมินเฉยต่อคำเตือนใดๆ เกี่ยวกับการโจมตีที่ใกล้เข้ามาของเยอรมัน 

ปัจจัยในสภาพแวดล้อมเป็นตัวแปรที่ทำงานส่งผลแบบใดอย่างไรบ้าง สัปดาห์หน้า เรามาต่อตอนที่ กันนะครับ



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน