Columnist

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold & Margaret Sprout (2)

13 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:05
คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Harold & Margaret Sprout (2)
เปิดอ่าน 1,439
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

มนุษย์ต่างหากที่พยายามหาทางเข้าไปกำหนด เข้าไปเปลี่ยน เข้าไปเอาชนะธรรมชาติ

ดังที่ผมเล่าไว้ในตอนแรก  ในการพาพวกเราคนเรียนให้เข้าใจแนวคิดและวิธีวิเคราะห์ของ Harold และ Margaret Sprout  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์อิทธิพลของสภาพแวดล้อมในเชิงพื้นที่ ที่ส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศ ครูสอนทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของผม

ท่านใช้การสำรวจพื้นที่จัดชุมนุมทางการเมือง มาเป็นกิจกรรมสำหรับพวกเราแทนการออกสำรวจพื้นที่ในสเกลใหญ่ที่พวกเราไม่อาจทำได้ อย่างเช่น เขตแดน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สภาพภูมิประเทศ ฐานทรัพยากร และพัฒนาการทางเทคโนโลยีในการจัดการกับพื้นที่และทรัพยากร เช่น การขนส่งสื่อสารและคมนาคม เป็นต้น

แต่ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานั้น  ตำราพื้นฐานทั่วไปทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจัดให้เป็นหนึ่งในฐานอำนาจสำคัญของรัฐ  คือถือว่า ปัจจัยเชิงพื้นที่ ภูมิศาสตร์ และทรัพยากร จัดเป็นศักยภาพและข้อจำกัดที่แต่ละรัฐมีอยู่มากน้อยแตกต่างกันตามตำแหน่งของที่ตั้งบนโลกและขนาดพื้นที่ของรัฐนั้น  ปัจจัยในกลุ่มนี้ ยกเว้นเทคโนโลยีสำหรับจัดการกับพื้นที่และทรัพยากรแล้ว ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีความคงทนถาวรอยู่นาน เปลี่ยนแปลงได้ช้า หรือถึงใครคิดอยากจะเปลี่ยนมันใหม่ ก็ทำได้ยากในเวลาอันสั้น 

ก็ใครล่ะครับที่จะสามารถไปเติมสินแร่ในดินให้ทรัพยากรที่ขาดแคลนอุดมงอกงามขึ้นมาได้ทันใด  หรือใครจะไปเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำหรือเปลี่ยนกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น ยกทะเลทราย หรือย้ายเทือกเขาที่ราบสูงออกไปได้ดังใจนึก  ขนาดโมเสสเอง โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า ก็ทำได้เพียงแยกทะเลแดงออกจากกันชั่วคราว

ดังนั้น ในการเผชิญกับปัจจัยเชิงสภาพแวดล้อมเหล่านี้ จึงต้องถือว่ามันเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่แล้ว และเป็นข้อกำหนดให้ผู้ปฏิบัติที่เป็นผู้ดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องคิด  แต่ไม่ใช่คิดเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพในขณะนั้นของมัน (แม้ว่าในอีกห้าปี สิบปี หรือร้อยปี ห้าร้อยปี หรือพันปีต่อมามันอาจจะเปลี่ยนได้ เพราะเทคโนโลยี เพราะวงจรของธรรมชาติ หรือเพราะกาลเวลาก็ตาม) แต่ต้องคิดเพื่อที่จะทำให้ความต้องการและแผนการในแต่ละขณะเป็นไปได้ และสำเร็จผลเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ภายในเงื่อนไขที่ถูกปัจจัยชุมนุมในพื้นที่ตีกรอบวางข้อจำกัด หรือเปิดโอกาสให้

เช่น เมื่อญี่ปุ่นตัดสินใจทำสงครามกับสหรัฐฯ มหาสมุทรแปซิฟิกก็คือโจทย์เชิงพื้นที่ในสภาพแวดล้อม ที่ญี่ปุ่นจะต้องคิดหาทางตัดฝ่าไปหาฮาวายอิ ด้วยเทคโนโลยีเท่าที่ญี่ปุ่นมีอยู่ในเวลานั้น เพื่อเปิดความเป็นไปได้ในทางยุทธศาสตร์สำหรับการโจมตี และเป็นยุทธศาสตร์ที่ยังความประหลาดใจให้แก่ผู้ถูกโจมตี ซึ่งมองมหาสมุทรแปซิฟิกที่กั้นอยู่ว่าเป็นปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้ -และโดยเหตุนั้นจึงลดความน่าจะเป็น- ที่จะมีใครคิดโจมตีสหรัฐฯ ด้วยการข้ามห้วงมหรรณพขนาดมหึมานั้นมาได้

The Sprouts ได้นำปัจจัยในสภาพแวดล้อมแบบนี้มาตั้งข้อเสนอในเชิงทฤษฎีขยายต่อจากนั้นออกไปอีก และผมเห็นว่าทางคิด-วิเคราะห์ในงานบุกเบิกของคนทั้งคู่ (ตั้งต้นที่ Sprout and Sprout 1957, “Environmental Factors in the Study of International Politics”) ให้หลักแก่เราต่อมาอย่างดีมากในการศึกษาเงื่อนไขทางกายภาพของพื้นที่กับการตัดสินใจกระทำการ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาจากความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อกันระหว่างผู้ตัดสินใจ-ผู้ลงมือกระทำและปฏิบัติการที่พวกเขาเลือก กับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเข้าไปดำเนินการ


ผมขอนำบางเรื่องในทางคิด-วิเคราะห์ของนักวิชาการทั้งสอง ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อม มาเสนอให้ท่านผู้อ่านพิจารณานะครับ  สำหรับในตอนนี้จะเริ่มด้วยเรื่อง environmental determinism ของพวกเขาก่อน 

ส่วนวิธีคิดตามข้อเสนอสำคัญของพวกเขาเกี่ยวกับ environmental probabilism และ environmental possibilism นั้น จะขอยกไปไว้ตอนหน้า รวมทั้งการเชื่อมโยงแนวคิดทั้งสองกับกิจกรรมที่ครูของผมให้พวกเราออกสำรวจพื้นที่จัดชุมนุมทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้บทความยาวนี้เกินไปนะครับ

ขอเริ่มเรื่อง environmental determinism ของ the Sprouts อย่างนี้ครับ

เมื่อปัจจัยเชิงพื้นที่ในสภาพแวดล้อมของรัฐในทางภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ และทรัพยากร เป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก ดำรงคงอยู่ยาวนาน มันจึงมีโอกาสที่จะพาคนเข้าไปสัมพันธ์กับมันด้วยแนวคิดแบบที่ the Sprouts เรียกว่า environmental determinism หรือการมองว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดผลอย่างแน่ชัดได้

แต่ the Sprouts ตั้งประเด็นให้เราคิดว่า ผลที่ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมนี้ มันคืออะไรแน่?  ปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่ว่าเป็นตัวกำหนดผลนั้นคืออะไรบ้าง?   และมันกำหนดได้ตายตัวแน่นอนจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือว่าได้ และได้แค่ไหนในเงื่อนไขหรือโดยกระบวนการอย่างไร?  และจริงๆ แล้ว มีอะไรบ้างที่ตกอยู่ในอำนาจกำหนดผลจากปัจจัยหรือเงื่อนไขในสภาพแวดล้อมอย่างที่เรียกได้ว่าเป็น environmental determinism จริงๆ?

ในคำถามและข้อกังขาเกี่ยวกับ environmental determinism ที่ the Sprouts ตั้งให้เราพิจารณาข้างต้นนั้น มีแง่มุมให้เก็บไปคิดและขยายต่อได้อย่างน้อยเป็น 3 ทางด้วยกัน

ในแง่มุมแรก ปัจจัยในสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นสิ่งที่มากำหนดผลอะไรได้ตายตัวอย่างที่จะเรียกได้ว่าเป็น environmental determinism จริงๆ  แต่เป็นการนำปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่สังคมนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ มาใช้สร้างโวหารในลักษณะ environmental determinism เพื่อสร้างพลังความหมายในทางที่ช่วยยึดโยงสมาชิกของสังคมนั้นไว้ร่วมกัน ให้เกิดความผูกพันกันจากการเห็นเป้าหมายร่วมกัน รวมทั้งสืบทอดเป้าหมายนั้นจากรุ่นหนึ่งส่งให้รุ่นต่อๆ ไป

ด้วยการกำหนดความเข้าใจขึ้นมาว่า ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์  สภาพภูมิประเทศภูมิอากาศ  หรือทรัพยากรในถิ่นฐานของ “พวกเรา” ได้สร้างความจำเป็นหรือก่อแรงผลักดันอันแน่นอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่มากำหนดเส้นทางประวัติศาสตร์ของพวกเราอย่างที่เป็นมาแล้ว  และทำให้พวกเราทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันบางอย่างมาแต่โบราณนานไกล ที่จะต้องร่วมใจกันทำต่อไปให้สำเร็จ  หรือต้องช่วยกันหาทางป้องกันรักษาให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป จะถอยไปไม่ได้อีกแล้ว

Environmental determinism ในแง่มุมนี้อาจสัมพันธ์กับการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนของคนในชาติ  การรักษาการยอมรับของคนในสังคมเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายและการเสียสละเพื่อบรรลุสิ่งที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติ  และการรักษาความชอบธรรมของผู้นำที่ดำเนินนโยบายเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

แต่ถ้าพิจารณากันจริงๆ ว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น และต้องตั้งเป้าหมายไว้แบบนั้นเพราะถูกกำหนดมาโดยสภาพของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศ หรือโดยความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของสภาพแวดล้อม เช่นสภาพแวดล้อมทางทะเลของประเทศนั้นโดยรวมไหม  ก็จะพบว่า มันไม่ได้ถูกกำหนดอย่างตายตัวถึงขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายไว้อย่างนั้น

การใช้ environmental determinism ในลักษณะนี้ เราจะพบตัวอย่างในแรงจูงใจของผู้นำรัฐและชนชั้นนำของรัสเซีย ที่ต้องการทางออกทะเลน้ำอุ่น และความมุ่งหมายจะเข้าครอบครองทะเลดำ ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นในยุคใด เพราะสภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ

ผลักดันให้ผู้นำรัสเซียตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นใครในยุคสมัยใด ไม่อาจละทิ้งความตั้งใจในเรื่องนี้ได้  หรือความเชื่อที่แพร่หลายในสหรัฐฯ ช่วงศตวรรษที่ 19 เรื่อง Manifest Destiny ที่ว่าสหรัฐฯ ต้องได้ขยายอาณาเขตออกไปจนจรดฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตก


อนึ่ง อาจแทรกลงตรงนี้ว่า ผู้นำประเทศบางยุคของเราเองก็เคยมีความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ “ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพา” เหมือนกัน  และได้พยายามระดมและดำเนินนโยบายหาทางขยายอาณาเขตไทยให้คืนสู่ความเคยใหญ่ในบูรพาตามที่ท่านคิด แล้วก็ทำได้สำเร็จด้วย จนพาให้ท่านผู้นั้นเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งจอมพลอย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อ environmental determinism แบบนี้ ความจริงเป็นแต่เพียงความใฝ่ฝันมุ่งหวังเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมา หรือส่งทอดสืบต่อกันมา ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดบังคับให้เป็นไปโดยสภาพแวดล้อมอย่างตายตัวดิ้นไม่หลุดจริงๆ 

โดยเหตุนั้น ผู้นำและสังคมที่ใช้จินตนาการในเชิง environmental determinism แบบนี้มาผนึกเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศ  ก็ควรฟังคำเตือนของเฮ็นรี คิสซินเจอร์ไว้บ้าง  เขาเตือนไว้อย่างนี้ครับว่า คนที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้างจะพบว่า  สิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมที่สุดอาจเกิดขึ้นได้ในตอนที่คนได้ในสิ่งที่เขาต้องการมาแล้ว  แต่กลับพบว่ามันเป็นเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาอย่างผิดพลาด

Environmental determinism ในแง่มุมที่สอง คือการอธิบายทางวิชาการและในทางนโยบายที่ใช้ปัจจัยในสภาพแวดล้อมมาอธิบายผลที่เกิดขึ้นแล้ว หรือคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ในลักษณะที่บ่งว่าเมื่อเหตุปัจจัยในสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ ผลจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ  โดยลดทอนการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่องค์ประกอบอื่นๆ จะเป็นปัจจัยก่อเหตุและอธิบายผลลัพธ์เดียวกัน หรืออาจจะมาพลิกผลลัพธ์ที่อธิบายหรือคาดการณ์นั้นให้เกิดผลเป็นอย่างอื่นที่ต่างออกไปได้

ตัวอย่างของคำอธิบายในเชิง environmental determinism แบบนี้ในงานรุ่นหลังยังคงมีให้เห็นเป็นระยะ เช่น งานที่ศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชิงความมั่นคง บางทีจะใช้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่นการสูญเสียแหล่งน้ำจืด การกลายเป็นทะเลทราย  ความเสื่อมโทรมร่อยหรอของทรัพยากร มาเป็นเหตุอธิบายปัญหาความขัดแย้ง หรือคาดการณ์ถึงการใช้กำลังความรุนแรงต่อกันในความขัดแย้งที่จะเกิดจากปัญหาความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม 

ถ้าหากคำอธิบายนั้นไม่ได้นำเอาปัจจัยทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยข้ามชาติ เช่นการแทรกแซงขององค์กรภายนอก มาพิจารณาประกอบด้วย ก็เป็นไปได้มากที่คำอธิบายแบบนี้เข้าข่ายจะตกอยู่ในข้อจำกัดของคำอธิบายแบบ environmental determinism

แต่คำอธิบายลักษณะนี้ เราจะพบได้มากในกระบวนการที่งานความมั่นคงศึกษารุ่นหลังเรียกว่า securitization  คือการขับเคลื่อนการรับรู้เข้าใจเพื่อเปลี่ยนประเด็นปัญหาหนึ่งให้กลายเป็นเรื่องความมั่นคง และเปิดทางไปสู่การใช้มาตรการและหน่วยงานด้านความมั่นคงมาจัดการ เพื่อเป้าหมายในการรักษาความมั่นคง

ในแง่มุมสุดท้าย ทอมัส โรเบิร์ต มัลธัสนับเป็นนักคิดโดดเด่นที่สุดของศตวรรษที่ 18-19 ที่เสนอคำอธิบายข้อจำกัดต่อการขยายตัวของความมั่งคั่งที่มาจากปัจจัยความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากร สิ่งแวดล้อม กับมนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือ การขยายตัวของจำนวนประชากร  นักวิชาการรุ่นหลังที่ได้รับอิทธิพลของมัลธัสได้นำความคิดของเขามาปรับและเสนอออกมาใหม่ว่าโลกมีฐานทรัพยากรที่จำกัด และไม่อาจรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประชากรอย่างไร้ขีดจำกัดได้

ความคิดในเชิง environmental determinism ในแบบของมัลธัสนี้ ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางวิชาการตามมาอีกมาก  และทำให้ได้ทางคิดในมุมกลับขึ้นมา นั่นคือ แทนที่จะมองว่าปัจจัยในธรรมชาติในสภาพแวดล้อมมาตั้งข้อจำกัดหรือกำหนดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์  ก็เป็นการมองกลับกันว่า มนุษย์ต่างหากที่พยายามหาทางเข้าไปกำหนด เข้าไปเปลี่ยน เข้าไปเอาชนะธรรมชาติ และหาทางเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตัวเองตลอดมา เพื่อนำมันมารับใช้และตอบสนองเป้าหมายความต้องการของมนุษย์  และพัฒนาการของเทคโนโลยีจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี้เองที่ทำให้คำอธิบายและการคาดการณ์ตามแนวทางของมัลธัสยังไม่เป็นไปตามนั้น

ในแง่นี้ จึงเชื่อกันว่า พัฒนาการของความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและเทคโนโลยีสำหรับจัดการกับสภาพแวดล้อมที่ก้าวหน้ามาโดยลำดับ และจะยิ่งเร็วมากขึ้นในเวลาต่อไป จะลดขอบเขตของ environmental determinism ลงไปได้อีกมาก และเปลี่ยนการกำหนดมาอยู่ในมือของมนุษย์แทน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่มนุษย์จะถูกกำหนดโดยเงื่อนไขในสภาพแวดล้อมจะหมดไป ถ้าจะให้ผมตอบประเด็นของ the Sprouts ที่ว่า ผลต่อมนุษย์ที่ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมในเวลานี้ คืออะไรแน่?  ผมก็อยากตอบว่าคือภูมิคุ้มกันสุขภาพร่างกายในตัวของมนุษย์  และปัจจัยในสภาพแวดล้อมที่ว่าเป็นตัวกำหนดผลนั้นคืออะไรบ้าง? ผมก็อยากตอบว่าได้แก่ เชื้อโรค มลพิษ และอุณหภูมิของโลก  ส่วนที่สิ่งเหล่านี้มันจะกำหนดผลลัพธ์สุดท้ายได้อย่างตายตัวแน่นอนเพียงใด?  ผมก็อยากตอบว่า ไม่ถึงกับจะแน่นอนเต็มร้อย  เพราะเราอาจตายหมู่ด้วยสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจ หรือตายในสงครามกลางเมืองที่คนฆ่าฟันกันเอง แทนที่จะตายหมู่ด้วยโรคระบาดที่โจมตีภูมิคุ้มกันของมนุษย์

และถ้าเป็นอย่างนั้น ส่วนที่เหลือรอดอยู่ในโลก ก็จะพลิกผันผลลัพธ์ไปอีกแบบหนึ่ง



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน