Columnist

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Anatol Rapoport (ตอนจบ)

30 มกราคม 2020 เวลา 7:00
คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Anatol Rapoport (ตอนจบ)
เปิดอ่าน 658
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

การแพร่ระบาดของโรคและการแพร่กระจายของข่าวลือข่าวลวงยังมีปัจจัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง

 

ผมขออนุญาตตั้งต้นบทความตอนจบที่เขียนถึงทางคิด-วิเคราะห์ของ Anatol Rapoport ด้วยการรวบรวมเครื่องมือเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่ผมพบในงาน ๒ เล่มใหญ่ของเขาที่เกี่ยวข้องกับสาขาการเมืองระหว่างประเทศ เล่มแรกคือ Fights, Games, and Debates (University of Michigan Press, 1960, 1974)  และอีกเล่มได้แก่ Strategy and Conscience (Harper & Row, 1964)  เครื่องมือเหล่านี้ใช้ดีๆ ก็มีประโยชน์มากทีเดียวครับ

 

แต่พร้อมกันนั้น ก็ต้องออกตัวไว้ด้วยว่าที่จะเขียนนี้เป็นส่วนเล็กส่วนน้อยในงานของราพอพอร์ท ถ้าเปรียบงานของเขาเป็นภูเขา ที่ผมเขียนนี้ก็เท่ากับบรรยายทัศนียภาพแถวๆ ทางขึ้นเท่านั้น

 

เครื่องมือการวิเคราะห์แรกที่ผมจะเสนอ ความจริงได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วในบทความตอนก่อน แต่ขอนำมาวางไว้ด้วยกันที่นี่อีกที นั่นคือเครื่องมือที่ราพอพอร์ทไม่ถึงกับจะเรียกว่าเป็นการพิจารณา doublespeak  แต่ผมขอเรียกอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ เพราะเขาเองก็อ้างถึง Nineteen Eighty-Four  ของออร์เวลอยู่เหมือนกัน

 

วงการยุทธศาสตร์เป็นอีกวงการหนึ่งที่นักภาษาศาสตร์น่าจะสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีการคิดประดิษฐ์คำมาใช้สื่อความคิดรวบยอดของยุทธศาสตร์ที่นำเสนอ เช่น ในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ นอกจาก “détente” แล้ว ในสหรัฐฯ ยังมีคนเสนอ “peaceful competition” และ “peace through strength” ออกมาประชัน 

 

คำกุญแจเหล่านี้ช่วยจับความสนใจของคนทั่วไป ไม่ให้หันมาเพ่งเล็งรายละเอียดที่มักจะมีปีศาจซ่อนตัวอยู่ในนั้น คนรักจะติดตามยุทธศาสตร์ศึกษาจึงควรสังเกตการใช้คำยุทธศาสตร์แบบนี้ไว้ให้ดี

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคำสำคัญที่นำมาใช้ทางยุทธศาสตร์นั้นมีลักษณะของการเลี่ยงคำ โดยนำคำใหม่ที่คิดหรือประดิษฐ์ขึ้นมา ที่พอจะทำให้คนฟังกลืนลงได้ง่าย ไม่หยุดชะงักตั้งคำถาม มาใช้แทนที่คำความหมายร้ายๆ หรือคำที่สื่อถึงการใช้กำลัง หรือกลบเกลื่อนแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นการเตรียมใช้ความรุนแรง เช่นที่ราพอพอร์ทถามคาห์นเจ้าของความคิดเรื่อง megadeath ว่ารู้จักความหมายของ genocide บ้างไหม

 

คาห์นเองก็รู้จักสลับเลี่ยงคำได้เก่งมาก ในยุทธศาสตร์การป้องปรามที่ต้องคิดแผนโจมตีตอบโต้กลับต่อฝ่ายที่โจมตีเราด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน คำที่ใช้กันทั่วไปในบริบทนี้คือ retaliation แต่คาห์นไม่ใช้คำนี้ แต่เรียกยุทธศาสตร์โจมตีตอบโต้กลับของเขาว่า “correction” ท่านผู้อ่านว่าพอเปลี่ยนจากการเป็นฝ่าย retaliate มาเป็นฝ่าย correct อย่างที่คาห์นเสนอแล้ว ฟังดูดีขึ้นมาเป็นกองไหมครับ?  

 

Stanley Kubrick ก็ติดใจนักยุทธศาสตร์อย่างคาห์นเช่นกัน แต่เขาทำอีกแบบคือนำบุคลิกของคาห์นมาสร้างตัวละคร Dr. Strangelove ในหนังตลกร้ายชื่อเดียวกันที่เสียดสีการจัดการความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจตอนต้นสงครามเย็น  เป็นหนังคลาสสิคน่าดูเรื่องหนึ่งเลยครับ ผมขอถือโอกาสแนะนำ

 

เครื่องมืออย่างที่สองจากทางวิเคราะห์ของราพอพอร์ทที่ผมเก็บมา ได้แก่ ฤทธิ์ของอุปมาหรืออุปลักษณ์ในทางโวหารโน้มน้าวใจให้คิดและคล้อยตาม นั่นคือใช้การเทียบเคียงสิ่งหนึ่งมาทำความเข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจเรื่องหลังนั้นได้กระจ่างขึ้น 

 

ลองฟังดูนะครับว่า การใช้การเปรียบเทียบกับโรคระบาดของเขาพอจะเข้าทีไหมสำหรับทำความเข้าใจปรากฏการณ์การแพร่กระจายของการเชื่อข่าวลือข่าวลวง หรือการแพร่กระจายของทัศนคติแบบหนึ่งแบบใด ซึ่งเขาจัดให้เป็น psychological epidemics จำพวกหนึ่ง

 

เขาเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ

 

การเชื่อข่าวลือข่าวลวงหรือการแพร่ทัศนคติแบบหนึ่งสมัยที่ยังไม่มีสื่อสารมวลชนนั้น การติดต่อสัมพันธ์กันโดยตรงเป็นจุดตั้งต้นของการแพร่กระจาย  

 

เช่นเดียวกับโรคระบาด ที่คนเป็นพาหะกับคนรับเชื้อมาแพร่ต่อสู่คนอื่นๆ จนโรคนั้นระบาดออกไปเป็นวงกว้างก็ตั้งต้นที่การติดต่อสัมผัสกันโดยตรงเหมือนกัน   และมันยังคล้ายกันตรงที่คนที่เป็นฝ่ายให้  ไม่ว่าจะให้เชื้อ หรือให้ความเชื่อให้ทัศนคติถ่ายทอดให้ใครๆ รับไปแล้ว สิ่งที่ได้ถ่ายให้คนอื่นๆ ไปนั้นก็ยังติดอยู่กับตัวคนให้  ยังไม่ได้หายไปไหน

 

แต่ในขณะเดียวกัน ราพอพอร์ทก็เสนอด้วยว่า การระบาดของโรคยังต้องพิจารณาจาก

 

๑. ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ  ซึ่งคนในวัยต่างๆ มีไม่เท่ากัน และคนแต่กลุ่มมีต่างกัน

๒. ปัจจัยจำกัดและขยายการแพร่เชื้อ เช่น สิ่งที่เป็นพาหะนำเชื้อ ระยะเวลาการฟักตัวก่อนเกิดอาการ ความรุนแรงของโรคและอัตราที่รักษาหายกับการเสียชีวิต

๓. ภูมิต้านทานที่ผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยพัฒนาขึ้นมา ซึ่งทำให้ลดระดับความรุนแรงของจุลินทรีย์ก่อโรคลงไป

๔. มาตรการที่ออกมาป้องกันการแพร่กระจายและรับมือกับโรคระบาดและดูแลรักษาผู้ป่วย เข่นการกักพื้นที่ การปิดพื้นที่สาธารณะในแหล่งระบาด

 

แล้วเขาก็เทียบให้เห็นว่า ถ้าเป็นการแพร่กระจายของทัศนคติ ข่าวสาร หรือแบบแผนพฤติกรรม ก็มีปัจจัยที่พึงพิจารณาคล้ายๆ กันกับของระบาดของโรค

 

กล่าวคือ ประชาชนจะมีภูมิคุ้มกันและมีความหวั่นไหวต่อการแพร่กระจายของข่าว ข้อมูล ทัศนคติ หรือแบบแผนการแสดงออกในระดับที่แตกต่างกัน มีระยะเวลาที่ข่าว ข้อมูล ทัศนคติไหลลามเร็วแพร่ไปได้ไกล และช่วงที่มันค่อยๆ จางลงไป เมื่อไม่มีเรื่องมาเติมที่จะเลี้ยงกระแสไว้ไม่ให้ตก  หรือคนที่ผ่านการติดเชื้อมาแล้วมีภูมิต้านทานขึ้นมา คล้ายกับคนที่หลุดออกมาจากความเชื่อที่เคยครอบงำอยู่แล้วมีภูมิต้านทานต่อความพยายามที่ใครจะมายัดข้อมูลให้คิดให้เชื่ออย่างนั้นเข้ามาใหม่

 

 


 

ราพอพอร์ทยังเสนอว่าการแพร่ระบาดของโรคและการแพร่กระจายของข่าวลือข่าวลวงยังมีปัจจัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์คำนวณหาออกมาได้ นั่นคือ critical threshold ที่เมื่อการแพร่ระบาดของโรค หรือการแพร่กระจายของข่าวไปถึงคนมากพอจนจำนวนคนที่ได้รับเชื้อ หรือจำนวนคนรับข่าวที่มีความหวั่นไหว ไต่ขึ้นไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เมื่อผ่านจุดนั้นไป มันก็กระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง   

 

ความสำคัญของ critical threshold ในการแพร่ระบาดที่ราพอพอร์ทอภิปรายไว้เมื่อ ๖๐ ปีก่อนเป็นความคิดเดียวกันกับเรื่องจุดพลิกสถานการณ์หรือ Tipping Point ที่ Malcolm Gladwell นำมาเผยแพร่ใหม่เมื่อไม่นานมานี้

 

เมื่อรู้วิธีใช้การเปรียบเทียบมาเป็นเครื่องช่วยอธิบายหรือโน้มน้าวแล้ว ก็ต้องรู้ตรวจสอบการใช้ความเปรียบของคนอื่นๆ ว่าที่เขาใช้นั้นฟังขึ้น สมเหตุสมผลที่จะเทียบเคียงอย่างหนึ่งกับอีกอย่างหนึ่งหรือไม่

 

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาความเปรียบของ Dean Acheson ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการโน้มน้าวคองเกรสให้สนับสนุนการขยายบทบาทในระดับโลกของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อสกัดการแผ่อิทธิพลของสหภาพโซเวียต อเชสันเล่าไว้ใน Present at the Creation  หนังสือบันทึกความทรงจำของเขาว่า

 

These congressmen had no conception of what challenged them; it was my task to bring it home. Both my superiors, equally perturbed, gave me the floor. ... In the past eighteen months, I said, Soviet pressure on the Straits, on Iran, and on Northern Greece had brought the Balkans to the point where a highly possible Soviet breakthrough might open three continents to Soviet penetration. Like apples in a barrel infected by one rotten one, the corruption of Greece would infect Iran and all to the east. It would also carry infection to Africa through Asia Minor and Egypt, and to Europe through Italy and France, already threatened by the strongest domestic Communist parties in Western Europe.

 

พอฟังได้ไหมครับ หรือท่านผู้อ่านมองเห็นจุดอ่อนของความเปรียบนี้ตรงไหนครับ?

 

 


 

ความเปรียบของอเชสันนี่เองคือหนึ่งในที่มาอันเป็นต้นทางของทฤษฎีที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยสงครามเย็นจะรู้จักกันดีในชื่อ “ทฤษฎีโดมิโน”

 

เครื่องมือแบบที่สามจากทางวิเคราะห์ของราพอพอร์ทที่ผมชอบใจ คือ การใช้ตัวละครและเรื่องราวสถานการณ์จากงานวรรณกรรม หรือเรื่องเล่าจากเหตุการณ์รูปธรรม ลงไปแทนตัวผู้เล่นที่มีเหตุผลในทฤษฎีเกม ซึ่งปกติจะถูกลดรูปลงมาเรียกเป็น A เป็น B ไปจนถึง n ที่มาเจอกันในสถานการณ์แบบ zero sum หรือ non-zero sum 

 

เรื่องที่ผมชอบใจที่สุดก็คือในบทที่ราพอพอร์ทใช้สถานการณ์จากเรื่อง Othello มาวิเคราะห์ทางเลือกของโอเธลโล เดสดีโมนา อิยาโก และแคสสิโอ ออกมาเป็น decision tree ให้เราคนอ่านพิจารณาอย่างพิสดาร เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปลี่ยนจากตัวแสดงนามธรรมในทฤษฎีเกมที่ถูกสมมุติขึ้นมาเป็น A เป็น B มาเป็นตัวละครที่มีเงื่อนไขแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาผสมกับการเป็นผู้ตัดสินใจแบบใช้เหตุผล

 

เช่น มีความแตกต่างในความรู้สึกที่แต่ละฝ่ายมีต่อกัน ประกอบกับแรงจูงใจที่แต่ละฝ่ายมีไม่เหมือนกันในสถานการณ์ความขัดแย้งเดียวกัน มันก็ยากขึ้นอีกมากที่จะตัดสินได้ว่า ตัวละครเหล่านี้เลือกเล่นเกมใดกับฝ่ายอื่นๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น และตัวละครแต่ละคนต่างฝ่ายต่างรู้หรือไม่ว่ากำลังเล่นเกมเดียวกันอยู่หรือเปล่า

 

รวมทั้งเห็นความยากที่จะกำหนดค่าอรรถประโยชน์แบบสเกลอันตรภาคที่แน่ชัดให้แก่ผลลัพธ์ของทางเลือกต่างๆ ว่าควรจะเป็นเท่าใด ดังเช่นที่ทำกันในทฤษฎีเกมที่ตั้งข้อสมมุติต่างๆ ขึ้นมาให้ A กับ B เมื่อกำหนดไม่ได้ก็ทำให้ไม่อาจวาง payoff structure ของเกมได้แน่ชัด

 

อีกทั้งยังเห็นข้อจำกัดในส่วนของฐานคติเกี่ยวกับตัวแสดงที่มีเหตุผลของทฤษฎีเกม ซึ่งละเลยมิติทางจิตวิทยาการรับรู้ที่ส่งผลต่อการพิจารณาทางเลือกและการตัดสินใจในสถานการณ์ความขัดแย้งรูปแบบต่างๆ ได้มาก

 

เขาใช้วิธีข้างต้นเพื่อเสนอบทวิพากษ์ข้อจำกัดในการใช้ทฤษฎีเกม ซึ่งเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่นิยมกันของนักยุทธศาสตร์ในเวลานั้น รายละเอียดการวิพากษ์ต้องอาศัยการปริทัศน์หนังสือของราพอพอร์ททั้ง ๒ เล่มโดยตรง

 

ผมขอกล่าวในตอนลงท้ายนี้เพียงว่า แนวทางการวิพากษ์ของราพอพอร์ทมีหลักการที่น่านับถือมาก และเขาเขียนหนังสือทั้ง ๒ เล่มออกมาตามหลักการดังกล่าว

 

นั่นคือ การวิพากษ์ที่จะได้ออกมาน่ารับฟังจะต้องอาศัยการสนทนาที่เข้าถึงและเข้าใจฐานคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง และเราอาจจะโน้มน้าวเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับคุณค่าความถูกความผิดที่ยึดถืออยู่ในใจใครได้ดีขึ้น ก็ต่อเมื่อ

 

หนึ่ง ฝ่ายนั้นเห็นการนำเสนอของเราและยอมรับว่าเรารับฟังความคิดของเขาและเข้าใจทั้งหมดนั้นเป็นอย่างดีและเข้าใจทุกส่วนโดยตลอด

 

สอง เราสามารถจำแนกแยะแยะข้อเสนอหรือคำอธิบายของอีกฝ่ายออกมาได้ เพื่อดึงตรงส่วนที่เขาเสนอได้อย่างถูกต้อง มีเหตุมีผลฟังได้ แยกออกจากส่วนที่ยังมีข้อให้โต้แย้ง หรือส่วนที่ผิด แต่ให้เน้นส่วนแรกเป็นสำคัญก่อน แล้วจึงพูดถึงส่วนหลัง

 

สาม ชวนอีกฝ่ายพิจารณาให้เห็นจุดร่วมในส่วนที่เขากับเราเห็นตรงกัน หรือในเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน หรือที่ฐานคิดหรือคุณลักษณะบางอย่างที่มีร่วมกัน

 

อย่างไรก็ดี ผมเองไม่แน่ใจว่าด้วยความพยายามขนาดนี้ ราพอพอร์ทประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนใจคาห์นหรือไม่

 

จากการแพร่ระบาดของข่าวลือข่าวลวง มาจบลงที่แนวทางการสนทนาเพื่อหาความเข้าใจและโน้มน้าวใจกัน ผมก็ได้เวลาจบบทความที่เขียนถึงทางวิเคราะห์ของราพอพอร์ทตรงนี้

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน