Columnist

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Anatol Rapoport (ตอนแรก)

23 มกราคม 2020 เวลา 7:00
คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Anatol Rapoport (ตอนแรก)
เปิดอ่าน 544
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

 Tit for Tat ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เอาชนะกลยุทธ์แบบอื่นๆในการช่วยให้ผู้เล่นที่ร่วมมือกัน

 

ท่านผู้อ่านรู้จักกลยุทธ์ “Tit for Tat” ในงานทฤษฎีเกมอยู่นะครับ

 

ถ้าผมจะแนะนำ Anatol Rapoport (1911 - 2007) ต่อท่านผู้อ่านแบบลัดสั้นก็คือการแนะนำเขาผ่านกลยุทธ์ในทฤษฎีเกมที่เป็นที่รู้จักกันดี  นั่นคือกลยุทธ์ Tit for Tat  

 

ในการใช้ทฤษฎีเกมเป็นเครื่องมือศึกษาปัญหาความร่วมมือ  Tit for Tat ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เอาชนะกลยุทธ์แบบอื่นๆ ในการช่วยให้ผู้เล่นที่ร่วมมือกันด้วยกลยุทธ์นี้ ได้รับผลตอบแทนได้มากกว่าใครในการเล่นเกม prisoners’ dilemma แบบต่อเนื่อง และยังสามารถขยายวงจำนวนผู้เล่นที่ร่วมมือ และช่วยกันคนที่ไม่ร่วมมือออกไปจากวงของผู้เล่นที่ร่วมมือกัน ได้ดีกว่ากลยุทธ์แบบอื่นๆ 

 

เจ้าของความคิดผู้เสนอกลยุทธ์ Tit for Tat อันเรียบง่ายนี้ก็คือราพอพอร์ทนี่เอง  กลยุทธ์ Tit for Tat มีหลักง่ายๆ อยู่ว่า ให้เลือกร่วมมือกับอีกฝ่ายหนึ่งก่อนในการเล่นตาแรก และจากนั้น ถ้าอีกฝ่ายตอบสนองมาอย่างไร ฝ่ายแรกก็ตอบสนองคืนกลับไปอย่างเดียวกัน คือถ้าร่วมมือกลับมา ก็ร่วมมือต่อไป และต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่อีกฝ่ายยังคงเลือกตอบสนองด้วยการร่วมมืออยู่ 

 

แต่ถ้ามีคราวใดที่อีกฝ่ายเลือกไม่ร่วมมือกลับมา ฝ่ายแรกก็ตอบแทนด้วยการไม่ร่วมมือกลับคืนในตาต่อไป ถ้าอีกฝ่ายได้คิดกลับมาร่วมมือใหม่  ฝ่ายแรกก็ตอบสนองด้วยการร่วมมือกลับไปอีกครั้ง  นั่นคือ เมื่อเลือกเล่นบวกในการเล่นตาแรกแล้ว ให้สนองตอบต่อบวกด้วยบวก สนองตอบต่อลบด้วยลบ ต่อเนื่องกันไปแบบนี้

 

ราพอพอร์ทส่งกลยุทธ์ Tit for Tat ไปเข้าร่วมการแข่งขันเล่นเกม prisoner’s dilemma แบบหลายรอบต่อเนื่องกันในเกมจำลองเล่นในคอมพิวเตอร์ที่ Robert Axelrod เป็นผู้จัดขึ้นมา

 

ดังที่ Axelrod ได้นำผลการทดลองนั้นมารายงานและอภิปรายถึงนัยสำคัญของกลยุทธ์นี้ในหนังสือ The Evolution of Cooperation (Basic Books, 1984) ของเขา ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นงานคลาสสิคในเรื่องนี้ไปแล้ว 

 

คนเรียนทฤษฎีความร่วมมือระหว่างประเทศที่ใช้ทฤษฎีเกมเป็นแนวทางในการอธิบายปัญหาความร่วมมือจะรู้จักกับกลยุทธ์ Tit for Tat ของราพอพอร์ทและนัยสำคัญของมันต่อทฤษฎีความร่วมมือระหว่างประเทศสาย neoliberal institutionalism กันทุกคน

 

แนะนำราพอพอร์ทต่อท่านผู้อ่านอย่างนี้แล้ว ผมขออนุญาตเล่าอะไรจากมุมของตัวเองเพื่อเสนอทางคิด-วิเคราะห์ของราพอพอร์ทส่วนที่ผมประทับใจนะครับ


 

เรื่องมีที่มาอย่างนี้ครับ

 

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้สอนทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ผม ท่านเรียนมากับ Karl W. Deutsch (1912 - 1992) และยกย่องดอยท์ชในความรอบรู้ลึกซึ้งที่ครอบคลุมการบุกเบิกความรู้ในรัฐศาสตร์หลายด้าน

 

อย่างเช่น ถ้าจะสืบต้นทางที่มาของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นที่นิยมแพร่หลายในขณะนี้ทฤษฎีหนึ่ง คือ social constructivism ผ่านนักทฤษฎีคนสำคัญในสายนี้คือ Nicholas Onuf ขึ้นไป ก็จะพบว่า Onuf ได้อิทธิพลทางความคิดมาจากดอยท์ชด้วยเหมือนกัน

 

 ยังไม่นับทฤษฎีอื่นๆ อีกหลายทฤษฎี  นักวิชาการอีกคนหนึ่งที่อาจารย์ของผมยกย่องไม่แพ้กันในการบุกเบิกพรมแดนความรู้ให้แก่สาขาวิชารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์คือ Harold D.  Lasswell (1902 - 1978)  วันหลังผมคงมีโอกาสนำทางการวิเคราะห์ทั้งของดอยท์ชและของลาสแวลมาเล่าอีกทีนะครับ ถ้าหากท่านผู้อ่านไม่เบื่อเสียก่อน

 

แล้วนักวิชาการรัฐศาสตร์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 นี้มาเกี่ยวกับราพอพอร์ทอย่างไร

 

ในบรรดานักคิดนักวิชาการทางสังคมศาสตร์ร่วมสมัยกันนั้น ดอยท์ชชื่นชมผลงานของ Anatol Rapoport (1911 - 2007) อย่างชัดเจน แต่ราพอพอร์ทเป็นนักวิชาการที่จะจัดให้ลงในสาขาวิชาเฉพาะสาขาไหนของสังคมศาสตร์ได้ยาก เพราะความรอบรู้ของเขานั้นคลุมทั้งคณิตศาสตร์ ชีววิทยา ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา ทฤษฎีเกม ยุทธศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และดนตรี  และผสมศาสตร์เหล่านี้ข้ามสาขาวิชาเป็นทางในการสร้างความรู้

 

ในทศวรรษ 1950 เขากับลาสแวลและนักวิชาการคนอื่นๆ เช่น Quincy Wright, Herbert Kelman, Kenneth Boulding, Ludwig von Bertalanffy และ Stephen Richardson เป็นต้น ได้รวมตัวกันก่อตั้งสหสาขาวิชาขึ้นมาเพื่อการศึกษาวิจัยหนทางแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ โดยมีมหาวิทยาลัยมิชิแกนเป็นศูนย์กลาง และมีวารสาร Journal of Conflict Resolution เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านนี้

 

ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ถึงความโดดเด่นของสังคมอเมริกันอย่างหนึ่ง คือการมีพื้นที่สร้างสรรค์ความรู้และชุมชนวิชาการอันเข้มข้นและหลากหลายให้แก่คนเก่งระดับ the best and the brightest ในสังคมของเขามีโอกาสแสดงความล้ำเลิศของแต่ละคนออกมาปะทะสังสรรค์กันและกันเพื่อสร้างความงอกงามในทางปัญญาความรู้ และเมื่อบวกกับวัฒนธรรมการวิจารณ์เพื่อการตรวจสอบผลงานและมุ่งขยายพรมแดนความรู้ออกไป ก็ทำให้ความคิดอ่านและทางเลือกเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ในกิจการสาธารณะทุกเรื่องไม่ถูกจำกัดไว้ด้วยแนวคิด แนวทาง หรือสถาบันองค์กรไหนมาผูกขาดหรือจำกัดสกัดกั้นไว้ 

 

ไม่ใช่ว่า The best and the brightest จะคิดอะไรได้ไม่ผิดพลาดนะครับ  ทีมคนเก่งของเคนเนดี้และจอห์นสันก็ผิดพลาดอย่างมากมาแล้วในสงครามเวียดนาม  แต่ด้วยลักษณะที่เป็นข้อดีของสังคมอเมริกันอย่างที่กล่าวมา ประกอบกับการมีเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักประกันอันมั่นคง

 

จึงทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับสังคมที่จำกัดเสรีภาพ  สังคมอเมริกันมีความสามารถมากในการเก็บรับบทเรียน แล้วเรียนรู้ และปรับตัวจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้เร็ว ฟีดแบคลูปของระบบการเมืองอเมริกันจึงทำงานของมันได้ค่อนข้างดี

 

เช่น ในวงการยุทธศาสตร์ความมั่นคงช่วงต้นสงครามเย็น สถาบันยุทธศาสตร์อย่าง RAND ได้คนอย่าง Herman Kahn ที่ถือว่าตัวเขาเองนั้นเฉลียวฉลาดกว่าใครในเวลานั้นทั้งหมด พร้อมกับ Bernard Brodie และ Thomas Schelling มาเป็นกำลังหลักทำงานศึกษาวิจัยเพื่อคิดหายุทธศาสตร์สำหรับสงครามนิวเคลียร์และการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ 

 

 


 

แต่พร้อมกันนั้น  สังคมอเมริกันก็มีพื้นที่ทางวิชาการและสถาบันนโยบายแห่งอื่นๆ ในการศึกษาและนำเสนอข้อโต้แย้งทางความคิดและยุทธศาสตร์สำหรับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์มาเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายความมั่นคงรวมทั้งวิธีคิดทางยุทธศาสตร์แบบ “thinking about the unthinkable” ในแบบของเฮอร์มัน คาห์น  ที่พร้อมจะคิดคำนวณการสูญเสียชีวิตมนุษย์ว่าตายจำนวนกี่สิบล้านคน (megadeath) ที่จะอยู่ในระดับความ “สมเหตุสมผล” สำหรับยุทธศาสตร์การป้องปรามนิวเคลียร์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด

 

ราพอพอร์ท เล่าไว้เองว่า ในการโคจรมาเจอกันคราวหนึ่ง เมื่อคาห์นมามหาวิทยาลัยมิชิแกนเพื่อนำเสนอความคิดแบบ thinking about the unthinkable ในทางยุทธศาสตร์ของเขา  

 

พร้อมกับเสนอการคำนวณอัตราการสูญเสียชีวิตที่เหมาะสมในยุทธศาสตร์การป้องปราม เขาฟังอยู่ด้วยและไม่ยอมปล่อยให้คาห์น doublespeak ด้วยการเลี่ยงมาใช้ megadeath ราพอพอร์ทยกมือถามหาความหมายของ genocide จากคาห์น รวมทั้งความคิดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเขาในทางศีลธรรมที่ตั้งใจใช้ genocide เป็นส่วนหนึ่งในวิธีการและแผนการทางยุทธศาสตร์

 

คาห์นเองก็แน่พอกัน เขาตอบราพอพอร์ทว่าเขาก็พร้อมจะมีส่วนแสดงความรับผิดชอบในการตายจำนวนมากที่เกิดขึ้น แต่จุดมุ่งหมายของยุทธศาสตร์การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของเขาคือการหลีกเลี่ยงสงคราม

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามเบ็ดเสร็จที่ใช้นิวเคลียร์  ซึ่งคาห์นก็มีตัวเลขมหาศาลของจำนวนคนที่จะตายเพราะสงครามแบบนั้นมายืนยันเปรียบเทียบให้เห็นเช่นกันว่ามากกว่ากันกี่เท่า คาห์นบอกว่า ถ้าหากยุทธศาสตร์การป้องปรามที่อาศัยความเป็นไปได้ในการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์แบบทำสงครามจำกัดวงของเขาจะทำให้คนนับล้านต้องตาย เขาก็รู้สึก “genuinely sorry”

 

ให้ผมมาเล่าทางคิดของราพอพอร์ทต่อตอนจบในสัปดาห์หน้าดีไหมครับ.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน