Columnist

คู่มือนำเที่ยว ๒ นคร

30 ธันวาคม 2019 เวลา 10:29
คู่มือนำเที่ยว ๒ นคร
เปิดอ่าน 363
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

บทความต้อนรับปีใหม่ด้วยการแนะนำคู่มือสำหรับท่านที่อยากลองไปท่องเที่ยว ๒ เมืองใหญ่

 

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ  ช่วงวันหยุดยาวรับปีใหม่ ท่านผู้อ่านได้ไปเที่ยวหรือไปพักผ่อนเพื่อเติมพลังกันที่ไหนบ้างไหมครับ  ไม่ว่าจะไปที่ไหน ขอให้พลังจงสถิตกับท่านผู้อ่านตลอดปีใหม่ และเสมอไปนะครับ

 

ผมถือโอกาสที่ได้หยุดติดต่อกันหลายวันวางแผนเที่ยวเองอย่างสนุก ไม่ต้องพึ่งมัคคุเทศก์ท้องถิ่น  เพราะอาศัยหนังสือคู่มือนำเที่ยวที่คนเคยไปมาแล้วเขาแนะนำต่อกันมาว่าดีเหลือเกิน ซึ่งผมก็พบว่าเป็นคู่มือดีจริงๆ เลยขออนุญาตนำมาบอกต่อ และเขียนบทความแรกต้อนรับปีใหม่ด้วยการแนะนำคู่มือสำหรับท่านที่อยากลองไปท่องเที่ยว ๒ เมืองใหญ่นี้ แข่งกับนิตยสาร อสท. นะครับ

 

เมืองทั้ง ๒ นี้จะว่าอยู่ลี้ลับก็ไม่เชิง  แต่ผมเข้าใจว่าเจ้าใหญ่อย่างโลนลี่แพลนเน็ตยังไม่ได้จัดทำคู่มือนำเที่ยว ๒ เมืองนี้ออกมา  ไม่รู้ว่าหลุดรอดการสำรวจของเขาไปอย่างไร  แต่คู่มือที่ผมใช้ก็ถือว่าดีพอแบบไม่ต้องรอโลนลี่ฯ เขาพรรณนาเมืองทั้ง ๒ ไว้ให้คนที่ยังไม่เคยไป อ่านแล้วเห็นภาพและอยากไปเที่ยวให้เห็นกับตาจริงๆ

 

เมืองแรกเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเล หนังสือนำเที่ยวที่ผมใช้เป็นคู่มือบรรยายว่า เกาะใหญ่แห่งนี้

 

“ตรงกลางกว้างที่สุด ปลายเกาะทั้งสองข้างโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ระหว่างสันโค้งทั้งสองข้างซึ่งห่างกันประมาณสิบเอ็ดไมล์นั้น มีทะเลยื่นเข้ามาแผ่เป็นอ่าวใหญ่  เนื่องจากลมพายุถูกกั้นไว้หมด อ่าวนี้จึงปราศจากคลื่นลมแรง … แต่เงียบสงบเหมือนทะเลสาบ”  บนเกาะแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ  ทั้งหมดมีผังเมืองแบบเดียวกันเท่าที่ภูมิประเทศของแต่ละเขตจะเอื้อให้ทำได้ เขตที่ตั้งห่างกันที่สุดสามารถเดินเท้าไปถึงกันได้ภายในวันเดียว

 

ส่วนอีกเมืองหนึ่งนั้น บรรยากาศต่างจากเมืองเเรกที่เป็นเกาะมาก เพราะเป็นเมืองใหญ่มีทุกสิ่งทุกอย่างพรั่งพร้อม อยากชมอะไรมีให้ชม อยากฟังอยากดูอยากกินอะไรอร่อย มีบริการหามาบำรุงบำเรอท่านได้ครบครัน ตามกำลังของท่านที่จะเลือกสรรได้  แต่ความน่าสนใจของเมืองนี้สำหรับคนเดินทางท่องโลกมามาก ไม่ได้อยู่ตรงที่มันมีอะไรครบ  ซึ่งออกจะทำให้มันน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำ  แต่มันดึงดูดใจนักสำรวจและนักผจญภัยจากทุกสารทิศให้เดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างเงียบๆ  เพราะท่ามกลางความบันเทิงเริงรมย์อย่างเต็มขนาดในเมืองแห่งนี้  พวกเขารู้ว่ามันมีขุมพลังมหึมาซ่อนเร้นอยู่  เมื่อมาถึงมาเห็นแล้ว บ้างก็ให้ฉายาว่ามันเป็นเมืองประธาน หรือเป็น “นครหลวงของโลก”

 

เกาะใหญ่กลางทะเลแห่งนั้น ท่านต้องขึ้นฝั่งที่ศูนย์กลางการบริหารของเกาะซึ่งตั้งอยู่ที่เขต “อะมอโรต์”  ความหมายของชื่อเขตนี้ว่ากันว่ามาจากภาษากรีก จากคำซึ่งมีความหมายว่ามัว เห็นเป็นเงารางๆ  เขตอะมอโรต์นี้ตั้งอยู่ตรงกลางเกาะ บนเนินเขาเตี้ยๆ ลาดจากยอดเนินนั้นลงมาหาแม่น้ำอะนีเดอร์ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดของที่นี่   ตรงใกล้ๆ ต้นน้ำอะนีเดอร์ มีจุดที่คนไปเยือนควรแวะชมคือสะพานหินรูปโค้งเก่าแก่ที่สร้างไว้อย่างงดงาม  ไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของสภาอันเป็นทั้งศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของอำนาจการบริหารเกาะแห่งนี้  

 

บ้านเรือนบนเกาะสร้างเป็นแบบแผนอย่างเดียวกัน  “ทุกบ้านมีประตูหนึ่งสู่ถนน และอีกประตูหนึ่งสู่สวน ประตูบ้านทำเป็นสองบานเปิดได้ง่ายและปิดได้เอง ปล่อยให้ใครเข้ามาก็ได้ (เพราะไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว)”  ท่านเข้าใจถูกแล้วครับว่าคนบนเกาะนี้เขาไม่เก็บอะไรไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว  อย่างบ้านแต่ละหลัง ข้อมูลในคู่มือบอกด้วยว่าชาวเมืองนี้จะจับสลากเปลี่ยนบ้านกันทุกๆ สิบปี 

 

ส่วนที่น่าชมที่สุดและทำให้เมืองอย่างอะมอโรต์ หรือทุกๆ เขตบนเกาะ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยงามไปหมด คือ สวน และพวกชาวเมืองก็แข่งขันกันอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้สวนของบ้านที่ตัวเองอยู่นั้นออกมางามที่สุด ด้วยการปลูกองุ่น ไม้ผล ไม้ดอก และสมุนไพรต่างๆ จัดลำดับสลับสีกันออกมาอย่างงดงาม

 

 

ที่เกาะแห่งนี้มีระบบจัดการบริหารการปกครองและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่ง  แต่ขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ชายหญิงก็มีหลายอย่างที่ถ้าฝ่ายสตรีนิยมรู้ก็คงขอตั้งคำถาม ผมคิดว่าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงต่างๆ ของไทยน่าจัดคณะไปดูงานที่เมืองเขาจริงๆ  เพื่อศึกษาว่าความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการปกครองและการอยู่ดีกินพอของที่นั่นใช้ระบบแบบไหนและทำได้อย่างไร เพื่อเปรียบเทียบกับของจิตตนคร เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงของโลกที่ผมกล่าวถึงข้างต้น   ในจิตตนคร เศรษฐกิจการเมืองที่นั่นมีการขับเคี่ยวกันเข้มข้นจนเกิดเป็นความปั่นป่วนตลอดเวลา เป็นความแตกต่างระหว่างเมืองทั้ง ๒ ที่ตัดกันในทางตรงข้ามอย่างน่าเรียนรู้ยิ่ง

 

ผมเดาว่าท่านผู้อ่านบทความของผมส่วนใหญ่เป็นคนมีใจรักความคิดฝ่ายเสรีนิยมมากกว่าอนุรักษนิยม  จึงน่าจะสนใจความปั่นป่วนซึ่งสร้างพลังสะสมอัดแน่นขึ้นมาในจิตตนครอันเสรี   มากกว่าจะทึ่งกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองอันเงียบสงบบนเกาะห่างไกล   ในเนื้อที่จำกัด ผมจะขอคัดรายงานสภาพของจิตตนครในปัจจุบันมาให้ท่านผู้อ่านพอเห็นภาพ ได้บรรยากาศของที่นั่น อย่างสั้นๆ นะครับ

 

จิตตนครเรียกตำแหน่งเจ้าเมืองของพวกเขาว่า นครสามี  รายงานที่ผมอ่านพบในหนังสือคู่มือนำเที่ยวให้ข้อมูลสภาพการเมืองของจิตตนครในตอนนี้ว่า ชาวเมือง รวมทั้งนครสามีที่เป็นเจ้าเมือง ตกอยู่ในอิทธิพลของสมุทัยกับสมุนบริวาร ซึ่งไม่ใช่ชาวเมืองจิตตนครมาแต่เดิม แต่อพยพมาจากที่อื่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจิตตนคร ตั้งไม่ตั้งเปล่า สมุทัยกลายเป็นเพื่อนคู่คิดของนครสามีได้ในเวลาอันรวดเร็ว 

 

รายงานเล่าด้วยว่านครสามีเป็นคนขยันทำงานที่สุดแต่ก็เจ้าอารมณ์อย่างยิ่ง  บ้างก็ว่าเพราะความขยันมากนี่เองนครสามีเลยกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ นับตั้งแต่นครสามีได้สมุทัยมาคอยรับใช้ใกล้ชิดแล้ว ก็ถูกสมุทัยชักนำไปต่างๆ ในทางที่เป็นการบำเรอแต่ความสนุกเพลิดเพลิน

 

อ่านจากรายงานต่อนะครับ เมืองจิตตนครมีระบบการติดต่อสื่อสารชั้นเยี่ยม รับและรับรู้ข้อมูลผ่านระบบติดต่อสื่อสารชั้นนอกชั้นในได้รวดเร็วเท่ากับความเร็วของจิต  แต่ในขณะนี้ มีข้อมูลยืนยันว่าสมุทัยส่งสมุนเข้าควบคุมระบบการติดต่อทั้งหมดของเมืองจิตตนครครอบคลุมทุกจุดไว้ได้หมดแล้วเหมือนกัน

 

“โดยปกติเจ้าเมืองนั้นจะติดต่อทราบเรื่องต่างๆ ได้ก็แต่โดยทางสื่อสารนี้เท่านั้น  ฉะนั้น สมุทัยจึงใช้เครื่องมือทางมายาศาสตร์อย่างหนึ่ง … เป็นเครื่องแปลกปลอมปกปิดสัจจะในข่าวสารทั้งหลาย แต่แสดงเป็นอีกรูปหนึ่ง โดยแต่งตั้งพรรคพวกให้เข้าประจำระบบสื่อสาร … ๓ คน ที่ประจำอยู่ที่ระบบตาเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรูปต่างๆ   ๓ คนที่ระบบหูเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับเสียงต่างๆ   ๓ คนที่ระบบจมูกเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับกลิ่นต่างๆ   ๓ คนที่ระบบลิ้นเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรสต่างๆ   ๓ คนที่ระบบกายเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับสิ่งต่างๆ ที่กายถูกต้อง  ทั้งอีก ๓ คนที่ระบบใจเมืองชั้นใน ก็คอยผสมอารมณ์เข้าไปกับเรื่องต่างๆ อีกชั้นหนึ่ง รวมเข้าตอนนี้ก็มี ๑๘ คนแล้ว”

 

แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ

 

“สมุทัยมีความรอบคอบมากกว่านั้น  คือได้จัดให้ประจำกาลทั้ง ๓ เหมือนอย่างจัดยามประจำทุกยาม คือประจำอดีตกาล ๑๘ คน  อนาคตกาล ๑๘ คน  ปัจจุบันกาล ๑๘ คน  รวมเป็น ๕๔ คน  ดูก็น่าจะพอ แต่ยังไม่พอสำหรับสมุทัย ผู้รอบคอบถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง  ยังจัดไว้สำหรับประจำกำกับตนเอง ๕๔ คน  ประจำกำกับผู้อื่นอีก ๕๔ คน  จึงรวมเป็น ๑๐๘ คน   ฉะนั้น เจ้าเมืองและชาวจิตตนครทั้งปวงจึงได้รับข่าวที่ถูกอารมณ์เคลือบแคลงแล้ว  เรียกได้ว่ามิใช่เป็นข่าวสารที่จริงแท้อยู่เสมอ”

 

เมืองจิตตนครจึงตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของสมุทัยและพรรคพวก ชาวเมืองจิตตนครที่รู้ทันและพยายามต่อสู้กับอำนาจครอบงำของสมุทัยขนานนามพรรคพวกสมุนบริวารของสมุทัยว่าพวกตัณหา ๑๐๘  โดยสมุนบริวารทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้บังคับบัญชาของสมุทัยกันอย่างแข็งขัน  ส่งผลร้ายทั้งต่อเจ้าเมืองและต่อชาวเมืองจิตตนคร

 

“เดิมนครสามีมีกายผุดผ่องดังจะกล่าวว่ามีรัศมีก็น่าจะได้  มีปัญญาเฉียบแหลม รู้อะไรถูกต้องฉับพลัน แต่เมื่อคบกับสมุทัยมากเข้า กายที่เคยผุดผ่องก็กลายเป็นเศร้าหมอง ที่เคยมีรัศมีมีแสงก็กลายเป็นอับแสง ที่เคยมีปัญญาเฉียบแหลม รู้อะไรถูกต้อง ก็กลายเป็นผู้มีปัญญาอ่อน รู้อะไรมักผิดพลาด ที่เคยสงบเยือกเย็น ก็กลับไม่สงบและร้อนรนกระวนกระวาย หิวกระหายในอารมณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปอยู่เสมอ”

 

 

ในขณะที่ชาวจิตตนครก็ “พากันติดอารมณ์งอมแงมจนไม่สามารถจะขาดจากอารมณ์ได้ … อารมณ์ปรากฏเป็นภาพที่ดูเป็นของจริงจัง ไม่ใช่เหมือนอย่างที่ชาวโลกพูดกันว่าอารมณ์ที่หมายถึงเรื่องอะไรในใจ  ไม่ปรากฏรูปร่างอะไรให้มองเห็น   ในจิตตนครอารมณ์เป็นภาพให้มองเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริงๆ …สมุทัยแทรกเข้ามาทางระบบสื่อสารทั้งปวงสู่จิตตนครบ่อยๆ โดยพยายามแทรกแต่อารมณ์ที่เป็นที่ปรารถนาน่าพอใจ ชาวจิตตนครชักจะติดใจ ติดตา ติดหู ติดจมูก ติดลิ้น ติดกาย เกิดความกระหายที่จะได้รับอารมณ์  เมื่อไม่ได้ก็กระวนกระวายหงุดหงิด … พากันวิ่งไปหาอารมณ์”

 

การเห็นชาวเมืองวิ่งวุ่นไขว่คว้าตามอารมณ์ในทิศทางต่างๆ จน “บางทีก็ชนกัน ปะทะกัน แย่งชิงกัน ต่อสู้วางหมัดมวยแทงฟันยิงกันเป็นคู่ๆ วุ่นวายไปหมด” แบบนี้ “เป็นกีฬาที่สนุกสนานมากของสมุทัย”

 

ในขณะที่จิตตนครตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วนเช่นนี้   “ยูโทเปีย” เกาะกลางทะเลที่มีอะมอโรต์เป็นศูนย์กลาง “ได้บรรลุถึงการจัดระเบียบทางสังคม …โดยขนบธรรมเนียมของพวกเขาทำให้รัฐมีรากฐานทางศีลธรรมและสังคมที่เหมาะแก่การมีชีวิตที่ผาสุก   และตราบเท่าที่มนุษย์อาจพยากรณ์แล้ว ขนบธรรมเนียมเหล่านี้ก็คงจะมีอยู่ชั่วกาลนาน เพราะเขาได้ถอนรากถอนโคนความมักใหญ่ใฝ่สูงและการแตกแยก รวมทั้งความชั่วอื่นๆ ไปแล้ว จึงปลอดจากภัยของสงครามกลางเมือง ซึ่งได้ทำลายรัฐต่างๆ มากมายที่ดูท่าทางมั่นคงดี”

 

คนที่ฟังเรื่องราวของยูโทเปียจากผู้เคยไปเยือนที่นั่นมา บอกว่าขนบธรรมเนียมของยูโทเปียหลายอย่างดูจะเป็นประเพณีที่ดี  “แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นปฏิบัติกันในหมู่พลเมืองของเรา”  ส่วนชาวเมืองจิตตนคร ผู้มีความหวังเป็นอาหารใจ จะสามารถเอาชนะสมุทัยกับพรรคพวกและสมุนบริวารได้โดยวิธีใด  ผู้รู้จักจิตตนครดีบอกในหนังสือคู่มือเล่มนี้ว่า

 

“สมุทัยไม่เกรงกลัวใคร แม้แต่เจ้าเมืองเองสมุทัยก็หาเกรงกลัวไม่  มีอยู่คนเดียวที่สมุทัยเกรงมากก็คือคู่บารมีของเจ้าเมือง” เมื่อคู่บารมีเข้ามาอยู่เคียงข้างนครสามี สมุทัย “จะถอยห่างออกไป … กายของเจ้าเมืองกลับผุดผ่องมีแสง ปัญญารู้ถูกต้องขึ้น สงบเยือกเย็น และความร้อนกระวนกระวายก็ระงับด้วยการดับหาย  ภาพยนตร์ต่างๆ ที่เป็นมายาของสมุทัยก็หายไป  ภาพแห่งสัจจะปรากฏขึ้นแทน”

 

แต่การต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อพาชาวเมืองให้พ้นจากอำนาจสมุทัยก็กำลังจะติดตามมาในไม่ช้า

 

ใครคือคู่บารมีของเจ้าเมืองที่สมุทัยเกรงกลัวจนต้องหลีกหนีถอยห่างออกไป?  การต่อสู้ระหว่างกองทัพสองฝ่ายที่รอจังหวะเปิดฉากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงจิตตนครจะจบลงอย่างไร? ชัยชนะจะตกเป็นของฝ่ายใดและด้วยกำลังอาวุธแบบไหน? ขอเชิญท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามต่อจนจบได้ในหนังสือ จิตตนคร พระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร  ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

 

ส่วนหนังสือคู่มือนำเที่ยวอีกเล่มนั้นได้แก่ ยูโทเปีย ของเซอร์โธมัส มอร์ อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เป็นผู้แปลเป็นพากย์ไทย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติครับ.

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน