Columnist

การพัฒนาการเมืองในเงาของฮันติงตัน (ตอนจบ)

25 ธันวาคม 2019 เวลา 9:32
การพัฒนาการเมืองในเงาของฮันติงตัน (ตอนจบ)
เปิดอ่าน 340
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ถือเป็นจุดตั้งต้นในการศึกษาว่าสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงจะมีหนทางในการระดมมวลชนอย่างไร 

 

ถ้าเราเห็นเงาความคิดของ Samuel P. Huntington (1927 - 2008) อยู่ในการศึกษาการพัฒนาการเมืองของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นสังคมไทย งานเรื่องนี้ของฮันติงตันเองก็มีเงาของ Edmund Burke (1729 - 1797) ทาบซ้อนอยู่  หรือจะพูดว่าเบิร์กคือคู่สนทนาคนสำคัญของฮันติงตันขณะที่เขาเขียน Political Order in Changing Societies ก็ว่าได้ เพราะทั้งเบิร์กทั้งฮันติงตันต่างมุ่งสู่เป้าหมายอย่างเดียวกัน คือความสามารถที่สังคมจะรักษาเสถียรภาพไว้ได้เมื่อต้องเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เบิร์กปกป้องการจัดความสัมพันธ์และวิถีปฏิบัติ ที่สะสมมาจนเป็นประเพณีในสังคมแต่ละแห่ง  ไม่ว่าประเพณีนั้นจะเป็นของสังคมอังกฤษ อเมริกัน หรือของสังคมอินเดีย เพราะเขาเห็นว่าประเพณีคือที่มาของเสถียรภาพทางสังคม  ส่วนฮันติงตันก็ไม่ถึงกับจะค้านเบิร์กในเรื่องพลังของประเพณีที่ช่วยรักษาความสืบเนื่องในสังคมดั้งเดิม แต่เขาเห็นว่าการก่อตัวของพลังทางสังคมจากสภาวะที่ความทันสมัยนำมานั้น ได้สร้างแรงกดดันรากฐานเดิมของประเพณี จนทำให้มันไม่เพียงแต่จะไม่พอสำหรับรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสมัยใหม่ได้  แต่ประเพณีก็อาจหมดพลังในตัวเองที่จะเก็บรักษาการจัดความสัมพันธ์และการยอมรับในวิถีปฏิบัติแบบเดิมได้อีกต่อไป

 

เบิร์กสนับสนุนพวกปฏิวัติในอาณานิคมอเมริกาในการต่อต้านอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ เพราะเห็นว่าคนชั้นนำในอาณานิคมอเมริกาพวกนั้นต้องการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งเคยมีมาและเป็นรากฐานของเสรีภาพและเสถียรภาพของสังคมที่นั่น   แต่เบิร์กต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสสุดตัว เพราะการปฏิวัติฝรั่งเศสกำลังทำในสิ่งที่แตกต่างจากการปฏิวัติในอเมริกา โดยการพาสังคมฝรั่งเศสกลับไปตั้งต้นใหม่ที่ความว่างเปล่าเพื่อหวังสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นใหม่ ด้วยการรื้อเปลี่ยนความคิด รื้อเปลี่ยนกฎหมาย รื้อเปลี่ยนศีลธรรมจรรยา รื้อเปลี่ยนคน รื้อเปลี่ยนวัตถุ รื้อเปลี่ยนเวลา รื้อเปลี่ยนภาษาถ้อยคำ 

 

ในสภาวะที่คนทุกคนได้ความเท่าเทียมกันจากการทำลายโครงสร้างเก่าแต่ไม่เหลืออะไรไว้สำหรับจะยึดโยงกันได้อีก เบิร์กคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องว่า ในสภาวะความว่างเปล่าแบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้นตามมา และในที่สุดจะเป็นใครที่จะเถลิงขึ้นมารวบอำนาจไว้ในมือได้  ควรกล่าวด้วยว่า เบิร์กตีพิมพ์บทพิเคราะห์การปฏิวัติฝรั่งเศสของเขาออกมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1790 ก่อนที่ Reign of Terror จะแผ่คลุมสังคมฝรั่งเศสในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

ในรอยต่อระหว่างสังคมอภิชนาธิปไตยที่เป็นมา กับสังคมประชาธิปไตยที่กำลังมาถึง เบิร์กมองไปที่การหาทางรักษาสิ่งที่ดำรงอยู่มาก่อนเพื่อมาถ่วงดุลกับพลังผลักดันการเปลี่ยนแปลง ในทางที่จะช่วยกำหนดจังหวะและทิศทางของการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่ทำลายเงื่อนไขเดิมที่เป็นรากฐานของเสถียรภาพทางสังคม

 

แต่ในขณะที่เบิร์กหวั่นไหวกับพลังการเปลี่ยนแปลงที่มาจากมวลชน  ฮันติงตันเลือกเผชิญกับพลังการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นตรงๆ  โดยถือเรื่องนี้เป็นจุดตั้งต้นในการศึกษาว่า สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงจะมีหนทางในการระดมมวลชนอย่างไร  การมีส่วนร่วมทางการเมืองของมวลชนที่ได้รับการระดมหรือจัดตั้งขึ้นมาแล้วแบบไหนจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ  ความเสื่อมถอยของสถาบันทางการเมือง และรักษาเป้าหมายของการพัฒนาการเมืองและการพัฒนาด้านอื่นๆ เอาไว้ไม่ได้

 

ฮันติงตันนำเสนอรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในสังคมเดิม และวิเคราะห์เงื่อนไขให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงในแต่ละรูปแบบ —ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนผ่านหนทางการปรับตัวของผู้นำที่เป็นชนชั้นนำของสังคมเดิมโดยใช้ระบบราชการส่วนกลางเป็นเครื่องมือ  การเปลี่ยนผ่านหนทางการทำรัฐประหารโดยผู้นำกองทัพ  การเปลี่ยนผ่านหนทางการปฏิวัติโดยผู้นำพรรคหรือขบวนการของมวลชนปฏิวัติ   การเปลี่ยนผ่านหนทางการปฏิรูปโดยผู้นำที่เป็นตัวแทนชนชั้นกลางที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่—  มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเมืองที่ประสบความสำเร็จ  และความสำเร็จนั้นต้องอาศัยเงื่อนไขและปัจจัยประกอบอะไรบ้าง

 

 

บทความตอนที่แล้วผมได้อ้างถึงมติของเบิร์กที่ว่า “รัฐใดซึ่งไม่มีวิธีให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้บ้างเลยก็เท่ากับว่ารัฐนั้นไม่มีวิธีสำหรับรักษาตัวเองไว้ได้” แต่คนศึกษาชีวิตการเมืองของเบิร์กจะรู้ว่าการกระทำกับคำพูดของเขาบางทีก็มีขัดกัน  เช่นในเรื่องนี้  เมื่อมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองอังกฤษเกิดขึ้นมาจริงๆ  ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ หรือเรียกร้องการขยายสิทธิทางการเมืองเพื่อให้คนชั้นผู้ใช้แรงงานและผู้หญิงมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้  เบิร์กคัดค้านการเปลี่ยนแปลงและการขยายสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นนี้อย่างคงเส้นคงวา

 

เบิร์กพอใจกับการทำงานของสถาบันที่มีอยู่แล้วในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน และเมื่อมันยังทำงานเพื่อประชาชนทั่วไปในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะได้อยู่  เขาก็เห็นว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปแก้ไขมันโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อใครคนใดคนหนึ่งไปเปลี่ยนหรือไปแก้มันเข้าแล้ว ที่ได้แก้ไปนั้น มันจะก่อผลอะไรออกมาแบบไหนแน่

 

ข้อที่ควรบันทึกไว้ในบริบทนี้ก็คือความเห็นของเบิร์กเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ที่เขาเห็นว่า ผู้แทนราษฎรเมื่อรับเลือกจากประชาชนในเขตเลือกตั้งใดแล้ว เขาก็กลายเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ มิใช่ตัวแทนแต่เฉพาะคนในเขตเลือกตั้ง  สิ่งที่เขาเป็นหนี้ประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขา คนเป็น ส.ส. พึงตอบแทนด้วยการรับฟังข้อเรียกร้องและความคิดเห็นต่างๆ ของพวกเขาด้วยความเคารพและเอาใจใส่  

 

ในขณะเดียวกันเบิร์กบอกกับประชาชนใน Bristol เขตที่เลือกเขาเป็นผู้แทนว่า :

 

“But, his unbiased opinion, his mature judgement, his enlightened conscience, he ought not to sacrifice to you, to any man, or to any set of men living ... Your representative owes, not his industry only, but his judgement;  and he betrays, instead of serving you, if he sacrifices it to your opinion.”

 

ในแนวทางเดียวกันกับเบิร์ก ฮันติงตันมีข้อเสนอสำคัญว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นเงื่อนไขจำเป็นและขาดไม่ได้ในการพัฒนาการเมือง  รูปแบบ ลักษณะ และคุณภาพทั้งของพรรคการเมืองและของนักการเมืองสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบการเมืองในการตอบสนองข้อเรียกร้องและความต้องการของคนส่วนใหญ่ และต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่เป็นผลตามมา 

 

แต่ใครที่อ่านฮันติงตันบทนี้ แล้วมีโอกาสอ่านงานศึกษาความคิดและชีวประวัติทางการเมืองของเบิร์กที่ Jesse Norman เขียนออกมา ก็จะพบว่าข้อเสนอว่าด้วยพรรคการเมืองกับเสถียรภาพทางการเมืองของฮันติงตันนั้นอยู่ในเงาความคิดของเบิร์กโดยแท้  จากความคิดเห็นที่เบิร์กแสดงไว้ในวาระต่างๆ  Norman สกัดข้อสนับสนุนที่เบิร์กแสดงบทบาทความสำคัญของพรรคการเมืองออกมา ดังนี้ :

 

หนึ่ง เสถียรภาพทางการเมืองต้องอิงอาศัยพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญ  สอง พรรคการเมืองคือกลไกที่เปิดการเมืองให้กว้างสำหรับการพิจารณาสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ  สาม หน้าที่ของพรรคการเมืองในสภาสองด้านคือการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร กับการเป็นช่องทางที่ประชาชนจะส่งผ่านข้อเรียกร้องและความไม่พอใจไปถึงรัฐบาลช่วยให้การเมืองเป็นไปอย่างพอประมาณไม่รุนแรง   สี่ การทำงานของพรรคการเมืองช่วยปลดความจำเป็นที่จะต้องเรียกหารัฐบุรุษหรือพระเอกขี่ม้าขาวมาแก้ปัญหา  ห้า พรรคการเมืองเป็นที่ชุมนุมของคนมีความคิด หลักการ และจุดมุ่งหมายในทางเดียวกัน  ใครเห็นพ้องกับความคิดหลักการและจุดมุ่งหมายแบบไหนก็มารวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองแบบนั้น   

 

และ สุดท้าย เบิร์กให้ข้อเตือนใจพรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งหลายว่า “Parliament is not a congress of ambassadors from different and hostile interests … Parliament is a deliberative assembly of one nation, with one interest, that of the whole.

 

ในประเด็นหลังสุดนี้เอง ที่ฮันติงตันจะเติมสภาพความเป็นจริงทางการเมืองในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้ามา และบอกเราโดยเสนอแย้งเบิร์กว่า  สภาในสภาวะอุดมคติแบบที่เบิร์กว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าพรรคการเมืองเป็นเพียงตัวแทนของคนจำนวนน้อยในสังคม แต่เมื่อใดก็ตามที่คนจน คนชนบท แรงงาน ซึ่งเป็นคนหมู่มากของสังคม ถูกระดมเข้าสู่การเมือง หรือมีจิตสำนึกทางการเมืองตื่นตัวขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนแล้ว การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองผ่านทางพรรคการเมืองจะมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก

 

ฮันติงตันเสนอว่ามวลชนขนาดใหญ่ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างอิสระ จะสามารถเป็นพลังทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นตัวเองได้แน่นอน  ซึ่งอาจเป็นฝันร้ายของชนชั้นนำเดิม แต่เป็นความฝันที่ผู้นำขบวนการปฏิวัติคงอยากให้กลายเป็นจริง  ในขณะเดียวกัน ก็เป็นไปได้เช่นกันที่มวลชนอาจถูกระดมมาเป็นฐานสนับสนุนอำนาจของพรรคการเมือง หรือของสถาบันอื่นใดก็ตาม ที่เข้ามาจัดตั้งมวลชนได้

 

เรื่องที่ว่าคนจน คนในชนบทและแรงงาน ซึ่งเป็นมวลชนคนหมู่มากในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง จะจัดตั้งตัวเองขึ้นมาได้อย่างเป็นอิสระมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยเพราะมีอุปสรรคมากมายกีดขวางไว้ เป็นความจริงที่ใครๆ ก็ทราบดี ฮันติงตันจึงเสนอต่อจากนั้นออกมาว่า สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า หรือเกิดขึ้นมาได้ก่อน คือการที่อำนาจจากภายนอก ซึ่งไม่ได้เป็นคนชนชั้นเดียวกันกับพวกเขา จะเข้าไประดมหรือจัดตั้งเพื่อดึงพลังมวลชนเหล่านี้มาเป็นฐานสนับสนุนอำนาจทางการเมืองของตน  หรือเพื่อตัดหน้าขบวนการที่ต้องการดึงมวลชนก่อหวอดกระแสการปฏิวัติขึ้นมา

 

 

อำนาจจากภายนอกที่ว่านี้อาจเป็นกลไกอำนาจรัฐ  เป็นพรรคการเมือง หรือแม้แต่องค์กรทางศาสนาก็ได้

 

บทวิเคราะห์ของฮันติงตันในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าควรแก่การใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตรงที่เขาเสนอว่า :

 

หนึ่ง การตอบสนองของคนจน คนในชนบท หรือแรงงาน ต่ออำนาจภายนอกที่พยายามเข้ามาระดมหรือจัดตั้งมวลชนให้เป็นฐานสนับสนุนทางการเมืองนั้น ฮันติงตันเสนอว่า การที่พวกเขาจะตัดสินใจตอบรับสนับสนุนใคร แค่ไหน ขึ้นอยู่กับการจะทำให้พวกเขาเชื่อและเชื่อมั่นได้เพียงใดว่า คนที่เข้ามานั้นมีทรัพยากรมากพอและช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาได้ตรงกับความต้องการจริงๆ และคนที่เข้ามาจะทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นได้แค่ไหนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งกลางคัน นั่นคือได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้านว่าเป็นคนที่จะยืนหยัดเพื่อพวกเขาจริง และสามารถปกป้องพวกเขาจากแรงกระทบหรือความพลิกผันต่างๆ ได้

 

สอง ส่วนฝ่ายที่เข้าไปจัดตั้งชาวบ้านที่เป็นคนจน คนในชนบท หรือแรงงาน จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกลไกอำนาจรัฐ พรรคการเมือง หรือองค์กรทางศาสนา ยังมีปัญหาอีกแบบหนึ่งให้ต้องคำนึง นั่นคือ เมื่อการเข้าไปจัดตั้งชาวบ้านมาเป็นฐานมวลชนเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก  ปัญหาที่ฝ่ายนี้จะต้องคิดถึงก็คือ จะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรสำหรับฐานสนับสนุนเดิม และการจัดสรรให้แก่มวลชนที่เข้าไปจัดตั้งใหม่  จะจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาต่างๆ ที่ต้องการบรรลุอย่างไรจึงจะไม่ทำให้เกิดปัญหาแบบได้ใหม่เสียเก่า  ได้เป้าหมายหนึ่งแต่เสียหายต่อเป้าหมายอื่นๆ ที่เหลือ และจะใช้วิธีขยายฐานสนับสนุนออกไปหามวลชนกลุ่มใหม่ๆ อย่างไร ที่จะไม่ทำให้ฐานสนับสนุนเก่ารู้สึกว่าถูกลดความสำคัญลงไป และเกิดความรู้สึกแปลกแยกขึ้นมา

 

สาม คนที่เข้าไปจัดตั้งมวลชนจากภายนอก ในที่สุดแล้วยังต้องเจอกับโจทย์ว่าพร้อมจะปรับความคิดในด้านค่านิยมอุดมการณ์ได้เพียงใดในทางที่สอดคล้องและสนับสนุนความเสมอภาค เพราะความเสมอภาคคือหลักการใหญ่ที่หนุนหลังข้อเรียกร้องคนจน คนในชนบท และแรงงาน

 

สี่ ในสภาวะที่มีความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมืองเข้มข้น และสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นมาจนทำให้ไม่ว่าฝ่ายใดไม่อาจกำหนดผลลัพธ์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้โดยลำพังฝ่ายเดียว กลับจะเป็นเงื่อนไขที่เอื้อ (หรือบีบ) ให้กลุ่มอำนาจที่เข้าไปจัดตั้งชาวบ้านมาเป็นฐานสนับสนุนทางการเมือง ยังคงมีแรงจูงใจจะทำงานเพื่อชาวบ้านหรือทำงานให้ชาวบ้านอย่างต่อเนื่องไม่ขาดหาย

 

ห้า ฮันติงตันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของชาวบ้านจากการถูกระดมและการจัดตั้งโดยองค์กรจากภายนอก แม้ในชั้นต้น ชาวบ้านอาจไม่ได้มีความตื่นตัว หรือมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเป็นฝ่ายรอรับผลมากกว่าที่จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้   แต่จากการถูกระดมและจัดตั้งทางการเมืองนั้นเองที่จะเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมทางการเมืองของชาวบ้านไปเป็นความตื่นตัวและมีความเชื่อมั่นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนเองขึ้นมา

 

ในแง่นี้ จึงไม่ใช่ว่าทัศนคติและวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นตัวกำหนดระดับการมีส่วนร่วมอย่างที่เคยเข้าใจกัน  แต่ทัศนคติและวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นผลที่เปลี่ยนแปรไปตามระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่า

 

บทความขอจบปิดท้ายด้วยการสรุปความคิดของฮันติงตันว่า การพัฒนาการเมืองไม่มี “easy choice”  ทางเลือกแต่ละแบบ ไม่ว่าของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง หรือของฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม ต่างมีโอกาสลงเอยที่ความเสื่อมถอยและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้ทั้งสิ้น.

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน