Columnist

การพัฒนาการเมืองในเงาของฮันติงตัน (๑)

17 ธันวาคม 2019 เวลา 17:22
การพัฒนาการเมืองในเงาของฮันติงตัน (๑)
เปิดอ่าน 578
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

กองทัพและทหารมีบทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังทางสังคมที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่

 

ที่มาของบทความคราวนี้มาจากหนังสือรวมบทความ ทหารกับการพัฒนาการเมืองไทย ของศาสตราจารย์กิตติคุณ สุจิต บุญบงการ ที่สำนักพิมพ์คบไฟเพิ่งจัดพิมพ์ออกมาใหม่  ชื่อหนังสือของอาจารย์สุจิตทำให้ผมนึกถึงงานการเมืองเปรียบเทียบรุ่นก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่ใช้แนวทางศึกษาการพัฒนาการเมือง  งานคลาสสิคของแนวทางนี้เล่มหนึ่งได้แก่  Political Order in Changing Societies ของ Samuel P. Huntington ซึ่งคนเรียนรัฐศาสตร์ไทยสมัยหนึ่งจะต้องได้อ่านกันทุกคน

 

มาถึงสมัยนี้ รัฐศาสตร์ไทยใครที่จะอ่านที่จะอ้างฮันติงตันในทางวิชาการหาแทบไม่เห็นแล้ว อาจเป็นเพราะความรู้เกี่ยวกับ “สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ที่ฮันติงตันศึกษาในหนังสือเล่มนั้นมีงานใหม่ๆ  ในแนวทางศึกษาแบบอื่นๆ ตามมาอีกมาก แต่ในความเห็นของผม เนื้อหาในบท “Praetorianism and Political Decay” ของเขายังคงใช้การได้ดีมากสำหรับเข้าใจการเมืองของไทยจนถึงขณะนี้ 

 

ส่วนวงวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่ยังสนใจงานของฮันติงตันอยู่ก็ดูเหมือนจะมีแต่นักวิชาการสายอนุรักษนิยมบางคน อย่างเช่น ฟรันซิส ฟุกุยามา ที่ได้แรงบันดาลใจจาก  Political Order in Changing Societies จนเขียนงานในแนวทางของฮันติงตันเกี่ยวกับจุดกำเนิดของระเบียบการเมืองและการพัฒนากับความเสื่อมถอยของสถาบันทางการเมืองออกมาเป็นหนังสือ ๒ เล่มใหญ่

 

เมื่อผมเห็นอาจารย์สุจิตเลือกตั้งชื่อหนังสือเล่มใหม่พ้องกับแนวทางศึกษาการพัฒนาการเมือง ก็อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนระลึกถึงความรู้ความเข้าใจที่เคยได้จากแนวทางศึกษาดังกล่าว ตามประสาคนเรียนรัฐศาสตร์มากับงานรุ่นนี้เหมือนกัน  จึงขอเขียนบทความมาร่วมขบวน โดยเลือกงานคลาสสิคของฮันติงตันในส่วนที่ผมเห็นว่ายังควรแก่การพิจารณาในการติดตามหรือศึกษาการเมืองไทยร่วมสมัย (ซึ่งผมก็ไม่สู้จะแน่ใจว่าความก้าวหน้าทางการเมืองควรจัดอยู่ในระยะไหนของการพัฒนา)

 

แต่เนื่องจากไม่ได้เขียนเป็นบทความปริทัศน์หนังสือทั้งเล่ม ก็จะขอเลือกบางประเด็นของฮันติงตันมาเสนอ เพื่อตั้งข้อชี้ชวนเล็กๆ น้อยๆ จุดความสนใจ เผื่อจะมีใครอยากอ่านบางบทของฮันติงตัน หรืออยากอ่านงานทั้งเล่มของอาจารย์สุจิต

 

ใครที่ถูกบังคับให้ต้องอ่าน Political Order in Changing Societies  เหมือนผมจะทราบว่า แม้งานเล่มนี้จะถูกจัดไว้กับแนวทางศึกษาการพัฒนาการเมือง  แต่ข้อเสนอของฮันติงตันก็ต่างจากความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองของนักวิชาการสายนี้หลายคน ตรงที่ฮันติงตันเน้นเป็นพิเศษว่า การพัฒนาการเมืองมิได้เป็นผลโดยตรง หรือไม่ใช่สิ่งอันพึงหวังได้ว่า มันจะได้มาพร้อมกับที่ความทันสมัยเข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะของสังคมดั้งเดิมเสมอไป 

 

ในหลายกรณี เมื่อความทันสมัยไหลเข้ามาเปลี่ยนรูปของสังคมดั้งเดิมไป  แทนที่ระเบียบการเมืองที่มีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้จากการที่สถาบันการเมืองสามารถปรับตัวปรับการทำงานตอบสนองข้อเรียกร้องต่างๆ จากสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างซับซ้อนมากขึ้น และทำงานประสานสอดคล้องกันได้ดี เป็นอิสระจากแรงกดดันของกลุ่มอิทธิพล  พัฒนาการในสังคมที่เกิดจากความทันสมัยกลับปรากฏขึ้นคู่ขนานไปกับสภาวะเสื่อมถอยของสถาบันทางการเมืองในลักษณะตรงข้ามกับที่ว่ามา ซึ่งปรากฏอาการในหลายรูปแบบ

 

มีรูปแบบหนึ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ และฮันติงตันก็เน้นเป็นพิเศษ เขาเรียกสังคมที่สถาบันทางการเมืองพบความเสื่อมถอยรูปแบบนี้ว่า praetorian society  ซึ่งผมขอทับศัพท์เนื่องจากเป็นคำที่ฮันติงตันใช้ในความหมายเฉพาะ  ฮันติงตันอ้างงานศึกษาสังคมโรมันโบราณของ Edward Gibbon มาขยายความให้เห็นลักษณะของสังคมแบบที่ว่านี้ ว่าความเสื่อมถอยในขีดความสามารถของสถาบันการเมืองในสังคมแบบ praetorian เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นตัวจัดอำนาจการปกครองมีการแกว่งตัวจากสุดปลายด้านหนึ่งมาหาสุดปลายอีกด้านหนึ่ง กลับไปมาระหว่าง “absolute monarchy” กับ “wild democracy”  

 

สภาวะในสังคมแบบ praetorian มีรายละเอียดมากกว่านี้ ผมจะกล่าวเพียงว่าพลังทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันทำให้สังคมแบบ praetorian ไม่อาจบรรลุฉันทามติเกี่ยวกับการจัดอำนาจการปกครอง ผลที่ตามมาของมันจึงสร้างความเสื่อมถอยแก่สถาบันทางการเมือง

 

ฮันติงตันไม่ถึงกับมีข้อเสนอทั่วไปทางทฤษฎีที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับเงื่อนไขทางสังคมหรือการเมืองในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ว่าเงื่อนไขแบบไหนจะผลิตความเสื่อมถอยของสถาบันการเมืองในรูปแบบใดออกมา แต่เรื่องหนึ่งที่เขาเสนอได้อย่างน่าสนใจคือบทบาทของทหารในการแทรกแซงทางการเมืองในสังคมแบบ praetorian ซึ่งเป็นการวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของทหารแตกต่างจากที่พบในงานของฮันติงตันอีกเล่มหนึ่ง ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขามาก่อนคือ The Soldier and the State

 

ใน  The Soldier and the State  เขาพิจารณาทหารและกองทัพของสหรัฐฯ ในโครงสร้างอำนาจรัฐที่เป็นทางการ  ให้ความสำคัญต่อความคิดค่านิยมอุดมการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะของสถาบันทหาร ซึ่งอาจแตกต่างไปจากค่านิยมอุดมการณ์ของคนในสังคมที่อยู่นอกกองทัพได้มาก และวิเคราะห์อิทธิพลของทหารต่อสังคมในฐานะที่กองทัพเป็นสถาบันของรัฐ  ในขณะที่งานเล่มหลังที่ว่าด้วย “สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง”  เขาวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของทหารและกองทัพในเชิงสถาบันโดยพิจารณาอย่างสัมพันธ์กับภูมิทัศน์ทางชนชั้นของสังคมนั้น ทั้งที่ดำรงอยู่และเปลี่ยนรูปไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะการรวมตัวหรือการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นต่างๆ 

 

จากการวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของทหารที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นในสังคม ฮันติงตันเสนอการจำแนกรัฐประหารออกมาเป็น ๓ ประเภท

 

ประเภทแรก ทหารเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำของสังคมดั้งเดิมที่มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม เช่นประเทศในลาตินอเมริกาจะประกอบด้วย เจ้าที่ดิน ข้ารัฐการและบาทหลวงระดับสูง การแทรกแซงทางการเมืองเพื่อยึดอำนาจการปกครองจากชนชั้นนำด้วยกันเองในสังคมที่มีโครงสร้างของชนชั้นนำจำกัดวงแบบนี้  ฮันติงตันเรียกว่าเป็นรัฐประหารแบบ oligarchical การยึดอำนาจไม่มีผลต่อสังคมในวงกว้าง นอกจากการเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองจากคนชั้นนำกลุ่มหนึ่งมาเป็นอีกกลุ่ม

 

การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพโดยรัฐประหารแบบที่สองเป็นการยึดอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนอำนาจการปกครองออกมาจากมือของชนชั้นเดิม ในแง่นี้กองทัพและทหารมีบทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังทางสังคมที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อตัวของชนชั้นกลาง ปัญญาชนนายทุนผู้ประกอบการ กลุ่มวิชาชีพ ฮันติงตันเรียกรัฐประหารแบบนี้ว่า breakthrough

 

แบบที่สามก็น่าสนใจไม่แพ้กัน คือรัฐประหารที่ฮันติงตันเรียกว่า veto  ตามตัวแบบนี้ ทหารยังคงมีบทบาทเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังชนชั้นกลางที่ได้อำนาจปกครอง การแทรกแซงทางการเมืองของทหารด้วยการยึดอำนาจแบบ veto ทำเพื่อยับยั้งกลุ่มพลังจากชนชั้นแรงงานที่เติบโตเข้มแข็งขึ้นมากดดันเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการปกครอง รื้อการจัดสรรแบ่งปันสิทธิประโยชน์และปรับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมใหม่ รัฐประหารแบบนี้ บทบาทของทหารทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ระบอบไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง ฮันติงตันเรียกว่าบทบาทแบบ guardian

 

จากการจำแนกการแทรกแซงทางการเมืองของทหารในบริบทของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยพิจารณาจากโครงสร้างชนชั้นนำและการก่อตัวของพลังทางสังคมและชนชั้นใหม่ที่ต้องการเข้ามาแบ่งปันอำนาจ และเปลี่ยนการจัดการอำนาจรัฐใหม่ นำฮันติงตันมาสู่ข้อสรุปว่า สังคมไหนมีความล้าหลังอยู่มาก บทบาทของทหารในสังคมนั้นก็จะก้าวหน้ามาก  แต่ “ถ้าสังคมก้าวหน้าไปมากขึ้นเท่าใด บทบาทของทหารก็จะออกไปในทางที่เป็นปฏิกิริยาและอนุรักษนิยมยิ่งขึ้นเท่านั้น” 

 

ข้อสรุปของฮันติงตันเกี่ยวกับลักษณะอนุรักษนิยมของทหารในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้  มีนัยแตกต่างอย่างมากกับข้อสรุป ในงาน The Soldier and the State ที่เขาเสนอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความคิดอนุรักษนิยมกับทหารในบริบทของสังคมอเมริกัน  อันหนึ่งมีนัยเป็นลบ อีกอันมีนัยเป็นบวก

 

แต่ไม่ว่าเขาจะมองบทบาททหารในการเมืองในทางบวกหรือลบในบริบทไหนก็ตาม ฐานคิดของฮันติงตันก็ใกล้ชิดกับฝ่ายอนุรักษนิยมมาก  จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขารับข้อคิดสำคัญของ Edmund Burke มาพิจารณาหาคำตอบเพื่อเสนอออกมาในงานของเขา ข้อคิดที่ว่า : A state without the means of some change is without the means of its conservation.

 

สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่ออีกสักตอนนะครับ ว่าถ้าไม่ใช่และไม่สนับสนุนให้ใช้รัฐประหารเป็นหนทางการเปลี่ยนแปลง ฮันติงตันสนับสนุนสถาบันอะไรเป็นพิเศษ.


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน