Columnist

ความรู้กับนโยบายในการเมืองระหว่างประเทศ

4 ธันวาคม 2019 เวลา 11:38
ความรู้กับนโยบายในการเมืองระหว่างประเทศ
เปิดอ่าน 794
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

การทำเช่นนั้นกลับผลิตผลลัพธ์บิดเบี้ยวออกมาอย่างที่คนในฟันเฟืองของระบบก็มองไม่เห็น

ในการเรียนนัดสุดท้าย คนสอนบอกคนเรียนว่า การสอบวิชาการเมืองระหว่างประเทศคราวนี้ไม่บอกแนวทางข้อสอบล่วงหน้า เมื่อเรียนแล้วก็ควรต้องใช้ความรู้ทางทฤษฎีให้เป็น  ก่อนปิดคลาส นิสิตยกมือถามว่า มีคำบ่นจากฝ่ายปฏิบัติอยู่เสมอว่า โลกของนโยบายกับโลกวิชาการทางทฤษฎีเหมือนอยู่คนละโลก  พวกเขาเองก็ยังไม่เคยอยู่ในโลกของผู้ปฏิบัติ  อยากขอให้ช่วยให้ความเข้าใจนิดหนึ่งว่า ทฤษฎีเป็นประโยชน์ต่อคนกำหนดหรือคนตัดสินใจนโยบายได้จริงตรงไหน

 

คนถามถามเหมือนเดาทางข้อสอบที่คนสอนเตรียมจะออกได้   ส่วนผม ซึ่งถึงเวลาต้องหาเรื่องเขียนบทความอยู่พอดี เลยได้โอกาสเก็บใจความที่คนสอนตอบคำถามนั้นมาเขียนเป็นบทความสั้นๆ สัปดาห์นี้ครับ

 

คนสอนตอบนิสิตว่า ถ้าหากจะมองหาประโยชน์ของความรู้เพื่อไปใช้ในเชิงนโยบาย  สิ่งที่ฝ่ายปฏิบัติอยากจะได้ และความรู้ทางฝ่ายทฤษฎีอาจจัดให้ได้โดยผันความรู้ไปรับหน้าที่นั้น  คือการอ่านสถานการณ์ตามสภาพปัญหาที่เป็นจริงจากมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย และจากระดับอื่นๆ และฝ่ายอื่นๆ ในสถานการณ์นั้น ว่าตรงไหนเป็นโอกาส ตรงไหนก่อผลกระทบต่อผลประโยชน์ของใคร อย่างไร  หรือตรงไหนที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง  ทั้งนี้เพื่อนำเสนอทางเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับการตัดสินใจ ว่าเรื่องไหนควรทำ และควรทำอย่างไร 

 

การเสนอความรู้เกี่ยวกับโลกและการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกอันควรจะเป็นให้คนในฝ่ายปฏิบัติฟัง  คงไม่เป็นที่สนใจเท่ากับเสนอแนะในสิ่งที่เขาควรทำ เมื่อคำนึงถึงสภาพการณ์ของปัญหาที่เขากำลังเผชิญตามที่เป็นจริง   และเสนอเหตุผลให้เขาเลือกได้ว่า เขาควรทำอะไร และควรจะทำอย่างไร เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการ หรืออะไรคือเป้าหมายที่เขาพึงวางในเงื่อนไขสถานการณ์แบบนั้น 

 

เพราะเมื่อเขาอยู่ในโลกการเมือง การกำหนดเป้าหมายของนโยบาย หรือการกำหนดจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เป็นการกำหนดและตัดสินใจบนความเป็นไปได้ทางการเมือง และการตัดสินใจของเขาก็ต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดและน้ำหนักความรับผิดชอบทางการเมือง  ต่างจากนักทฤษฎี หรือนักวิชาการ ที่เมื่อให้ความคิดเห็นแล้ว หากอยากถอยกลับไปเป็นนักคิดในโลกของสมมุติฐานสำหรับการสร้างและพิสูจน์ทฤษฎี  หรือลัดเลาะไปในจินตนาการถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามเมตาฟิสิกส์ที่เขายึดถือ ย่อมทำได้เสมอ

 

ถึงตรงนี้  คนเรียนยกมือถามขอตัวอย่างเกี่ยวกับเมตาฟิสิกส์ของความเปลี่ยนแปลง คนสอนยกตัวอย่างว่า บางคนมองว่า การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์จะเป็นการเปลี่ยนเพื่อพามุ่งเข้าหาจุดหมายแบบใดแบบหนึ่งอย่างแน่นอน แม้จะไม่ชัดนักว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นได้เมื่อไร

 

หรือบางฝ่ายก็มีความคิดเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงว่า เหตุปัจจัยต่างๆ ที่มาชุมนุมรอส่งผลอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้น  ถ้าหากจะมีอะไรเพิ่มมากขึ้นอีกสักนิด หรือมีอะไรลดน้อยลงไปสักหน่อย ผลก็จะไม่เป็นอย่างที่เห็น  เหตุการณ์อาจไม่เกิดอย่างที่เกิดขึ้นมานั้น  หรือพูดอย่างอิงชีววิทยาได้ว่า แม้แต่มนุษย์เองก็อาจไม่มีโอกาสได้วิวัฒน์มาในรูปแบบนี้ และสรรพชีวิตบนโลกก็มีทางเป็นไปได้ในลักษณะอื่น  ถ้าหากเหตุปัจจัยที่มาประกอบกันมันพลิกจากที่เป็นไปแล้วเพียงนิดเดียว 

 

 

ในโลกทางการเมืองตามจินตนาการในแบบหลัง ความหมิ่นเหม่ในเหตุปัจจัยก่อผลทั้งหลายที่ชุมนุมออกันอยู่นั้น อันไหนจะขยายผล หรือจะเป็นตัวมาตัดให้กระแสพลิกส่งผลไปทางข้างไหน ขึ้นอยู่กับผลรวมที่มาจากการตัดสินใจของเราแต่ละคน ซึ่งชวนให้คิดว่า แต่ละคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ไม่มาก  แต่ถึงแม้จะไม่มาก ก็มิใช่ว่าจะปราศจากความสำคัญ เพราะการเลือกของเราและของคนอื่นๆ จะมาเป็นตัวหมุนความเป็นไปได้หลากหลายในเหตุปัจจัยที่ชุมนุมกันอยู่นั้น ให้เปลี่ยนการส่งผลออกมาเป็นแบบใดแบบหนึ่ง

 

พอฟังตัวอย่าง คนเรียนตั้งข้อสังเกตว่า เมตาฟิสิกส์ของความเปลี่ยนแปลงแต่ละแบบเหมือนมีวิธีต่างกันในการให้ความหวังแก่คนลงมือปฏิบัติ

 

คนสอนคงไม่อยากเข้าไปยุ่งกับความหวังของใคร  เขาจึงย้อนกลับมาที่เรื่องความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง   คราวนี้เขาบอกคนเรียนให้พิจารณาความรู้ใน ๓ ส่วนหลักๆ   เมื่อต้องการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในโลกของการกำหนดและดำเนินนโยบาย

 

หนึ่ง แน่นอนว่าการนำความรู้การเมืองระหว่างประเทศไปใช้ประโยชน์ในโลกของนโยบายย่อมเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการใช้เหตุผลเพื่อหาเครื่องมือและทางเลือกเหมาะๆ สำหรับการบรรลุเป้าหมายของนโยบายที่ตั้งไว้ 

 

เหตุผลแบบนี้คือการใช้เหตุผลในเชิงเครื่องมือหรือ instrumental rationality  และความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นมาและจัดสำรับไว้สำหรับตอบสนองการใช้เหตุผลเพื่อหาเครื่องมือและทางเลือกให้แก่การดำเนินนโยบายของรัฐแบบนี้

 

อย่างไรก็ดี ความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศไม่ได้มีแต่ instrumental rationality แต่ส่วนสำคัญของมันยังเกี่ยวข้องกับเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาและตัดสินเรื่องคุณค่าในสิ่งที่วางเป็นเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายของนโยบายด้วย ว่าคุณค่าแบบไหนมีความสำคัญต่อการกำหนดเป้าหมายของนโยบาย และควรพิจารณาคุณค่าเหล่านั้นด้วยเกณฑ์อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันเกิดขัดกันขึ้นมา หรือไม่อาจบรรลุได้พร้อมกัน หรือการรักษาคุณค่าอย่างหนึ่งกระทบต่อคุณค่าอีกแบบหนึ่ง การใช้เหตุผลแบบหลังนี้เรียกกันว่า substantive rationality

 

ความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศในส่วนที่สัมพันธ์กับการใช้เหตุผลแบบ substantive rationality ยังให้แนววิเคราะห์ที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากทั้งของฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบการรักษาคุณค่าที่ดำรงเป็นหลักอยู่ก่อนแล้ว กับฝ่ายที่หาทางต่อสู้ผลักดันเพื่อให้คุณค่าอีกแบบหนึ่งสามารถยืนหยัดตั้งมั่นขึ้นมาได้  โดยต่างฝ่ายต่างต้องการคุมเงื่อนไขที่เอื้อต่อคุณค่าเป้าหมายของฝ่ายตน

 

รวมทั้งหาทางเข้าไปจัดการหรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในทางหนึ่งทางใด ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงเพื่อหาทางรักษาคุณค่าเดิมไว้ กับการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลักดันการก่อเกิดคุณค่าใหม่ๆ  ล้วนต้องเผชิญกับแรงเสียดทานและอุปสรรคปัญหาในสภาพแวดล้อมในแต่ละบริบทที่ ๒ ฝ่ายนี้เผชิญกันอยู่ แม้ว่าปัญหาและข้อจำกัดของพวกเขาแต่ละฝ่ายมีอยู่แตกต่างกัน

 

สอง ความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศให้การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางจัดการกับความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมของการดำเนินนโยบายอย่างน้อย ๓ วง ที่ส่งผลบวกลบดีร้ายเข้ามากระทบต่อผลประโยชน์ หรือโอกาสยากง่ายที่จะบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายในนโยบาย

 

ความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมวงนอกสุดมาจากลักษณะอนาธิปไตยของการเมืองระหว่างประเทศ ที่ทำให้รัฐแต่ละฝ่ายในที่สุดแล้วต้องพึ่งตนเองในการรักษาผลประโยชน์และคุณค่าต่างๆ ที่เป็นเป้าหมาย   ซึ่งนำมาสู่ความไม่แน่นอนในวงที่สองถัดเข้ามา

 

ความไม่แน่นอนในวงที่สองมีที่มาจากขีดความสามารถของรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐมิได้มีอยู่อย่างสม่ำเสมอในทุกด้านตลอดเวลาที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจการเมืองและความสัมพันธ์ทางสังคมของรัฐนั้นปรับตัวจัดการกับความขัดแย้ง และพัฒนาตามพลังการเปลี่ยนแปลงทุกรอบได้โดยปราศจากข้อจำกัดภายในระบบหรือทำได้โดยไร้ขีดจำกัด 

 

ความไม่แน่นอนในวงที่สองยังจัดการยากขึ้นอีกเมื่อพิจารณาร่วมกับความผันแปรไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมวงในสุด อันเกิดมาจากธรรมชาติการนึกคิดและรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งมิได้มีแต่ด้านการใช้เหตุผล  แต่ยังมีด้านที่ใช้อารมณ์ความรู้สึก ใช้ความเชื่อถือศรัทธาหรือใช้อคตินำหน้า  การใช้เหตุผลนำหน้าเองก็อาจพาไปสู่การคิดแบบแยกส่วนและแบ่งงานกันทำโดยความตั้งใจที่จะสร้างระบบงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่บางทีการทำเช่นนั้นกลับผลิตผลลัพธ์บิดเบี้ยวออกมาอย่างที่คนในฟันเฟืองของระบบก็มองไม่เห็นว่าเป็นความชั่วร้าย หรือมองไม่เห็นถึงความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น

 

 

ความรู้จากทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศยังเสนอแนวพิจารณาปัจจัย ๓ ประเภทใหญ่ๆ ที่ทำงานส่งผลอยู่ในสภาพแวดล้อมทั้ง ๓ วงข้างต้น ประเภทแรกคือปัจจัยด้านที่เป็นวัตถุรูปธรรม อย่างเช่นปัจจัยการผลิต การทำสงคราม การสื่อสารคมนาคม และเทคโนโลยีในการใช้วัตถุรูปธรรมเหล่านี้ ซึ่งมีพัฒนาการไม่หยุดยั้ง 

 

ประเภทที่สองเป็นปัจจัยด้านความคิดนามธรรม เช่น อุดมการณ์ ความรู้ ศาสนา ความเชื่อ หรือหลักการปทัสถานที่สะท้อนคุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

และปัจจัยประเภทที่สามคือส่วนที่เป็นการเชื่อมโยงปัจจัยประเภทแรกกับประเภทที่สองเข้าหากันภายใต้การจัดโครงสร้างองค์กรและความสัมพันธ์ทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมด้วยกลไกเชิงสถาบัน  เช่น กลไกการทำงานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี  การจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบต่างๆ  หรือกลไกสำหรับจัดระเบียบในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น 

 

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้คนทำงานในโลกของการดำเนินนโยบายมีเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์สถานการณ์ และมีเครื่องมือสำหรับจัดการกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากน้อยที่มีอยู่ในวงต่างๆ  ซึ่งจะได้มาก็โดยการรู้พลิกปัจจัยเหล่านี้มาใช้เป็นประโยชน์ ทั้งในขั้นตอนการกำหนด และในการดำเนินนโยบาย

 

สาม ในการให้เครื่องมือและแนวพิจารณาสถานการณ์ตามสภาพที่เป็นจริง ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่-ไม่นิ่งในวงต่างๆ   และในการให้แนวพินิจเพื่อเสนอทางเลือกสำหรับเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย ความรู้จากทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากฐานคิดแตกต่างกัน  ไม่มีทฤษฎีใดพัฒนาขึ้นมาจากฐานคิดแบบใดแบบเดียวโดดๆ เพราะข้อจำกัดที่ย่อมมีอยู่เสมอไปในฐานคิดแบบหนึ่งย่อมต้องการฐานคิดอื่นมาช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของมัน 

 

คนให้คำแนะนำแก่ผู้ดำเนินนโยบาย ที่ใช้ความรู้จากการเมืองระหว่างประเทศได้จริง เขาย่อมเรียนรู้ความลับในวิธีการที่ realism และ liberalism อิงอาศัยใช้ประโยชน์จากกันและกัน  หรือวิธีการสร้างความรู้ของสำนักอังกฤษ ที่เลือกโอบรับขนบความคิดจากกระแสที่แตกต่างกันเข้ามาไว้ในตัว เพื่อที่จะได้ความเข้าใจโลกอันลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

และจากความเข้าใจนั้น  ความรู้ของการเมืองระหว่างประเทศจึงพอให้คำแนะนำแก่ผู้ดำเนินนโยบายในการพารัฐนาวาฝ่าคลื่นลมปั่นป่วนในทะเลการเมืองระหว่างประเทศไปสู่จุดหมายได้

 

แต่การฝ่าคลื่นลมในทะเลความรู้ของนิสิตเกิดในห้องสอบ.

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน