Columnist

ชวนอ่าน “บันทึกลับ”

27 พฤศจิกายน 2019 เวลา 9:17
ชวนอ่าน “บันทึกลับ”
เปิดอ่าน 867
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

เขียนขึ้นในตอนสงครามเพิ่งยุติลงใหม่ๆ เกี่ยวกับงานขบวนการเสรีไทยระหว่างสงครามโลก

 

ดังที่นำเสนอท่านผู้อ่านในสัปดาห์ก่อน หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นายปรีดี พนมยงค์ได้เขียนบทความ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม” วิพากษ์ความไม่สำเร็จของคณะราษฎรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ที่ไม่อาจทำให้ระบอบประชาธิปไตยตั้งมั่นขึ้นมาได้ตามที่คณะผู้ก่อการมุ่งหวังไว้แต่แรก เพื่อขอให้คนรุ่นหลังศึกษาหาบทเรียนจากความล้มเหลวนี้

 

อาจารย์ปรีดีเขียนบทความภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วนานพอสมควร  การทบทวนย้อนหลังโดยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนรุ่นใหม่พิจารณาบทบาททางการเมืองของคณะราษฎรในบทความนั้นจะถือว่าเป็นบทสรุปความคิดเห็นของท่านต่อคณะราษฎรในภาพรวมได้เพียงใด  คงต้องการข้อมูลที่มายืนยันมากกว่านี้

 

  แต่บทวิพากษ์ดังกล่าวซึ่งมาชี้ให้เห็นถึงการกลับกลายของสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารคือ จอมพลป. พิบูลสงครามและพวกพ้อง จากแนวทางประชาธิปไตยจนการปกครองได้เปลี่ยนรูปไปเป็นเผด็จการอำนาจนิยม ยังทำให้เราต้องหันมาสนใจประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งพร้อมกันไปด้วย

 

นั่นคือ บทบาทและความพยายามของอาจารย์ปรีดีและสมาชิกคณะราษฎรในสายของท่าน ในการหาทางเปลี่ยนการปกครองที่ท่านเห็นว่าเป็นเผด็จการไปแล้วนั้น ให้กลับคืนเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง

 

บทวิเคราะห์ของอาจารย์ปรีดีใน “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม”  บ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้นำคณะราษฎรสามารถรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ระยะหนึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับมือกับการต่อต้านของพลังปฏิกิริยาในระบอบเก่า เช่น จัดการกับการหักหาญในสภาของพระยามโนปกรณ์ฯ หรือการปราบกบฏบวรเดช  

 

แต่ปัญหาการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ยากกว่านั้นตามทัศนะของอาจารย์ปรีดี มาจากการกลับกลายของประชาธิปไตยไปเป็นการปกครองแบบเผด็จการ อันเกิดจากคนบางกลุ่มบางพวกภายในคณะราษฎรที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง

 

 

ดังนั้น  ในการหาบทเรียนจากคณะราษฎร ในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระยะตั้งต้นประชาธิปไตย ตามข้อเสนอของอาจารย์ปรีดีในบทความนี้  จึงควรแบ่งการศึกษาการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยออกเป็น ๔ ขั้น/ระยะ คือ

 

. ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านขั้นต้น คือการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ๒๔๗๕  

กับ

. ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านขั้นที่สอง  คือการตอบโต้กับพลังเก่าที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเปลี่ยนแปลง

 

ว่ามีอะไรเป็นเงื่อนไขความสำเร็จ  และความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลตามมาหรือสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ขึ้นมาอีกอย่างไร  บุคคลและกลุ่มต่างๆ ในคณะราษฎรได้ทำอะไรและทำอย่างไร  ทั้งในเชิงการกระทำและปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง  และในการออกแบบกลไกเชิงสถาบันและการใช้อำนาจรัฐของระบอบใหม่ให้เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย   และไม่ได้ทำอะไรหรือไม่อาจทำอะไร   ไม่ว่าจะเป็นด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง  หรือเป็นเพราะข้อจำกัดในระดับตัวผู้กระทำการ หรือว่าเพราะเหตุอื่นใด  ที่จะอธิบายได้ว่า :-

 

ทำไมคณะราษฎรจึงไม่สามารถสร้างอุดมการณ์หรืออุดมคติประชาธิปไตยขึ้นมาเป็นหลักนำ ที่จะเป็น “พลังสำคัญในการรักษาพรรคหรือศูนย์ฯ นั้นให้คงอยู่ได้ตลอดไปจนบรรลุตามเจตนารมณ์ที่สมบูรณ์” ได้  และทำให้คณะราษฎร “ไม่สามารถรักษาชัยชนะก้าวแรกไว้ได้  และไม่อาจพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้” 

 

ซึ่งนำไปสู่

 

. ความล้มเหลวในระยะที่สาม ที่การปกครองในอำนาจการนำของคณะราษฎรฝ่ายทหารบางส่วนหันเหไปจากประชาธิปไตย

และ

. ความล้มเหลวในระยะที่สี่ ที่คณะราษฎรอีกฝ่ายหนึ่งนำโดยอาจารย์ปรีดีหาทางเปลี่ยนการปกครองกลับไปสู่เส้นทางของประชาธิปไตยตามที่ต้องการไม่สำเร็จ

 

ต่อมาหลังจากนั้น  การเมืองการปกครองของไทยจะตกอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยที่ล้มเหลว หรือไม่อาจตั้งมั่นขึ้นได้อีกหลายครั้ง  ในปัจจุบัน ช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยก็ย้อนกลับมาให้โอกาสประเทศไทยอีกคำรบหนึ่ง ซึ่งทุกฝ่ายก็มีความหวังกันว่าเมื่อถึงเวลาที่ครบ ๑๐๐ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  ความล้มเหลวหลายรอบที่ผ่านมาจะมีบทเรียนให้การเปลี่ยนผ่านนั้นนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นขึ้นได้จริงๆ 

 

อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าการเข้าใจความสำเร็จและความล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยในตอนตั้งต้นทีแรกตามที่อาจารย์ปรีดีอยากให้คนรุ่นหลังศึกษา ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะความสำเร็จและล้มเหลวในคราวนั้นได้กำหนดรูปการของรัฐไทย ไปในทางที่เหนี่ยวรั้งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยในครั้งหลังๆ ต่อมาเดินหน้าต่อไปได้ไม่ตลอด

 

ในความพยายามหาทางเปลี่ยนการปกครองที่กลับกลายไปเป็นเผด็จการคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตยในระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่สอง อาจารย์ปรีดีได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสมาชิกพระราชวงศ์ในฝ่ายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทระดับสำคัญมากในขบวนการเสรีไทยสายอังกฤษ คือ หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน

   

 

งาน บันทึกลับของพันโทอรุณ เสรีไทย 136 ซึ่งเป็นบันทึกที่หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ เขียนขึ้นในตอนสงครามเพิ่งยุติลงใหม่ๆ เกี่ยวกับงานขบวนการเสรีไทยระหว่างสงครามโลก รวมทั้งเอกสารที่ได้รับการรวบรวมไว้ในหนังสือ 1 ศตวรรษศุภสวัสดิ์ ให้ข้อมูลมีประโยชน์มากสำหรับทำความเข้าใจปัญหาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของไทยในตอนตั้งต้น ที่ผูกกันอยู่ในลักษณะ  “Not all good things go together.” และส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคงภายในระบอบการเมือง ในลักษณะที่นักวิชาการที่ศึกษาความมั่นคงของประเทศกำลังพัฒนาเรียกว่า insecurity dilemmas

 

ในการเผชิญปัญหาข้างต้น  ข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองภายในของไทยในช่วงปลายสงครามและหลังสงครามโลกยุติลงในบันทึกของหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ ได้เล่าให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ทำให้ความพยายามของปรีดีกับสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายเดียวกันกับท่าน ในการหาทางแก้ปัญหาปมหนึ่งให้หลุด แต่การแก้ปมนั้นก็หมายถึงการต้องแลกด้วยการเสียจุดแข็งเดิมที่เคยเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของคณะราษฎรไป  พร้อมกับที่พวกเขาต้องเจอกับความขัดแย้งใหม่และหาตัวช่วยใหม่ที่จะมาผ่อนเพลาข้อจำกัดและสร้างเงื่อนไขความสำเร็จใหม่ขึ้นมารองรับไม่ทัน  ขณะที่ปมปัญหาใหม่ก็ซ้อนเข้ามาและแก้ยากยิ่งกว่าเดิม

 

บันทึกของหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ ยังแสดงบุคลิกหรือคุณลักษณะต่างๆ กันของตัวบุคคลชั้นนำทางการเมืองในเวลานั้นตามการสังเกตของท่านออกมาให้เราทราบชัดเจน ที่ทำให้เราเข้าใจบุคคลเหล่านั้นในบทบาททางการเมืองได้ดีขึ้น พร้อมกันนั้น  บันทึกของท่านยังทำให้เราเห็นบทบาทของเทพีแห่งโชคชะตา ผู้ปรากฏตัวออกมาในรูปของสงครามที่เข้ามาเปลี่ยนความสัมพันธ์ และพลิกผันโอกาสความสำเร็จและความล้มเหลวของฝ่ายต่างๆ ผ่านผลและผลกระทบของมัน โดยเฉพาะผลกระทบต่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจ กับท่าทีที่ตามมาของมหาอำนาจชาติต่างๆ ต่อผู้นำไทยแต่ละฝ่าย ทั้งที่เป็น และไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร

 

ลึกไปกว่านั้น บันทึกของหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ ยังชี้ให้เห็นปัจจัยที่พบได้เสมอไม่ว่าในยุคสมัยใด ที่การดำเนินการและความสัมพันธ์ของคนในสนามการเมืองจะถูกแทรกแซงด้วยธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์ อย่าง ความอิจฉา ความกลัว ความพยาบาท ความหวาดระแวง การหลงเชื่อคนผิด การถือดี การปักใจในความเห็นของตนเองโดยไม่ฟังคำแนะนำตักเตือน ฯลฯ  ทั้งหมดนี้ก่อปัญหาและให้ผลร้ายตามมา เช่น การมองคนในฝ่ายเดียวกันไม่ออกและใช้คนไม่เหมาะกับงาน ความยากในการบริหารความพอใจเมื่อทรัพยากรเช่นตำแหน่งมีจัดสรรตอบแทนได้จำกัด การดึงศัตรูมาเป็นมิตรที่ทำไม่สำเร็จ และการปัดแนวร่วมไปเป็นศัตรูหรือถอยห่างออกไป

 

ในการเปลี่ยนผ่าน นอกจากเปลี่ยนสู่ความตาย เวลาไม่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายไหนชัดเจน  แต่ถ้าใครอยากเชื่อว่าเวลาเข้าข้างในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย  ก็ไม่ว่ากัน  แต่ควรรู้ว่าการเปลี่ยนผ่านเป็นหนทางยาวไกล ใช้เวลานาน และมันเดินไม่เป็นเส้นตรง ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายแน่ชัดที่บรรลุได้ในแต่ละขั้นและกำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมาอย่างเหมาะสม  ไม่แสวงหาแนวร่วมให้มากไว้  ที่คิดว่าจะพ้นในเวลาไม่นานนัก ก็จะผ่านไปไม่พ้น 

 

คนที่อยากงัดโลกให้เคลื่อนไปข้างหน้า เขาต้องการจุดยืนปักหลักที่มีฐานอันมั่นคง ถ้าหากเขาหาพบ เทพีแห่งโชคชะตาก็จะมอบโอกาสความสำเร็จให้เขา ... ครึ่งหนึ่ง

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน