Columnist

คณะราษฎรในความเห็นของปรีดี

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 7:30
คณะราษฎรในความเห็นของปรีดี
เปิดอ่าน 2,751
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ความผิดพลาดของคณะราษฎรที่ “ไม่สามารถรักษาชัยชนะก้าวแรกไว้ได้ จึงต้องทำความเข้าใจ

 

ในงานสังสรรค์ชาวธรรมศาสตร์ในสหราชอาณาจักรประจำปี ๒๕๑๖ นายปรีดี พนมยงค์ ได้ส่งคำขวัญ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม” มาลงตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก พร้อมกับคำขวัญนี้ ท่านยังได้เขียนบทความชี้ให้เห็นความผิดพลาดของคณะราษฎรเพื่อให้คำแนะนำชี้แนะแนวทางแก่คนรุ่นใหม่มิให้ทำผิดพลาดซ้ำรอยคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  

 

เมื่อได้อ่านบทความนี้ของอาจารย์ปรีดีซ้ำใหม่อีกครั้ง ผมเห็นเรื่องหนึ่งที่ตัวเองมองข้ามไปในการอ่านครั้งก่อนๆ จึงอยากนำมาบันทึกไว้ตรงนี้ นั่นคือ อาจารย์ปรีดีกล่าวถึงคณะราษฎรโดยชี้ให้เราคิดถึงลักษณะที่เป็นกลุ่มของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  

 

ท่านเสนอให้พิจารณาคณะราษฎรอย่างเป็น คณะ ที่มิใช่และไม่อาจแทนด้วยใครคนใดคนหนึ่งโดยลำพังแล้วใช้ความคิดและการกระทำของบุคคลนั้นมาเล่าถึงคณะราษฎรแบบทดแทนกันได้สนิท

 

เช่น ไม่อาจใช้ความคิดและการกระทำของปรีดี พนมยงค์หรือของจอมพล ป. พิบูลสงครามคนหนึ่งคนใด มาแทนการทำความเข้าใจการดำเนินการของคณะราษฎรและผลที่เกิดขึ้นตามมาได้ 

 

ข้อเขียนนี้ของอาจารย์ปรีดีจึงเป็นการมาเตือนความเข้าใจว่า คณะราษฎรไม่ใช่ปรีดี พนมยงค์คนเดียว ไม่ได้มีแต่พระยาพหลฯ  จอมพลป. และปรีดี เท่านั้น และการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ที่เน้นนำเสนอคณะราษฎรแบบวนเวียนอยู่ที่ความคิดและบทบาทการนำของเพียงคนไม่กี่คนนี้ จะไม่ช่วยให้เข้าใจในความผิดพลาดที่จะส่งต่อบทเรียนให้แก่คนรุ่นใหม่ได้

 

การจะอธิบายชัยชนะก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลงการปกครองและความล้มเหลวผิดพลาดของคณะราษฎรที่ “ไม่สามารถรักษาชัยชนะก้าวแรกไว้ได้ และไม่อาจพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้”  จึงต้องทำความเข้าใจคณะราษฎรโดยพิจารณาความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน พวก และพลังของหลายฝ่ายภายในคณะราษฎรด้วยกันเอง  

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่นับเหตุความผิดพลาดของท่านเองที่ตัดสินใจไปเชิญคนนอกอย่างพระยามโนปกรณ์ฯ มาเป็นผู้นำในตอนต้นแล้ว  ความผิดพลาดล้มเหลวของคณะราษฎรในเวลาต่อมาที่ไม่อาจพัฒนาการปกครองของระบอบใหม่ให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้นั้น อาจารย์ปรีดีชี้ให้เห็นในบทความว่า มีเหตุมาจากปัญหาภายในของคณะราษฎรเป็นสำคัญ

 

 


 

ผมรู้จักหนังสือหลายเล่มที่เขียนประวัติศาสตร์การเมืองของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ หรือประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยนับแต่ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา  แต่เมื่อลองค้นดู ก็ยังไม่พบงานประวัติศาสตร์การเมืองไทยเล่มใดที่ศึกษาและนำเสนอประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรเป็นกิจจะลักษณะอย่างเต็มรูป ตามแนวทางที่อาจารย์ปรีดีเสนออรรถาธิบายความล้มเหลวของคณะราษฎรไว้ในบทความ ที่จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มก้อนและความแตกแยกภายในตั้งแต่ต้นจนปลาย ว่าคณะราษฎรมีการจัดตัวแตกต่างกันอย่างไรและเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วงก่อนและหลังจากการเปลี่ยนแปลงสำเร็จแล้ว  การรวมพวกและการแบ่งแยกแตกพวกออกจากกันเกิดขึ้นอย่างไร  มีอะไรเป็นเหตุยึดโยงเข้าหากันให้เกิดเป็นพวกนั้นพวกนี้ขึ้นมา หรืออะไรเป็นเหตุสร้างความแตกร้าวที่สำคัญ  

 

และที่สำคัญ ทำไมคณะราษฎรจึงไม่สามารถสร้างอุดมการณ์หรืออุดมคติประชาธิปไตยขึ้นมาเป็นหลักนำที่จะเป็น “พลังสำคัญในการรักษาพรรคหรือศูนย์ฯ นั้นให้คงอยู่ได้ตลอดไปจนบรรลุตามเจตนารมณ์ที่สมบูรณ์” ได้

 

ในความล้มเหลวของคณะราษฎร อาจารย์ปรีดีชี้ว่าความล้มเหลวใหญ่ๆ คือไม่สามารถป้องกันการที่ “มีนายทหารส่วนน้อย ... เมื่อได้อำนาจแล้วก็ผนึกกำลังกันแผลงการปกครองประชาธิปไตยให้เป็นระบบเผด็จการ   สมาชิกคณะราษฎรที่เป็นพลเรือนหลายคนที่มีทัศนะเห็นแก่ตัวหวังในลาภยศจากอำนาจเผด็จการได้หันไปเกื้อกูลสนับสนุนอำนาจนั้น”

 

และอีกส่วนหนึ่งคือความล้มเหลวในการปฏิรูปกองทัพตามตัวแบบสวิตเซอร์แลนด์ที่กำหนดให้ “พลเมืองชายเป็นทหารรักษาท้องถิ่นคือเป็นกองทัพของราษฎร” เพราะถูก “นายทหารส่วนที่นิยมอำนาจเผด็จการ” ขัดขวาง

 

อรรถาธิบายของอาจารย์ปรีดีนี้นับว่าน่าสนใจมาก  แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ใช่คำอธิบายที่น่าพอใจในตัวเองเพราะมีคำถามตามมาอีกไม่น้อย

 

เช่น ถ้าหาก “นายทหารส่วนหนึ่งในคณะราษฎรได้ใช้อำนาจทหารเป็นกำลังให้นายทหารนั้นๆ เป็นใหญ่ในรัฐบาล แล้วปกครองราษฎรตามระบบเผด็จการทหาร “  

 

แต่ในขณะเดียวกันอาจารย์ปรีดีก็ชี้ว่า “ความจริงนั้นสมาชิกคณะราษฎรที่เป็นทหารยังมีอีกหลายคนที่ซื่อสัตย์ต่ออุดมคติประชาธิปไตยของราษฎร” รวมทั้งพระยาพหลฯ ผู้นำทหารและผู้นำรัฐบาล คำถามคือแล้วนายทหารเหล่านั้นกับสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนที่มีอุดมคติแบบเดียวกันนั้นไปหลบอยู่เสียที่ไหน  หรือตกอยู่ในเงื่อนไขข้อจำกัดอะไรอย่างไรแน่ จึงมิอาจขัดขวางนายทหารส่วนน้อยของคณะราษฎรมา “แผลงการปกครองประชาธิปไตยให้เป็นระบบเผด็จการ” 

 

หรือทำไมจึงปล่อยให้คนที่มี “ซากทัศนะที่ตกค้างมาจากระบบทาส” เข้ามาห้อมล้อมและสนับสนุนให้หลวงพิบูลฯ ซึ่งทีแรกเมื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ “ได้ดำเนินกิจการบ้านเมืองตามระบบประชาธิปไตย” ให้หันมา “ปกครองประเทศตามระบบเผด็จการนาซีและฟาสซิสต์ ซึ่งเป็นการปกครองราษฎรอย่างทาส” ได้

 

อาจารย์ปรีดีอยากให้คนรุ่นหลังศึกษาทั้งจากความล้มเหลวของคณะราษฎร และจากความสำเร็จของ “คณะหรือองค์การอื่น [ที่] สามารถรักษาชัยชนะก้าวแรกไว้ได้อย่างมั่นคง แล้วสามารถพัฒนาก้าวหน้าต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ทั้งนี้เพื่อนำเอาความถูกต้องมาประยุกต์ตามสภาพท้องที่กาลสมัยของประเทศไทย” 

 

ผมเห็นว่าความต้องการของท่านในข้อแรกจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการศึกษาประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรในทางที่ชี้ให้เห็นปัญหาและจุดอ่อนภายในของคณะราษฎรจริงๆ  จากความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพวกต่างๆ ของคนที่เป็นสมาชิก  

 

ผมอยากขอตั้งข้อสังเกตล่วงหน้าไว้ด้วยว่า จากความเข้าใจประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรอย่างเต็มรูปและรอบด้าน จะช่วยเราเข้าใจได้ดีขึ้นว่า “ซากทัศนะเก่า” ที่อาจารย์ปรีดีชี้ว่าเป็นปัญหารั้งคณะราษฎรไว้ไม่ให้ไปถึงเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยที่ต้องการนั้น  นอกจากการ “ยกยอปอปั้น” ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจน “เคลิบเคลิ้ม” หลุดออกนอกแนวทางแล้ว ท่านยังหมายรวมถึงการเล่นพวก และการไม่วิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกันเองในยามที่คิดว่ากำลังต้องสู้กับฝ่ายตรงข้ามด้วย

 

อนุรักษนิยมอย่างผมใคร่ขอเสนอความเห็นอย่างนอบน้อมว่า การกล้าวิพากษ์ความผิดพลาด/ล้มเหลวของตัวท่านเองอย่างตรงไปตรงมาในบทความนี้ เป็นแบบอย่างที่ดีของฝ่ายก้าวหน้า.   



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน