Columnist

เปลี่ยนแปลงการปกครอง?

4 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14:54
เปลี่ยนแปลงการปกครอง?
เปิดอ่าน 1,879
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการยึดอำนาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในการต้องเลือก

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ว่าที่ไหนๆ รวมทั้ง 2475 ที่สยาม การจะบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบอะไร จะระบุออกมาได้ง่ายกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเปลี่ยนไปสู่ระบอบอะไร   เพราะรูปธรรมของระบอบใหม่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น กับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง

 

ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายตามความตั้งใจของคนที่มีส่วนลงมือกระทำ หรือเป้าหมายตามที่คนรุ่นหลังจัดสถานะทางประวัติศาสตร์ให้ มันไม่ได้ลงตัวตามกันมาได้ง่ายนัก  ฝรั่งเศส จีน และรัสเซียหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นตัวอย่างได้ดี

 

ยิ่งถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นมาจากการใช้กำลังยึดอำนาจหรือล้มอำนาจเดิมทั้งหมดลงไป  ฝ่ายที่ยึดอำนาจได้ยังมีปัญหาความชอบธรรมของระบอบใหม่ให้ต้องตามจัดการต่ออีกมาก  

 

ลำพังการจะอ้างฐานความชอบธรรมอย่างใหม่ของยุคสมัยมาสวมแทนฐานความชอบธรรมเดิมที่พ้นยุคไปแล้ว เช่น การอ้าง popular sovereignty มาแทน sovereign monarchy  ก็ยังไม่ทำให้การครองอำนาจรัฐของคณะผู้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองได้รับการยอมรับอย่างมีความชอบธรรมขึ้นมาได้ในทันใด 

 

และไม่ได้ทำให้ระบอบใหม่ที่เข้ามาแทนที่มีกลไกเชิงสถาบันสำหรับการปกครองและการใช้อำนาจรัฐที่จะเป็นไปตามหลักการของฐานความชอบธรรมใหม่ในทันที

 

คนมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเท่านั้นที่จะรู้ซึ้งดีว่าความไม่แน่นอนในช่วงเวลาแบบนั้นก่อผลแบบไหนขึ้นมาได้บ้าง  และสภาวะของมันจะยาวนานเท่าใดและดีร้ายอย่างไรส่วนสำคัญไม่น้อยขึ้นอยู่กับโจทย์ที่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงเผชิญ 

 

ซึ่งก่อตัวมาจาก ๒ ทางประกอบกัน คือ จากแรงต้านการเปลี่ยนแปลงว่าแรงแค่ไหน กับการกำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงรูปธรรม ที่ผู้ก่อการตั้งใจและลงมือกระทำ เพื่อสนองหลักความชอบธรรมใหม่ที่ระบอบใหม่ใช้เป็นข้ออ้างของการพลิกแผ่นดิน

 

อย่างน้อยที่สุด คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการยึดอำนาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในการต้องเลือกและตัดสินใจระหว่างความจำเป็นในการรักษาอำนาจรัฐที่ต้องรับมือกับการต่อต้านจากฝ่ายปฏิปักษ์ของระบอบใหม่  กับความสำคัญในการก่อร่างสร้างสถาบันทางการเมืองและวางวิถีปฏิบัติให้สอดคล้องกับฐานความชอบธรรมใหม่ขึ้นมาและให้ทำงานได้อย่างมีสัมฤทธิผล

 

 

ความยากลำบากที่จะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความจำเป็นกับความสำคัญข้างต้น  ยังเป็นปัญหาต่อมิตรสหายของการเปลี่ยนแปลงในรุ่นหลังต่อมาเมื่อพบความไม่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติ ซึ่งไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไหนต่างก็ปนเปื้อนด้วยความขาดพร่องเกินเลยอันจากการใช้อำนาจเพื่อรักษาอำนาจด้วยกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อย 

 

มิตรสหายบางคน ด้วยความอยากรักษาการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นไว้เป็นหมุดหมายทางอุดมคติให้แก่การเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เสร็จสิ้นและจะต้องดำเนินต่อไป เลยตั้งตัวเป็นคนแก้ต่างให้แก่ความขาดพร่องเกินเลยนั้นด้วยการเขียนประวัติศาสตร์ที่ใช้เป้าหมายอุดมคติมาช่วยให้ความชอบธรรมต่อวิธีการอันอยุติธรรมซึ่งระบอบใหม่ใช้รักษาอำนาจและขจัดกวาดล้างศัตรูทางการเมือง แล้วอ้างเหตุผลเช่นว่าระบอบเก่าก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนั้นมา

 

แต่มิตรสหายผู้รักความเป็นธรรมมากกว่าที่จะรักความสำเร็จในการล้มล้างระบอบเดิม จะเลือกบันทึกเรื่องราวและเขียนประวัติศาสตร์ความผิดพลาดของระบอบใหม่เพื่อรักษาอุดมคติที่ยังไม่บรรลุนั้นมิให้เสียหายไปเพราะถูกปนเปื้อนด้วยประวัติศาสตร์ที่เล่นเล่ห์กลเอากับความเปลี่ยนแปลง 

 

หรือมิตรสหายของการเปลี่ยนแปลงบางคนก็เลือกต่อสู้เรียกร้องเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่บางกรณีเป็นการเฉพาะ  ความไม่เป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีเจ้าของและที่ทุกคนอยากลืมหรือถูกลืมจึงถูกทิ้งไว้ในหลักฐานที่ไม่มีใครเปิดขึ้นดูอีกต่อไป

 

ประวัติศาสตร์ของความไม่เป็นธรรมตลอดรายทางในกระบวนการเปลี่ยนแปลงจึงไม่เพียงมีเล่ห์กลที่จะออกฤทธิ์อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง ในเวลาที่ใครก็ไม่อาจคาดการณ์ แล้วถ้าไม่ระวังที่จะหวนมาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากพอ มันยังจะกลายเป็นคำสาปที่คนเขียนประวัติศาสตร์ก็อาจไม่ทันนึกว่าความตั้งใจทำแบบหนึ่ง แต่เมื่อได้ทำลงไปแล้ว มันอาจทำงานส่งผลออกมาอีกแบบหนึ่ง

 

มีคนตั้งข้อสังเกตว่านักประวัติศาสตร์นั้นเหมือนกับมาร์กซ์ ตรงที่มาร์กซ์ไม่ได้เป็นมาร์กซิสต์ หรือเหมือนกับพระพุทธองค์ ตรงที่พระพุทธองค์ก็ไม่ได้เป็นพุทธหินยานมหายานหรือวัชรยานใดๆ ทั้งสิ้น  ทั้งมาร์กซ์และพระพุทธองค์ค้นพบความจริงด้วยดำริชอบของตนเอง ไม่ได้ยึดสัจจะที่ค้นพบเพราะความเชื่อที่เจือด้วยศรัทธาเหมือนกับสาวก

 

 

นักประวัติศาสตร์ก็เป็นแบบเดียวกันนั้น คือใช้ข้อมูลประวัติศาสตร์ด้วยการเห็นและตระหนักในข้อจำกัดประดามีของข้อมูลเหล่านั้นที่จะบอกเล่าความจริงไม่ได้หมดจด และไม่มีทางเป็นไปได้หมดจด   เขาจึงย่อมจะรู้ดีกว่าใครๆ ว่าอดีตที่เขาบรรจงเขียนขึ้นมามันเป็นความจริงเพียงกำมือเดียวที่ยังมีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน เขาใช้อะไรกับอะไรประกอบเรื่องราวเล่าออกมา เล่าอย่างไร และเปลี่ยนการเล่าของคนอื่นๆ ก่อนหน้านั้นตรงไหน เขาจงใจเลือกทิ้งอะไรไปไม่ได้นำเข้ามาในเรื่อง 

 

นักประวัติศาสตร์จึงไม่ตกเป็นสาวกของงานที่เขาเขียน นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นศิลปินที่หลงความงามของผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาจนถอนตัวไม่ขึ้น

 

คนเขียนประวัติศาสตร์ที่เป็นมิตรสหายกับการเปลี่ยนแปลงจะเขียนประวัติศาสตร์อย่างมีจุดมุ่งหมายทั้งนั้น  บางคนต้องการให้อดีตเป็นพลังในการแก้ปัญหาของปัจจุบัน  บางคนต้องการเปลี่ยนความเข้าใจอดีตเพื่อสั่นคลอนปัจจุบัน  บางคนใช้อดีตมาขยับปัจจุบันเพื่อให้ก้าวหน้าไปหาเป้าหมายในเส้นทางสายใหม่ แทนการมุ่งไปในเส้นทางสายเดิม

 

ความตั้งใจและจุดมุ่งหมายที่เขียนเป็นสิ่งที่เจ้าตัวรู้ได้  แต่เมื่องานประวัติศาสตร์นั้นแพร่สู่สังคมแล้ว ผลใกล้ไกลที่เกิดตามมาเป็นสิ่งยากที่จะคาดได้จะว่าเป็นไปดังที่ตั้งใจดี หรือความตั้งใจดีจะกลับกลายเป็นคำสาปขึ้นมา

 

ความตั้งใจจะรักษาเกียรติคุณของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาจากความตั้งใจดีแน่นอน แต่การเขียนให้เห็นความเป็นธรรมดาของสัตว์การเมืองในความขัดแย้งที่จะใช้วิธีการใดๆ ที่ไม่รักษาความเป็นธรรม ในการจัดการกับศัตรูทางการเมืองเพื่อรักษาอำนาจ แล้วใช้เป้าหมายอุดมคตินั้นมาเขียนเกลื่อนความไม่เป็นธรรมนี้ มันก็อาจเป็นคำสาปที่ทำให้ในที่สุดแล้วอุดมคติที่นักประวัติศาสตร์อยากจะไปให้ถึงนั้น ไม่มีวันไปถึงได้

 

เพราะการเสนอความเข้าใจอดีตและธรรมชาติของสัตว์การเมืองในความขัดแย้งโดยไม่ชี้ความผิดความถูกตรงตามหลักการอุดมคติที่ต้องการบรรลุถึงเช่นนั้น  การใช้เหตุผลแบบเดียวกันซึ่งจะยกใช้อ้างกันต่อไป และต่อไป ก็จะขวางทางการไปถึงอุดมคตินั้นอยู่ตลอดไป

 

มิตรสหายการเปลี่ยนแปลงคนไหนพบงานเขียนประวัติศาสตร์แบบนี้ ควรทำหน้าที่กัลยาณมิตรขอให้เขาเขียนออกมาใหม่เพื่อถอนคำสาปนั้นเสียเถิด.

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน