Columnist

คิดได้คิดดี

29 ตุลาคม 2019 เวลา 9:43
คิดได้คิดดี
เปิดอ่าน 1,522
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

สหรัฐฯ กำลังสูญเสียสถานะอำนาจตามความหมายของอีกแนวคิดหนึ่ง

 

ตรงข้ามกับเนื้อเพลงสมัยคุณตาคุณยายยังเด็ก เคยฟังไหมครับ เพลงคิดไม่ออก ที่ร้องว่า “คิดๆ เท่าไรคิดไม่ออกสักที …” ก็คือการคิดได้คิดดีนี่เอง  การเรียนสายสังคมศาสตร์ ถ้าความคิดใครสว่างวาบเวลาเห็นปัญหาเห็นข่าวสารอะไรก็ตั้งประเด็นวิเคราะห์ออกมาได้อย่างน่าสนใจ อย่างนี้ก็จะสนุกกับการเรียนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 

 

สัปดาห์ก่อน นิสิตแรกเรียนในวิชาการเขียนรายงานวิชาการถามถึงวิธีคิด ที่จะช่วยให้เขาเห็นประเด็นจากเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ  และอยากได้ข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีคิดวิธีมองปัญหาที่จะช่วยให้เขาตั้งคำถามเป็น และเห็นแนวทางสำหรับพิจารณาหาคำตอบให้แก่คำถามนั้นๆ ได้สำเร็จ

 

คำถามของนิสิตข้อนี้ถามง่ายก็จริง แต่ยากที่จะตอบโดยรวบรัดให้ชัด  เพราะมันไม่ได้มีแบบแผนวิธีคิดสำเร็จรูปตายตัวขนาดนั้นให้ได้ว่าต้องคิดอย่างไร  สิ่งที่คนสอนตอบได้ก็เพียงนำเครื่องมือบางอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาแบ่งปัน พร้อมกับอธิบายพอให้เข้าใจวิธีนำไปใช้  เลยขออนุญาตนำอุปกรณ์ช่วยคิดที่ว่ามาเสนอสัก 3-4 เครื่องมือ เท่าที่เนื้อที่บทความขนาดสั้นจะอนุญาตนะครับ

 

หนึ่ง ให้รู้สังเกตความหมายของคำสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสำคัญที่มีความหมายใช้กันตามปกติได้ตั้งแต่ 2 นัยขึ้นไป  เมื่อการคิดใดๆ เราต่างต้องคิดผ่านคำและผ่านแนวคิดที่อยู่ในคำนั้นๆ เสมอ  ดังนั้น จุดแรกที่จะเป็นตัวช่วยในการคิดและควรใส่ใจให้มาก ก็คือความหมายและแนวคิดที่มีอยู่ในคำสำคัญหนึ่งๆ ที่เราเอามาใช้เป็นอุปกรณ์การคิดนี่เอง

 

ถ้าคำสำคัญคำหนึ่งมีความหมายได้หลายทางไม่เหมือนกัน  ความหมายที่แตกต่างกันนั้นจะให้แนวคิดสำหรับพิจารณาเรื่องนั้นได้หลายทางต่างกันไปด้วย  เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ลองคิดตามทุกทางที่มีดูว่า มันจะพาให้เราเห็นเรื่องเห็นปัญหาที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นต่างกันออกไปอย่างไรบ้าง  

 

ถ้าเรียนการเมือง จะเริ่มฝึกสังเกตจากความหมายของคำว่า “อำนาจ”  ก่อนก็ได้  เพราะอำนาจเป็นคำพื้นฐานของรัฐศาสตร์ที่สำคัญมาก  ถ้าเข้าใจความหมายของอำนาจและแนวคิดอันหลากหลายในความหมายเหล่านั้นได้เจนจบ ก็จะได้อุปกรณ์ช่วยคิดเพิ่มขึ้นอีกมาก และรับรองได้ว่าจะไม่มีวันจนแต้มในการศึกษาการเมือง 

 

เช่น เมื่อได้ความหมายเกี่ยวกับอำนาจจากแนวคิดที่ต่างกันมาแล้ว เมื่อมาเจอศิลปะการใช้อำนาจรัฐทางเศรษฐกิจหรือ economic statecraft เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในการเมืองระหว่างประเทศ และการใช้อิทธิพลในการเมืองระหว่างประเทศมาสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ  เราก็จะวิเคราะห์ต่อไปได้จากแนวคิดอำนาจที่มีอยู่  ว่าสหรัฐฯ อาจใช้และได้อำนาจตามความหมายของแนวคิดหนึ่ง

 

แต่การใช้และได้อำนาจเช่นนี้โดยตัวของมันเองเป็นตัวบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียสถานะอำนาจตามความหมายของอีกแนวคิดหนึ่งใช่หรือไม่ และนัยสำคัญของอำนาจตามความหมายแบบหลังจะทำให้เข้าใจข้อจำกัดของอำนาจตามความหมายแรกอย่างไรได้บ้าง ก็จะทำให้เราได้ประเด็นวิเคราะห์ต่อไป

 

อุปกรณ์ช่วยคิดแบบที่ 2 ใช้คำภาษาอังกฤษจะเข้าใจง่ายกว่าคือ เมื่อเห็น change ให้ตามดู shift   อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในสนามกิจกรรมหรือสนามความสัมพันธ์ด้านหนึ่ง  ให้ตามดูการส่งผลหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสนามกิจกรรมหรือสนามความสัมพันธ์ด้านอื่น

 

ผลหรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้อาจมาในรูปของการเปลี่ยนย้ายพลวัตที่เคยมีอยู่มากในสนามความสัมพันธ์ด้านหนึ่ง ไปเกิดขึ้นในสนามความสัมพันธ์ด้านอื่นแทน 

 

เช่น คนเรียนยุทธศาสตร์จะรู้จักข้อเสนออันโด่งดังของ Clausewitz ที่ว่า “War is a continuation of politics/ policy by other means.” กันดี  แต่เมื่ออาวุธนิวเคลียร์และปัจจัยทางความคิดและสังคมในโลกปัจจุบันได้มาก่อความเปลี่ยนแปลงจนทำให้การใช้สงครามและการใช้กำลังความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองมีต้นทุนสูงขึ้นมาก และมีเหตุที่จะใช้ได้อย่างถือว่าชอบธรรมและมีประสิทธิผลในการบรรลุเป้าหมายได้น้อยลงมาก

 

แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสนามความสัมพันธ์ด้านการทหารเช่นนี้ไม่ได้ทำให้การใช้อิทธิพลบีบบังคับเพื่อให้อีกฝ่ายยอมทำตามความต้องการหมดไปหรือลดน้อยลงไป  เมื่อใช้เครื่องมือทางการทหารมาบีบบังคับไม่ถนัด  การใช้อิทธิพลบีบบังคับก็เปลี่ยนย้ายจากสนามของการใช้กำลังมาอยู่ในสนามของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแทน   

 

ดังนั้น แม้  Arms and Influence งานคลาสสิคของ Thomas Schelling จะยังควรค่าน่าอ่านอยู่เพื่อเข้าใจวิธีคิดในการวางยุทธศาสตร์ที่อาศัยการบีบบังคับด้วยกำลังเป็นเครื่องมือ แต่เมื่อการบีบบังคับย้ายสนามมาอยู่ในสนามเศรษฐกิจแล้ว วิธีคิดเกี่ยวกับ economic statecraft เช่นที่พบในงานของ David A. Baldwin หรือ Hillary Clinton ก็ไม่อาจจะละเลยได้ เพื่อให้รู้ว่าเขาเล่นเกมบีบบังคับนี้กันอย่างไรในสนามการค้าการลงทุน

 

นอกจากนั้น  เราอาจโอนความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสนามหนึ่งมาใช้เป็นกรอบเทียบเคียงเพื่อติดตามดูการทำงานส่งผลของการเปลี่ยนแปลงลักษณะเดียวกันนั้นในอีกสนามหนึ่งก็ได้

 

เช่น เราพบสนามของการรายงานข่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากผลของดิจิทัลเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ถ้าเราได้ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกของสื่อและการรายงานข่าว  เราก็โอนความเข้าใจนั้นมาใช้เป็นกรอบพิจารณาและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในอีกสนามหนึ่งได้ เช่นในสนามการทูต ที่ก็ต้องอาศัยการหาและรายงานข่าวสาร รวมทั้งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดีร้ายในโลกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ต่างกับสื่อสารมวลชนแม้ว่าจะเป็นคนละลักษณะ ว่าต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวไปอย่างไร  และเมื่อเทียบกับโลกของสื่อสารมวลชนแล้ว การปรับตัวในสนามทางการทูตมีตรงไหนที่เหมือน และมีตรงไหนที่ต่าง เหมือนและต่างเพราะอะไร ก็จะทำให้เรามีกรอบคิดในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในสนามการทูตต่อไปได้อีก

 

 

อุปกรณ์ช่วยคิดแบบที่ 3 มาจากความจริงของชีวิตที่ว่า  “Not all good things go together.” ยิ่งในโลกการเมืองด้วยแล้วคุณค่าสิ่งดีงามทั้งหลายไม่มีอะไรได้มาสมบูรณ์พร้อมกันหมด  การคิดเกี่ยวกับภาวะสมบูรณ์แบบในทางคุณค่าเป็นงานของนักปรัชญา แต่งานของนักการเมืองหรือในการตัดสินใจของเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายต่างตกอยู่ในทางแพร่งที่ต้องตัดสินใจและต้องตัดใจเลือกระหว่างสิ่งดีมีคุณค่าต่างๆ ที่เก็บไว้ทั้งหมดพร้อมกันไม่ได้ จะรักษาเป้าหมายอย่างหนึ่ง ก็ต้องแลกด้วยคุณค่าในด้านอื่นๆ

 

อย่างการตัดสินใจดำเนินนโยบายการค้า ไม่ว่าจะเลือกนโยบายเปิดเสรี นโยบายจัดเงื่อนไขเพื่อสนับสนุนภาคการผลิตภาคหนึ่งภาคใด หรือนโยบายปกป้องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเช่น ความปลอดภัย สุขอนามัย แรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรม ต่างมีปัญหาให้ต้องพิจารณาและต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการกระจายผลได้ผลเสียซึ่งจะตกอยู่กับภาคส่วนต่างๆ ไม่เท่ากัน 

 

มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายและคุณค่าด้านต่างๆ เพราะการบรรลุเป้าหมายหรือการรักษาคุณค่าด้านหนึ่งไว้อาจมีผลกระทบต่อด้านอื่นๆ  และการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากการตัดสินใจเลือกทางหนึ่งทางใด

 

การมองหา tradeoffs และ dilemmas ที่มีอยู่ในปัญหาหนึ่งๆ และเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินใจและตัดใจเลือกจึงจัดเป็นอุปกรณ์ช่วยคิดที่ดีมาก และจะดีขึ้นไปอีกถ้ามองจากหลายระดับไปพร้อมๆ กันได้ เพราะในปัญหาเดียวกันนั้น   

 

ชาวบ้านผู้รับผลกระทบ นักลงทุนใหญ่ หรือคนเป็นผู้นำผู้ตัดสินใจระดับชาตินั้นเผชิญกับ tradeoffs และ dilemmas ในการตัดสินใจไม่เหมือนกัน  และจากความไม่เหมือนกันนี้ ก็ตั้งต้นการคิดของเราต่อออกไปได้อีกมากในการเมืองของการตัดสินใจที่เกิดขึ้นตามมา.

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน