Columnist

คิดได้ก็เขียนได้

22 ตุลาคม 2019 เวลา 17:07
คิดได้ก็เขียนได้
เปิดอ่าน 436
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ข้อแนะนำอย่างแรกเกี่ยวกับเรื่องคิดได้ก็เขียนได้มีอยู่ง่ายๆ ว่า อย่ามัวแต่คิด 

นิสิตแรกเรียนถามหาเทคนิคการคิดได้เขียนได้ ที่จะมาช่วยให้การทำเปเปอร์เขียนได้เขียนดี   นับว่าเข้าใจถามคำถามยากจริงๆ   ตอบเขาว่า คนสอนเองก็อยากรู้อยากมีเทคนิคการคิดได้เขียนได้ที่ว่านี้ติดตัวและใช้ทุกเทคนิคที่มีนั้นได้คล่องๆ อยู่เหมือนกัน 

 

เพราะเวลาที่ต้องเขียนบทความหรือเขียนงานวิจัย บางทีก็จมอยู่กับการอ่านข้อมูล  อ่านวนไป แต่คิดไม่ออกสักทีว่าจากข้อมูลที่มีกองท่วมตัวอยู่นั้น จะเอาอะไรมาเขียนให้ออกมาเป็นอะไร  และจะเขียนออกมาแบบไหนอย่างไร ถึงจะดี

 

ดังนั้น  ที่จะตอบต่อไปนี้จะถือเป็นกฎที่มีข้อพิสูจน์ผลสำเร็จอะไรแล้วไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะคนแนะนำเองก็ยังต้องดิ้นรนในการเขียน “เปเปอร์” ของเขาอยู่ทุกครั้ง   และอยากได้เครื่องมโนมัยมาช่วยถ่ายทอดสิ่งที่คิดๆ ๆ วนๆ ๆ  อยู่ในหัวนั้นขึ้นรูปสำเร็จออกมาเป็นเนื้อหาที่พร้อมสำหรับแก้ไขปรับปรุงต่อจากนั้นได้เลย

 

ใครรู้ว่าเครื่องแบบนี้มีขายที่ไหนช่วยบอกกันบ้าง จะเป็นพระคุณยิ่ง ที่จะว่าต่อไป  คือหลักกว้างๆ ที่นิสิตทั้งหลายต้องนำไปด้นใช้กันเองเมื่อเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่ทุกครั้ง

 

ข้อแนะนำอย่างแรกเกี่ยวกับเรื่องคิดได้ก็เขียนได้มีอยู่ง่ายๆ ว่า อย่ามัวแต่คิด  หรือบางทีก็ไม่ได้มัวแต่คิด แต่ให้ข้ออ้างแก่ตัวเองไปอีกแบบในอันที่จะไม่ยอมลงมือเขียน นั่นคือข้อมูลที่มีกองอยู่นั้น มากเท่าไร ก็รู้สึกว่ามีไม่พอสักที ต้องหาต้องค้นมาเติมอีก แต่ความจริงที่เป็นแบบนั้น ก็เพื่อจะได้เหตุสำหรับเลื่อนสิ่งที่ควรลงมือทำ คือการเขียน ต่อออกไปอีกเรื่อยๆ

 

 

คำแนะนำข้อแรกจึงมีว่า ขอให้ลงมือเขียน  การเขียนจะช่วยฟอกความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นให้กระจ่างขึ้นได้อีกมาก และจะพาให้เห็นอะไรเพิ่มเติมให้คิดต่อออกไปได้อีก   หรือพาให้เราเห็นว่าข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ต้องมีและต้องหามาเติมจริงๆ คืออะไรแน่  ไม่เขียนออกมา ก็จะไม่เห็นว่าที่คิดไว้นั้นมันเป็นเหตุเป็นผลต่อกันดีหรือยัง  มันใช้ได้มันเข้าท่าอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า  เพราะความคิดในหัวเราแล่นไปด้วยความเร็วจากต้นไปหาปลายได้ไวมากๆ  

 

ถ้าปล่อยไว้ให้แล่นในหัวเราโดยไม่เขียนมันออกมา เราจะจับมันไม่ทัน  หรือมองไม่เห็นการกระโดดต่อๆ กันไปของมัน ที่ความคิดกระโดดจากเรื่องนี้ ไปสู่เรื่องนั้น และไปหาเรื่องใหม่ต่อไป จากประเด็นที่ตั้งต้นถาม ตั้งต้นคิด มาอย่างหนึ่ง แต่พอเขียนไปๆ มันกลายเรื่องไปเป็นอีกเรื่องอีกประเด็นหนึ่ง  ต้น กลางกับปลาย หรือที่เขียนมาแต่ละส่วน มันไม่สดับรับรองส่งกันออกมาดี

 

งานเขียนที่เขียนออกมาในขั้นต้นนี้จึงเป็นการเขียนสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกมาสำหรับให้คนเขียนได้พิจารณา อย่าเพิ่งเอาไปส่งที่ไหน  คนอ่านจะงงได้ว่าที่เขียนมาทั้งหมดนั้นจริงๆ คนเขียนต้องการจะเสนออะไรแน่  

 

เพราะผลที่ออกมาจากการเขียนร่างแรกนี้  ส่วนใหญ่มันจะยังกระจัดกระจาย  มันมักจะเยิ่นเย้อยืดเยื้อด้วยอารัมภบท หรือไม่ ก็เหมือนกับว่ากำลังพาคนอ่านเดินอยู่บนต้นทางใหญ่และบอกโรดแมปที่จะไปต่ออยู่ดีๆ คนเขียนก็กลับพาคนอ่านวกเข้าซอย แล้วก็พาเลี้ยวออกจากซอยมาเข้าตรอก แล้วก็เตลิดต่อไป  ไม่กลับคืนมาสู่ทางใหญ่ที่ตั้งต้นเดินมาแต่แรก

 

การเขียนร่างแรกนี้ ต้องคนมีความคิดกระจ่างแล้วและมีสมาธิพลังวัตรการเขียนในตัวดีจริงๆ เท่านั้น จึงจะเขียนสำเร็จในสิ่งที่ต้องการจะเขียนออกมาได้ในคราวเดียว

 

 

เมื่อได้ร่างแรกออกมา ก่อนจะอ่านทวนซ้ำ ให้ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยกลับมาพิจารณา พิจารณาแล้ว ถ้าเห็นความกระจัดกระจาย หรือเห็นส่วนต้นกลางปลายที่ยังไม่ไปด้วยกันลงตัวดี เห็นการพายเรือเลียบค่ายวนไปมา นั่นคือเรื่องปกติ  อย่าได้ถอดใจแล้วกดลบที่อุตส่าห์เขียนมานั้นทิ้งไป  แต่ให้คิดว่าตั้งต้นมาได้ครึ่งทางแล้ว คำแนะนำขั้นต่อมา คือเมื่อกลับมาอ่านทั้งหมดที่เขียนออกมานั้นแล้ว ให้ตัดสินใจว่า เปเปอร์ต้องการเสนอเรื่องอะไรแน่ 

 

เปเปอร์หรือรายงานขนาดสั้นฉบับหนึ่งนั้นทำอะไรได้ไม่มากนักหรอกครับ หาคำถามหลักที่ต้องการตอบให้เจอ ให้เข้าใจคำถามที่ตั้งขึ้นมานั้นจริงๆ  ใช้คำถามนั้นตั้งโจทย์ที่ชัดเจน  แล้วมาดูว่าที่เขียนออกมาในร่างแรกนั้น มีส่วนไหนที่เป็นการปูพื้นเพื่อแสดงสภาพหรือลักษณะของตัวปัญหาที่จะถาม  มีส่วนนี้หรือยัง เขียนมาพอไหม และมีส่วนไหนเป็นหัวใจของข้อเสนอของเรา ที่จะอธิบายหรือจัดคำตอบเสนอการทำความเข้าใจต่อคำถามที่ตั้งส่วนสนับสนุนคำอธิบายมีพอไหม

 

ถ้ายังขาด จะใช้อะไรเป็นข้อมูลมาเติมส่วนที่ยังโหว่อยู่ได้   มีส่วนไหนที่เขียนเฟ้อเกินมา หรือไม่เกี่ยวโดยตรง เป็นแต่การแสดงภูมิของคนเขียนฟุ้งออกมา หรือเป็นข้อมูลที่คนเขียนจับใส่เข้ามาเพราะสู้อุตส่าห์ค้นมาแล้วมากมายและเพื่อหวังให้รายงานหนาขึ้น แต่ไม่ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้อย่างใดเลย   ถ้าเป็นแบบนั้น จงเข้มแข็งและใช้ความกล้าหาญตัดส่วนเกินที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวรายงานออกไปให้หมด

 

ใช้หลักการตรวจสอบข้างต้นนี้ -ตัดต่อเติมแต่ง- ต้นฉบับของเราออกมาใหม่ เพื่อให้อ่านแล้วได้ผลตามที่ตัดสินใจว่า -เปเปอร์นี้ต้องการเสนอเรื่องอะไรแน่-

 

เมื่อได้ส่วนที่เป็นเนื้อเป็นหนังออกมาแล้วจึงค่อยมา พิจารณาแนวทางเหมาะๆ สำหรับการนำเสนอในขั้นที่สามอีกที

 

เช่น ควรเปลี่ยนการเปิดเรื่องให้เร้าใจขึ้นสักหน่อยไหม เหมือนหนังแอ๊คชั่นที่เขามักเปิดเรื่องด้วยปฏิบัติการ   หรือในบทวิเคราะห์ข่าว คนเขียนเขามักขึ้นต้นด้วยเหตุการณ์หรือเรื่องราวเพื่อเสนอรูปธรรมของปัญหาให้คนอ่านเห็น ก่อนจะเข้าสู่บทวิเคราะห์จริงๆ เป็นต้น  

 

แต่ขอให้ระลึกว่า ไม่ว่าจะเลือกแนวทางการนำเสนออย่างไร เรื่องหนึ่งที่รายงานวิชาการจะละเลยมิได้เลย คือการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ให้ถูกต้องตามเกณฑ์

 

พอฟังคนสอนว่ามายืดยาว คนถามยกมือถามใหม่ เขาบอกว่า ขอบคุณอาจารย์ครับ แต่ที่ผมอยากทราบจริงๆ ก่อนจะคิดไปเขียนไปอย่างที่อาจารย์ว่า คือเทคนิคการคิดหาข้อเสนอที่จะมาตอบคำถามของรายงานน่ะครับ

 

โห ถามเรื่องใหญ่ไปกว่าเดิมอีก   คราวหน้าเถอะนะ.

 

 

 

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน