Columnist

การเมืองไทยแบบพหุนิยม?

1 ตุลาคม 2019 เวลา 19:09
การเมืองไทยแบบพหุนิยม?
เปิดอ่าน 577
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

วันสอบมิดเทอมใกล้เข้ามา  ชั้นเรียนการเขียนงานวิชาการทางสังคมศาสตร์ของเราก็มาถึงขั้นให้นิสิตทดลองเขียนข้อเสนอของงานที่จะทำเป็นภาคนิพนธ์ออกมาเป็นโครงร่างแบบละเอียด  ว่าจากหัวข้อของรายงานที่สนใจ

 

1) นิสิตจะตั้งคำถามอะไร   2) คำถามที่ตั้งมีสภาพปัญหาและมีความสำคัญอย่างไร   3) คนเขียนจะเสนออะไรเป็นคำตอบหรือคำอธิบายให้แก่คำถามที่ตั้งไว้เป็นโจทย์  และ 4) เตรียมจัดประเด็นเนื้อหาในการนำเสนอเหตุผลหรือข้อมูลหลักฐานมารองรับสนับสนุนประเด็นต่างๆ อย่างไร

 

นิสิตคนหนึ่งทำงานมาส่งรวดเร็วทันใจ แต่ที่สนุกและน่าสนใจกว่านั้นอยู่ในโครงร่างที่เขาเตรียมจะเขียนออกมา หัวข้อที่เขาตั้งสำหรับรายงานคือ การเมืองไทยแบบพหุนิยม?

 

หัวข้อที่เขาตั้งเป็นคำถาม ส่วนหนึ่งเขาตั้งมาจากข้อถกเถียงในการพิจารณาการเมือง 2 ตัวแบบที่เขาเรียนมาจากชั้นเรียนวิชาความรู้เบื้องต้น ว่ามีการเมืองแบบพหุนิยม กับการเมืองแบบชนชั้นนำนิยม และอีกส่วนหนึ่งเขาตั้งมาจากความคิดเห็นต่อลักษณะการเมืองไทยร่วมสมัย ที่ถกเถียงกันว่าการเมืองไทยเป็นการเมืองของกลุ่มคนชั้นนำที่เรียกว่าฝ่ายอมาตย์ใช่หรือไม่  ซึ่งโดยนัยก็คือข้อถกเถียงว่าการเมืองไทยยังเป็นการเมืองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำ หรือว่าโลกการเมืองแบบอมาตย์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

 

เขาวางข้อเสนอของเขาลงในกรอบเปรียบเทียบแสดงลักษณะเด่นของการเมืองแบบพหุนิยมเทียบกับลักษณะเด่นของการเมืองชนชั้นนำนิยม แล้วตั้งคำตอบเสนอออกมาในโครงร่างรายงานว่า แม้ใครๆ จะพากันคิดว่ามันยังเป็นการเมืองของชนชั้นนำ แต่ข้อเสนอของเขาคือการเมืองไทยร่วมสมัยเปลี่ยนไปในทางลักษณะพหุนิยมแล้วเพราะเหตุหลายอย่าง 

 

 

ข้อเสนอของเขาเป็นอย่างนี้ครับ

 

ถ้าพิจารณาจากกรอบการเมืองชนชั้นนำหรือของกลุ่มที่ถูกเรียกว่าอมาตย์ การเมืองไทยร่วมสมัยได้เปลี่ยนออกจากสุดปลายด้านนี้ และได้เคลื่อนข้ามมาสู่ด้านที่เป็นลักษณะพหุนิยมมากขึ้น  ทั้งนี้ ตามข้อบ่งชี้ลักษณะการเมืองแบบพหุนิยมที่ขอนำเสนอให้พิจารณา ดังต่อไปนี้

 

1.การเมืองไทยร่วมสมัยไม่ใช่การเมืองของความร่วมมือระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ที่จำกัดวงกันอยู่ไม่กี่กลุ่มอีกต่อไป  ไม่เพียงชนชั้นนำรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ที่เคยร่วมมือกันได้ผ่านการร่วมกันใช้อำนาจในรัฐราชการไทย จะมีความขัดแย้งและต่อสู้กันอย่างหนักในช่วงสิบถึงสิบห้าปีที่ผ่านมา  แต่ในสนามของการเมืองไทยร่วมสมัย ยังประกอบด้วยการหาทางรวมตัวกันของประชาชนคนมีอำนาจน้อยกลุ่มต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวผลักดันนโยบาย หรือการปกป้องรักษาสิทธิของพวกเขาในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการใช้ช่องทางของพรรคการเมือง โดยในระยะสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าจะในระดับไหนในสนามการเมืองที่สามารถผูกขาดการกำหนดผลลัพธ์ให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มตนฝ่ายตนได้ทั้งหมดทุกเรื่อง  จากแนวโน้มที่เป็นมานี้ ในเวลาต่อไป ก็น่าจะยังเป็นอย่างนั้น

 

2.ความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมืองระดับชาติในช่วงเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่เพียงจะเปลี่ยนการไม่สนใจการเมืองหรือเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นนำ นักการเมืองกับเทคโนแครต มาสู่การตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวาง แต่การตื่นตัวทางการเมืองดังกล่าวยังนำไปสู่ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดของคนในสังคม  ไม่ว่าจะพิจารณาเกณฑ์การจัดกลุ่มคนในสังคมตามช่วงอายุ ชนชั้น พื้นที่ อาชีพ เพศ ก็จะพบความแตกต่างกันในทางความคิดค่านิยมอุดมการณ์อยู่ในกลุ่มต่างๆ ที่กลไกอำนาจรัฐในทางอุดมการณ์ไม่อาจคุมเอกภาพไว้ได้ และความพยายามของรัฐที่จะเผยแพร่ค่านิยมอุดมการณ์จากศูนย์กลางผ่านช่องทางการอบรมกล่อมเกลาทางสังคมแบบเดิมที่เคยใช้มา เช่น โรงเรียน ก็พบข้อท้าทายจากสื่อทางสังคมประเภทใหม่ ที่ส่งเสริมความหลากหลายและการแตกกระจายเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อย

 

3.มีงานวิจัยยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคมชนบทในต่างจังหวัด ที่ไม่ได้มีสภาพเป็น “ชนบท” เหมือนก่อน และโดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ลักษณะของชนบทไทยที่ในอดีตเป็นสังคมตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ก็ดี ความเข้าใจสภาพชนบทในอดีตที่ว่าอยู่ในสภาพ “โง่จนเจ็บ” ก็ดี  หรือการใช้เงินซื้อเสียงที่เคยคิดว่าแพร่หลายมากในเขตเลือกตั้งต่างจังหวัดก็ดี ก็ไม่ได้มีสภาพอย่างนั้นอีกแล้ว การเปลี่ยนเป็นชนชั้นกลาง การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแบบเมือง การเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการผลิต การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนลักษณะข้อเรียกร้องทางการเมืองของคนนอกเมืองหลวง มาเป็นการเรียกร้องผลักดันในเชิงนโยบาย และข้อเรียกร้องในนโยบายแต่ละด้านแต่ละเรื่องก็มาจากกลุ่มที่มีความต้องการและผลประโยชน์แตกต่างกัน  แนวโน้มอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงใน “ชนบท” ดังกล่าว เมื่อประสานกับการเมืองประชาธิปไตยในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น ที่ถ้าดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง นักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่าจะผลักดันให้สนามการเมืองในเวลาต่อไปเป็นสนามสำหรับฝ่ายต่างๆ เข้ามาดำเนินการต่อรองในเรื่องสิทธิ การจัดสรรผลประโยชน์ และการเลือกนโยบายมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

พออ่านที่เขาเสนอมาแล้ว  คนสอนถามเขาว่า จะใช้องค์ประกอบที่เขียนมานี้ มาบอกว่าการเมืองไทยร่วมสมัยมีลักษณะเป็นพหุนิยมจะพอหรือ?  เขาตอบว่า เขาพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เป็น cause หรือเหตุผลักดันให้การเมืองไทยมีลักษณะไปในแบบพหุนิยม จะพอหรือไม่พอก็ตาม แต่มันคือปัจจัยที่ผลักการเมืองไทยออกมาจากลักษณะการเมืองของชนชั้นนำ

 

“ผมรู้ว่าอาจารย์กำลังจะพูดอะไร แต่อาจารย์ต้องเข้าใจสิครับ ว่าสิ่งที่เป็น cause กับสิ่งที่เป็น control มันไม่เหมือนกัน และทำงานต่างกัน ผมเลยต้องแยกพิจารณา ไม่เอามาปนกัน”

 

ด้วยความสนใจ คนสอนถามเขาว่า ได้ความคิดในการแบ่งพิจารณาระหว่าง cause และ causation กับ control นี้มาจากไหน เขาว่า “ก็ได้จากยักษ์ใหญ่ที่อาจารย์แนะให้ไปอ่านงัยล่ะครับ ผมทดลองเล่ม  Economy and Society ของ Talcott Parsons กับ Neil Smelser ในนั้นเขาเสนอให้พิจารณาแยกส่วนที่เป็น control เช่นการควบคุมความคิดจิตใจโดยอำนาจวัฒนธรรม กับ cause ที่เป็นเหตุมาเปลี่ยนแปลงอำนาจของการควบคุมแบบนี้ อ่านแล้ว ทำให้ผมแยกอะไรชัดขึ้น”

 

เขาปิดท้ายการสนทนาว่า “ตกลงเปเปอร์ผมจะมองการเมืองไทยจากทั้งส่วนที่เป็น cause กับส่วนที่เป็น control และส่วนแรกคือส่วนที่ผมจะใช้เสนอว่ามันกำลังเปลี่ยนลักษณะของการเมืองไทยไปเป็นพหุนิยม อาจารย์อนุญาตให้ผมทำต่อไปได้นะครับ”

 

คนสอนที่อยู่ฝ่าย control พยักหน้ารับ และยิ้มให้กำลังใจเขา

 

 

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน