สัมภาษณ์พิเศษ / มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

ธรรมะของเด็กดื้อ

ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์

"เริ่มต้นจริงๆ ไม่ได้กะจะวาดโชว์ กะจะวาดดัดสันดานตัวเอง คำว่า 'รู้สึกตัว' ติดไว้หัวเตียงเลย เพราะมันไม่ค่อยรู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ผิดพลาดไปตั้งเยอะ ก็พยายามจะเตือนตัวเอง"

************************

"บางทีเราชอบหลอกตัวเองว่าเรารู้ แต่จริงๆ แล้วน้ำผึ้งไม่รู้ว่าโลกใบนี้คืออะไร เราเป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวเกมเท่านั้นเอง? ที่เราทำได้คือรู้ว่าอยู่ในเกม? เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเกมนี้สร้างมาจากอะไร เรารู้ไม่ได้? หรือจะพูดว่า เรารู้ดีที่สุดก็คือเรารู้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย"

คำพูดก่อนที่เราจะร่ำลาจากดาราสาวแสนสวยในวันก่อนเข้าพรรษากับ 'น้ำผึ้ง' ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ซึ่งเธอเคยหายตัวไปจากวงการบันเทิงพักใหญ่ และกลับมาพร้อมกับ 'คำตอบ' หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ ที่เขียนเอง วาดรูปเอง พิมพ์เอง ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยยอดพิมพ์ 10,000 เล่ม เพียงไม่นานนักหนังสือเล่มนี้ก็หมดไปจากแผงอย่างรวดเร็ว

อีกไม่นานนัก 'เจ้าบ่าวก้นครัว' ละครเรื่องใหม่ของเธอก็จะปรากฏบนจอตู้ หนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงก็จะปรากฏบนแผงหนังสือ งานแสดงภาพวาดชุดใหม่ก็คงจะเปิดตัวที่หอศิลป์ที่ไหนสักแห่งในเร็วๆ นี้ เบื้องหลังงานศิลปะที่หลายหลาก ล้วนมาจากต้นธารธรรมอันฉ่ำเย็นซึ่งเธอได้ค้นพบและค่อยๆ เรียนรู้มาเรื่อยๆ

ในวัย 27 ปีของน้ำผึ้ง เธอกระซิบให้กับ 'เนชั่นสุดสัปดาห์' ฟังในสวนที่เต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงนานาชนิดว่า...

เพราะคำว่า 'อย่าไปเชื่อ' ที่พระพุทธองค์สอนนี่แแหละที่ทำให้น้ำผึ้งเข้ามาศึกษา เป็นธรรมะของเด็กดื้อคนหนึ่ง ไม่เชื่อก็ต้องศึกษา ลองทำก่อน

"ถ้าทำแล้วไม่ทุกข์จริงๆ ค่อยเชื่อ ก็เนี่ย ติดกับเลย เพราะความที่อยากรู้อยากเห็น อยากลองนี่แหละ ท่านสุดยอดจริงๆ ท่านอัจฉริยะสุดๆ ใจดีจังเลย ท่านเมตตาสุดๆ เลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีท่านมาบอกทางเราจะคิดเองได้อย่างไร ต้องขอบคุณโลกนี้ ขอบคุณพระพุทธเจ้า ขอบคุณทุกศาสนาเลย ต้นศาสนานะ น้ำผึ้งว่าถ้าท่านมานั่งคุยกัน ท่านคงจะคุยภาษาเดียวกันเลยล่ะ"

และนี่คือ 'ธรรมวิจัย' ชิ้นแรกของเธอที่ยอมแลกมาด้วยชีวิต

เนื้อเรื่อง

0 ตัวเล็กๆ มีแต่ตาที่อยู่ในภาพหลายๆ ภาพ หมายความว่าอย่างไรคะ

ตัวสังเกตไง มันไม่มีตัวตน มันจะมองธรรมชาติสวยงาม มันมองแมวมันก็ไม่อยากได้แมว มองไปอย่างงั้นเอง ตัวสังเกตดูคน นี่ไง ตัวคนมีตัวตน

0 น่าเขียนนิทานเรื่องตัวสังเกตนะคะ

อืมม์ เนอะ ให้เด็กๆ สนุกกับการเจริญสติง่ายๆ

0 แล้วภาพนี้ล่ะคะ (ภาพใบหน้าของคนที่อยู่ข้างๆ น้ำผึ้ง)

เป็นภาพของพระเซนที่ชอบไปคุยด้วย ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสวนแก้ว ท่านเรียกตัวเองว่า สนเฒ่าแสดงธรรม เป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส ตอนนี้เป็นหลวงตาแก่แล้ว อายุ 80 กว่าๆ ท่านไม่ได้รับแขกข้างนอก ท่านอยู่ในกุฏิเล็กๆ แล้วเขียนปริศนาธรรมอยู่หน้าประตูว่า เคาะแล้วจะเปิด ถ้าใครอยากรู้ก็ไปเคาะ ท่านจะเปิด ท่านเป็นพระที่มีเมตตามาก ไม่มีพิธีรีตรองอะไร ไม่มีเปลือก สอนให้เราคิดได้ พูดให้เราปล่อยวางเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า

ตอนแรกน้ำผึ้งอ่านหนังสือของสนเฒ่าแสดงธรรมแล้วรู้สึกว่า คนนี้สุดยอด คนที่สุดยอดส่วนใหญ่ตายไปแล้วทั้งนั้น คือคนที่เก่งๆ ไม่ค่อยเหลือชีวิตอยู่ ก็เลยคิดในใจมาตลอดว่า คงได้อ่านแค่หนังสือแหละ

แล้ววันนึง คุณแม่ชวนไปหาอาจารย์เล็ก น้ำผึ้งก็ถามว่า อาจารย์เล็กคือใคร แม่บอกว่า สนเฒ่าแสดงธรรม อ๊ะ ยังมีชีวิตอยู่หรือ ก็ตื่นเต้น เหมือนประมาณว่า ท่านพุทธทาสยังอยู่ น้ำผึ้งก็ไปคุยด้วย แล้วถามท่านว่า หลวงตาเป็นพระที่ไม่ใช่พระใช่ไหม หลวงตาหัวเราะ อืมม์ นั่นแหละ คือไปถึงไม่ต้องกราบไหว้

0 หมายความว่าอย่างไรคะ ไปถึงไม่ต้องกราบไหว้

แนวจริตน้ำผึ้ง จะเป็นเด็กรุ่นใหม่ แนววิทยาศาสตร์หัวดื้อ ไม่เชื่อพิธีรีตอง ชาติหน้า ชาติก่อน เอาแนวแบบทำแล้วต้องเห็นผล ก็เลยไปนั่งคุยเหมือนเพื่อนมนุษย์สองคนคุยกัน คือไม่ต้องมีท่านั่งอะไรเลย เอาแต่สาระ รูปแบบไม่สน ซึ่งน้ำผึ้งคิดว่า เป็นอาจารย์ที่สุดยอด

วาดไปวาดมาภาพคนๆ นี้เหมือนอาจารย์เล็กเลย แล้วโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ท่านก็เป็นคนวาดด้วย ก็เลยกะว่าวันหนึ่งจะนำภาพนี้ไปถวายท่าน

ท่านบอกว่าน้ำผึ้งเหมือนบัวอยู่ปริ่มน้ำ จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง น้ำผึ้งก็หัวเราะ เพราะทำงานกับทางโลกเยอะ บางทีก็ถูกดูดกลืน พอไปหาอาจารย์เล็ก บางทีหลวงตาบอกว่าเรื่องนี้เคยถามไปแล้ว มาถามอีกละ

คือเมื่อก่อนถ้าไม่ร้องไห้ หลวงตาไม่เคยเห็นหน้าหรอก แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้น หลวงตาก็บอกว่าท่านแก่แล้ว อยากให้รีบมาหา ท่านคงอยากถ่ายทอดความรู้ให้ก่อนที่จะไม่มีเวลา

0 งานศิลปะชุดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรคะ

คือตอนเด็กๆ น้ำผึ้งอยู่กับธรรมชาติมาตลอด คุณแม่เป็นคนรักต้นไม้ ที่บ้านคุณแม่อีกฝั่งหนึ่งมีแต่ต้นไม้ ทำให้น้ำผึ้งตอนเด็กๆ วนเวียนอยู่กับต้นไม้ ปีนต้นมะม่วง เก็บมะม่วงกิน เล่นอยู่กับสัตว์ คุณแม่สอนให้รักสัตว์มาตั้งแต่เด็กๆ มีอยู่ช่วงหนึ่ง เราโตมาทำงานทำการอย่างที่โลกๆ เขาทำกัน เราก็อยากประสบความสำเร็จตามที่โลกเขาบอกว่ามันดี มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีหน้าตาทางสังคมที่ดี เขาบอกว่าถ้าผู้หญิงในสังคมถ้ามีสิ่งเหล่านี้จะมีความสุข พอเรามีถึงตรงนั้นจริงๆ มันก็มีความสุข แต่เป็นความสุขแบบเพลิดเพลิน ลึกๆ ในใจยังไม่มีความสุข มันเหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป

พูดแล้วก็นึกถึงหนังเรื่อง เมทริกซ์ (MATRIX) ที่ทรีนีตี้ไปถามนีโอว่า เธอรู้สึกว่ามันขาดอะไรไปอย่างหนึ่งใช่ไหม เธอกำลังตามหาอะไรอยู่ใช่ไหม เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันว่า มันต้องมีความสุขบางอย่างกว่านี้ เหมือนคนเราเดินทางมาถึงจุดหนึ่งก็อยากจะไปต่อ ก็ถามตัวเองว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ชื่อเสียงเงินทอง เวลามีความทุกข์ เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็เลยสนใจศึกษาจิตวิทยาเรื่อยมาว่า ความทุกข์เกิดจากอะไร เพราะน้ำผึ้งเป็นเด็กดื้อ ไปโรงเรียนก็ไม่ไป ร้องไห้ ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่เคยทำการบ้านส่งเลย จนเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ทำการบ้านส่ง

0 เรียนมาทางไหนคะ

เรียนจบทางด้านโฆษณาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ ลึกๆ เป็นคนต่อต้านระบบมาตั้งแต่เล็กแล้วไง ไม่รู้ว่าเคมีในสมองเป็นอย่างไร อาจเป็นเพราะว่า เราอยู่กับธรรมชาติมาก แล้วธรรมชาติไม่เป็นระบบแบบที่มนุษย์สร้าง มันมีระบบความอิสระของมัน น้ำผึ้งก็เลยเป็นคนรักอิสระตั้งแต่เด็กๆ

ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ น้ำผึ้งได้จักรยานคันหนึ่ง คุณแม่ให้ฉายาว่าน้องร่อน คือไม่เย็นไม่กลับ ร่อนไปร่อนมา ซอยโน้นซอยนี้ เมื่อก่อนแถวนี้จะเป็นป่า มีต้นไม้เยอะมาก ก็จะเข้าไปในป่าแถวบ้านแล้วเก็บอะไรมากิน ไปกับเด็กๆ แถวบ้านก็จะนำทีมไปเลย เวลาใครมาพูดอะไรเราไม่เชื่อ มีช่วงหนึ่งที่น้ำผึ้งถามว่าอะไรคือความสุขที่แท้ แล้วน้ำผึ้งไม่เคยเชื่อพระพุทธศาสนาที่ต้องมีพิธีกรรม ออกจะต่อต้านด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทำพิธี แต่ว่าพอน้ำผึ้งได้อ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส

0 เล่มไหนคะ

คู่มือมนุษย์ค่ะ มีข้อความบางข้อความที่สะดุดใจ คือ อย่าเชื่อจนกว่าจะได้ลองทำแล้วรู้แจ้งด้วยตัวเอง คือเป็นอะไรที่ตรงกับความคิดน้ำผึ้งเลย คือ ปกติอ่านอะไรจะไม่เชื่อถ้าไม่ได้พิสูจน์เอง

0 อ่านตอนอายุเท่าไหร่

เริ่มเป็นวัยรุ่นตอนปลายแล้วอายุประมาณ 18-19 ปี เพราะตอนเป็นวัยรุ่นก็ซ่าน่าดูเหมือนกัน พออ่านไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่า ใช่ แต่เพราะวุฒิภาวะเรายังไม่ถึง ความทุกข์ยังไม่มากพอ พอความทุกข์มากขึ้นเราจึงเริ่มมาสนใจด้านนี้ คือธรรมะที่เป็นวิทยาศาสตร์

ท่านพุทธทาสพูดเสมอว่า ธรรมะเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องงมงาย ไสยศาสตร์เป็นพิธีนั้นเป็นศาสตร์ของการหลับตา ไสยแปลว่าหลับ น้ำผึ้งก็เลยใช้ธรรมะของท่านพุทธทาสแก้ปัญหามาเรื่อง แล้วสิ่งหนึ่งที่น้ำผึ้งชอบในแนวธรรมชาติ แนวเซนก็คือ ท่านสอนให้คนรู้จักภพชาติจากชาตินี้ คือชาติมันเกิดดับตอนนี้ให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา มันอาจจะฟังดูแล้วเป็นแนวสมัยใหม่ของศาสนาพุทธ แต่จริงๆ แล้วน้ำผึ้งเชื่อว่า ชาตินี้มันเกิดแล้วก็ดับไปตอนนี้ เข้าใจง่ายกว่าที่จะไปดูว่าตอนตายแล้วมีสวรรค์จริงหรือเปล่า

สวรรค์นรก น้ำผึ้งไม่สน สนแต่ว่าถ้ามีความสุขตอนนี้คือสวรรค์แล้ว ทำดีตอนนี้ตอนหน้าก็คงจะดีเอง หรือว่าจะไม่ดีก็ช่างหัวมัน

0 หลังจากอ่านคู่มือมนุษย์แล้วการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ยังแอนตี้ระบบอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า

ยังคงไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี แค่คิดว่าเรียนให้จบปริญญา เราก็ได้อะไรจากการเรียนหนังสือนะคะ เราได้วิธีทำมาหากิน วิธีเอาตัวรอดตามหน้าที่ในโลกได้ น้ำผึ้งว่าสาระจริงๆ ในมหาวิทยาลัยน่าจะสอนวิธีใช้ชีวิต คือเรามีสอนทุกอย่าง มีวิชาทุกวิชา วาดรูปก็มี แต่เราขาดวิชาที่สำคัญที่สุดคือ สอนวิธีคิด วิชานี้ขาดมากในคนไทย

สังเกตจากที่น้ำผึ้งไปบรรยายให้เด็กๆ ฟัง เด็กไทยส่วนใหญ่ยังอายที่จะถาม บางทีเราก็รู้สึกเศร้าใจ คำถามที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเองไม่กล้าตาม แต่ไม่อายที่จะแสดงความก้าวร้าว หรือไม่อายที่จะโชว์วัตถุ ไม่คิดว่าอันนั้นเป็นสิ่งภายนอก เป็นวุฒิภาวะแบบเด็กๆ ที่มาโชว์กัน แต่อายที่จะไปทำงานแบกะดิน ซึ่งมีคุณค่ามาก

คือระบบการศึกษาในเมืองไทย ไม่เอื้อให้เราได้เรียนรู้การเติบโตภายใน การคิดที่แตกต่าง แต่กลับไปสอนให้เชิดชูคนที่มีวัตถุเยอะๆ ทั้งๆ ที่บางทีความคิดอาจจะไม่ได้เรื่องเลย คือสมองเราเท่ากันทุกคน แต่ระบบไม่เอื้อให้เปิดสมองเราได้ใช้อย่างเต็มที่ คนที่มีความคิดแปลกแตกต่างถูกมองว่าเพี้ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า คนไทยขาดตรงนี้ ขาดความคิดที่แตกต่าง

ในวงการบันเทิงก็ยังเป็นอยู่เลย น้ำผึ้งไม่ได้เอาตัวเองมาอวดดีอะไร แต่น้ำผึ้งก็รู้ว่า ตัวเองไม่มีความคิดจะให้สังคมเลวร้าย แต่ว่าเผอิญคนความคิดอย่างน้ำผึ้งไปอยู่วงการบันเทิง แล้วมันก็แตกต่าง แต่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ก็ยังโดนคนบางกลุ่มหาว่าเพี้ยน มันก็ทำให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ อีกหลายคนไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นที่มันสร้างสรรค์ ก็เลยเน่าอยู่อย่างนั้น โลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ในวงการอาจจะยังไม่พร้อม แต่น้ำผึ้งเชื่อว่า ใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องกลัวหรอก ความจริงจะพิสูจน์เองในวันหนึ่ง

อย่างท่านพุทธทาสก่อนหน้าที่ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า เป็นพระเพี้ยน แต่วันหนึ่งเวลามันพิสูจน์เอง เพราะฉะนั้น ใครอยากทำอะไรที่สร้างสรรค์ทำไปเลยค่ะ แตกต่างอย่างสร้างสรรค์นะคะ ไม่ใช่ทำอะไรประหลาดๆ ไม่ได้คิด

น้ำผึ้งเชื่อว่า คนแตกต่างจากสัตว์ตรงที่คนคิดได้ คนชนะสัญชาตญาณตัวเองได้ คนไม่เห็นแก่ตัวได้ สัตว์ต้องเห็นแก่ตัวเพราะสัญชาตญาณบอกให้มันเอาตัวรอด แต่คนส่วนหนึ่งไม่ใช้ส่วนที่ดีที่สุดของมนุษย์เลย เป็นไปตามสัญชาตญาณอย่างนั้น

0 แล้วทำไมจึงมาเข้าวงการบันเทิงคะ

เข้ามาวงการบันเทิงก็เพราะว่า เป็นวิธีที่ทำให้เราหาเลี้ยงชีพได้ ส่วนที่ดีของวงการบันเทิงมีเยอะมาก ส่วนไม่ดีนั้นมีน้อย อย่างที่บอก คนต้องทำหน้าที่ น้ำผึ้งมีความสามารถเรื่องแสดง ก็แสดง แค่นั้น การที่ได้เข้าวงการบันเทิงทำให้ เวลาที่พูดอะไรคนจะฟัง ถ้าเราจะทำประโยชน์ ทำได้มากจริงๆ

เราไมได้บอกว่า เราคิดดี 100% แต่มีบางมุมที่เราช่วยเหลือเด็กๆ ได้ ช่วยเหลือเด็กวัยรุนที่กำลังงงๆ กับความคิดที่เราก็เคยเป็น แต่เราผ่านมันมาแล้ว คิดว่าอยู่วงการบันเทิงก็มีสิ่งที่ดี คนดีๆ เยอะ แต่คนดีๆ ไม่แสดงตัว ถ้าแสดงตัวก็ถูกหาว่าเพี้ยนบ้าง ถูกหาว่าบ้าบ้าง เข้าใจผิด ก็ทำให้เขาเจ็บปวด เขาก็ไม่กล้าเจ็บปวด แต่น้ำผึ้งเนี่ย แนวสุดขั้ว ไม่สนอยู่แล้ว เราเป็นคนประเภท คิดอะไรก็ทำเลย กล้าไปก็แบบนี้แหละ ต้องรับให้ได้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ คนชมก็มีเยอะ คนด่าก็มีเยอะค่ะ

0 เบื้องหลังหนังสือ 'คำตอบ'

ตั้งใจว่าจะพักจากวงการบันเทิงไปสักพักหนึ่ง เพราะว่าช่วงวัยรุ่นที่น้ำผึ้งคนหาว่า จริงๆ แล้วความสุขมันคืออะไร เราก็ไม่รู้ซักที ก็เที่ยวถามคนโน้นคนนี้ ถามจากผู้ใหญ่บ้าง เราก็ได้คำตอบที่พอจะ เออ น่าจะใช่นะ แต่เรายังไม่รู้จริง ยังไม่ได้คำตอบจริงๆ ถ้าอย่างนั้น เราต้องไปหาคำตอบแล้วล่ะ ก็เลยหยุดงานบันเทิงเลย ต้องไปหามุมมองอะไรที่ไม่ใช่มุมมองดารา คือดาราก็รู้หมดทุกมุมแล้ว วันๆ ก็จะมีคนมาถามว่า น้ำผึ้งทำอะไรคะ เล่นละครอะไร กินอะไรคะ

วันทั้งวันมีแต่เรื่องน้ำผึ้ง ซึ่งมันรู้ดีหมดแล้ว มันอยากจะหยุดเรื่องน้ำผึ้งแล้วไปรู้เรื่องคนอื่นบ้าง เพราะว่าสมองของน้ำผึ้งมันไม่พัฒนาแล้ว ก็เลยถอดหน้ากากดาราสักพักหนึ่ง แล้วไปต่างจังหวัด ไปดูสิว่าคนอื่นบนโลกเขาทำอะไรนอกจากการเป็นดารา ไปเปิดสมองมุมมองให้ตัวเองหน่อย

ช่วงนั้นไม่แต่งหน้า ไม่ทำอะไร เซอร์จริงๆ เพราะถ้าแต่งหน้าเดี๋ยวเขาจำเราได้บางทีเขาก็ถามว่า น้องนี่หน้าคุ้นๆ นะ ก็บอกเขาว่า ใช่หน้าหนูคล้ายดารา โอเค จบ

เวลาไปคุยกับชาวประมง ก็คุยกับเขาว่า หาปลายากไหม เขาก็คุยเรื่องเขา เราก็ได้เรียนรู้มุมมองการแก้ปัญหาชีวิตเขา เหมือนเรียนรู้ชีวิตตัวเองผ่านชีวิตคนอื่น ได้อะไรที่เปิดโกลทัศน์ของเรา ทำให้เราเป็นคนไม่มองมุมเดียว เวลามีปัญหาอะไรมาในใจเราเราก็คิดว่า ถ้าเราเป็นชาวประมง ไอ้นี่ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราเป็นเด็กพิการนะ คนมานินทาไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือจะเดินให้ได้อย่างไร ก็ทำให้เรามีความคิดกว้างขวางขึ้น มีความสุขในชีวิตมากขึ้น

น้ำผึ้งก็เลยเริ่มรู้ว่า ความสุขจริงๆ มันอยู่ที่ความคิด อยู่ที่การพัฒนาจิตใจ เพราะฉะนั้น น้ำผึ้งก็เร่งพัฒนาจิตใจ มาเป็นนักศึกษาตัวจริงโดยที่ไม่ต้องอยู่มหาวิทยาลัย เจอชีวิตคนขายไก่ย่าง ไปนั่งคุยกับเขาหน้าโรงเรียน ไปช่วยเขาขาย ถามเขาไปเรื่องๆ พี่หมักไก่อย่างไร ขายตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง บางทีก็ไปดูศพ ไปดูให้ทันเห็นว่าเราในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราตอนเกิดก็เห็นเยอะแยะแล้ว เด็กเกิดมีมากมาย แต่ไปดูอนาคตเราว่า เวลาตายก็อย่างนี้ละว้า สวยยังไงก็ตาย ก็เลย สนุกดี

เลยกลายเป็นว่า ทางนี้ที่เราชอบ ไม่ได้คิดมาก่อนว่าคือธรรมะ แต่รู้ว่าทางของท่านพุทธทาสตรงกับที่เราคิด แต่ท่านเป็นทางที่สูงไปกว่าที่เราคิด ซึ่งวันหนึ่งเราก็อาจจะคิดอย่างนั้นได้เหมือนกัน มันทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ไม่แบ่งแยกว่า เราชื่อน้ำผึ้ง ณัฐริกา เป็นผู้หญิง เป็นดารา คนนั้นเป็นคนจน ดาราไปขายไก่เหมือนคนจนไม่ได้ ไม่ใช่ เราอยากนั่งรถเมล์เราก็นั่ง ข้างรถเขาเขียนว่า บริการคนทุกระดับ งั้นเราก็นั่งได้สิ เพราะเราก็ต้องเป็นระดับไหนซักอย่างในสังคม ก็นั่งรถเมล์ ไม่เห็นจะตายเลย คนจะมองว่าจนก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ทำให้เราอิสระ พอเราอิสระแล้วความคิดสร้างสรรค์จะเกิดเยอะมากเลย สนุกดี ถ้าเราติดคุกดาราอยู่ก็นั่งรถเมล์ไม่ได้ เดี๋ยวดูไม่รวย ดาราเขาไม่ทำกัน อย่างเนี้ย

ถ้าให้เด็กวัยรุ่นเขาค้นหาว่าอะไรคือความอิสระที่แท้จริง ที่เขาโปรโมทกันนักหนา ว่าอิสระทางความคิดน่ะ น้ำผึ้งว่าส่วนหนึ่ง น้ำผึ้งค้นเจอแล้วนะ ก็เลยออกมาเป็นหนังสือ 'คำตอบ'

เพราะกลัวความคิดตัวเองเป็นหมัน ไม่เชื่อหรอกว่าความคิดมันจะอยู่ไปอย่างนี้ตลอด ความคิดก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง คือคิดวันนี้ได้วันหน้าน้ำผึ้งอาจจะไปเป็นเศรษฐีหัวโตก็ได้ ใครจะไปรู้ ตอนนี้คิดได้ก็ทำไปก่อน เผื่อว่าคนได้อ่านแล้วเขาสามารถนำไปใช้ในชีวิตเขาบ้าง

0 เริ่มต้น เรื่องหรือภาพออกมาก่อนค่ะ

มาจากข้อความที่น้ำผึ้งเขียนเตือนตัวเอง ช่วงที่น้ำผึ้งค้นหาตัวเอง หยุดเป็นดาราสักพักสนุกมาก แล้วความคิดเกิดตอนนั้น นำมาใช้ได้จริงแล้วมันมีความสุขก็รีบจดไว้ กลัวลืมเพราะท่านพุทธทาสบอกว่า ถ้าคิดแล้วไม่ได้จดจะลืม เพราะอะไรมันก็ไม่เที่ยง อะไรมันจะอยู่กับเราตลอดไป พอจดไว้แล้วมาเปิดอ่านมันเตือนสติตัวเอง พอเยอะเข้ากลัวความคิดเป็นหมัน เขียนหนังสือดีกว่า ก่อนหน้านั้นก็มีคนให้เขียน แต่จะให้เขียนแนวดารา ซึ่งเขียนไปก็ไปหาอ่านตามหนังสือบันเทิงได้ เอยะมาก ก็มาเขียนอย่างนี้ดีกว่า อาจจะตอบปัญหาของคนบางกลุ่มได้ ก็เลยได้มาเป็นเล่มนี้

ส่วนภาพวาดนั้นวาดมาตั้งแต่เด็ก มีอยู่ช่วงหนึ่งพยายามจะไปเรียนวาดรูปเหมือนกัน แต่ขำความเป็นตัวเองมากเลย พอต้องไปเข้าห้องเรียน แล้วเรียนทฤษฎีสี ทฤษฎีวาดรูปก็รีบเผ่นออกมาแทบไม่ทัน ใจน้ำผึ้งไม่ชอบระบบ ชอบคิดเองทั้งหมด จึงชอบลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด มีพู่กัน มีนิ้วก็วาดไปสิ ทำไมต้องใช้แต่สีกับพู่กัน คนที่คิดระบบพู่กัน คิดระบบสีก็เป็นคนอย่างเรานี่แหละ

เราก็น่าจะคิดอุปกรณ์ของเราได้ ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ใช้ทุกอย่าง วาดแปรงไปด้วย บางทีก็ใช้นิ้วจิ้มๆ ไปด้วย ใช้เกรียงไปด้วย วาดแสงเงาก็ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อาจารย์ที่สอนมาบอกว่า ถ้าวาดให้ถูกต้องตามหลักทฤษฎีสี ทฤษฎีแสงเงานะ ถ่ายรูปดีกว่า ก็เลยคิดว่าคนเป็นสัญลักษณ์ของความผิดพลาดอยู่แล้ว ทำไมต้องทำให้ถูก ถ้าจะให้ถูกก็ใช้คอมพิวเตอร์วาดสิ มันไม่ใช่งานทำมือ งานทำมือมันต้องผิดๆ

สิ่งที่สำคัญก็คือ เราไม่ต้องไปใส่ใจกับความเหมือนหรือไม่เหมือน แต่เราใส่ใจกับสาระที่มันได้จากรูปดีกว่า คือวาดแล้วสอนตัวเองได้หรือเปล่า วาดแล้วกลับมาดูรูปตัวเอง ทำให้เราฉลาดขึ้นได้หรือเปล่า อันนั้นน้ำผึ้งจะใส่ใจมาก

เริ่มต้นจริงๆ ไม่ได้กะจะวาดโชว์ กะจะวาดดัดสันดานตัวเอง คำว่า 'รู้สึกตัว' สองอันนี้ติดไว้หัวเตียงเลย เพราะมันไม่ค่อยรู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ผิดพลาดไปตั้งเยอะ ก็พยายามจะเตือนตัวเอง

ทุกรูปมีความหมายสำหรับตัวน้ำผึ้งเอง แต่ก็เชื่อว่าหลายคนคิดอย่างน้ำผึ้ง ก็น่าจะมีความหมายสำหรับเขาด้วย ก็เอามาแชร์ความคิดกันให้สนุกๆ มันก็คือความคิดของเขา ไม่ใช่ว่าเกิดมาฉันคิดได้คนเดียว มันคือความคิดของโลกค่ะ มันไม่ได้มาจากความคิดน้ำผึ้งเลย มันมาจากที่น้ำผึ้งไปเอาคนขายไก่มาเป็นต้นแบบ แล้วก็ตกตะกอนความคิด แล้วก็ไม่ได้ไปก๊อปปี้คำพูดเขามา เพียงแต่ว่ามาผ่านระบบของเรา แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาเท่านี้เอง

มันก็คือความคิดของพี่ คือความคิดของคนที่อ่านเนชั่นสุดสัปดาห์อยู่ตอนนี้ มันคือความคิดของคุณ มันเป็นความคิดสากล มันไม่ใช่ของของเรา มันดี

0 หลังจากนั้นทำอะไรต่อคะ ชักจะสนุกไปด้วยแล้ว

พอเริ่มอิ่มตัว เราเริ่มรู้ชัดแล้วว่าต้องการอะไรในชีวิต แล้วเราก็เริ่มกลับมาทำงาน วันๆ จะให้พ่อแม่เลี้ยงจนตาย มันก็ดูน่าอายนะ มันก็จะเบียดเบียนพ่อแม่เกินไป ก็เลยเอ้อ บ้านช่องก็พอมีอยู่บ้าง เขาก็สร้างบ้านไว้ให้เรา อย่ากระนั้นเลย กลับมาทำงานเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงสัตว์ด้วย ตอนนี้มีสัตว์เลี้ยงเยอะ ก็คิดว่าอยากใช้แรงของตัวเองทำอะไรให้มีประโยชน์ ดีไม่ดีสักพักหนึ่งก็จะเปิดมูลนิธิเพราะทำงานเป็นดาราหาสตางค์ได้เยอะ แต่ขอให้อยู่ตัวก่อน เพราะไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐีร้อนล้านนะ ต้องหาด้วยตัวเอง คงจะสักพัก

0 สัตว์เลี้ยงตอนนี้มีอะไรบ้างคะ

เยอะแยะมากมาย หลังจากเลิกหมกมุ่นกับตัวเอง พอรู้แล้วว่าเราต้องการอะไร ก็ไปหมกมุ่นกับชีวิตคนอื่นบ้าง พอเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง เราก็เริ่มมองเห็นคนรอบข้าง มองเห็นอะไรต่างๆ ว่าเราช่วยได้นี่หว่า เราเอเงินที่จะไปซื้อกระเป๋าราคาแพงใบละ 30,000 บาท เมื่อก่อนน้ำผึ้งฟุ่มเฟือยจริงๆ น่าตบกบาลตัวเองจริงๆ ซื้อกระเป๋าได้ยังไงใบละ 30,000-50,000 บาท ซื้อรถก็ต้องเป็นรถแพงๆ เท่านั้น รถญี่ปุ่นไม่ขับอะไรอย่างนี้

ก็มาคิดว่า 50,000 บาท เลี้ยงได้ 5 ชีวิตเลย ก็เลยคิดว่าหลังจากนี้เอาเงินไปใช้ประโยชน์ดีกว่า เริ่มเห็นคนอื่นมีความสุขแล้วเราชื่นใจ ความสุขของเราไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ตอนนี้ก็เลยไม่ฟุ่มเฟือย แต่จะฟุ่มเฟือยในการซื้อของแจกคน เลี้ยงสัตว์ ก็เลยต้องหามาให้ได้เยอะ เพราะเราใช้เยอะ

ส่วนตัวใส่เสื้อผ้าแบบนี้ มีอยู่ 20 -30 ตัวสีเดียวกันด้วย จะได้ไม่ต้องคิดมากว่า สีนี้จะเข้ากับกางเกงสีนั้น แต่เรื่องเป็นดาราไม่ได้เลยนะคะ เสื้อที่เป็นดาราก็จะแยกไว้อีกตู้หนึ่ง เมื่อไหร่มีคนจ้างปั๊บ ต้องใส่สวยที่สุด แต่งหน้าสวยที่สุด อะไรที่คุ้มค่ากับเงินที่ให้เรามา ก็ต้องทำดีที่สุด กลายเป็นว่า เราเริ่มแยกออกแล้วระหว่างหน้าที่กับชีวิตจริง

ชีวิตจริงพอคัดปั๊บ ไม่สนเลย ไม่มาแต่งหน้าที่บ้านเด็ดขาด แต่ถ้าเมื่อไหร่ต้องทำงานก็ทำให้ดีที่สุด มายาให้ดีที่สุดก็แยกออก เลยทำให้เราทำอะไรได้สองทางในเวลาเดียวกัน มันเป็นเรื่องที่ยากมากค่ะ ขอบอก

วันที่เราไปแสดงก็จะมีเรื่องชื่อเสียงเงินทองเข้ามามาก คนก็ชมเยอะมาก มันก็จะไปทางโลกมากๆ เราก็ต้องพยายามมีสติให้มากกว่าปกติ เพื่อจะได้กลับมาทางธรรมชาติให้ได้เหมือนเดิม จึงต้องพยายามวาดรูปเตือนตัวเอง เขียนข้อความเตือนตัวเองตลอดเวลา ไม่งั้นมันจะหลงไปเพลิดเพลินแล้วจะเสียดายโอกาสที่ไม่ได้พัฒนาความคิด เพราะชีวิตมันสั้น ต้องรีบพัฒนาก่อนที่จะตาย ไม่งั้นมันจม

0 เวลาที่เพลิดเพลินทางโลก สติที่ฝึกแล้วเรียกมาใช้ทันไหมคะ

ทันบ้างไม่ทันบ้างค่ะ แล้วแต่ช่วง บางช่วงโง่มากหน่อยก็ต้องรอให้มีน้ำตาถึงจะวิ่งเข้าหาธรรม ช่วงไหนฉลาดหน่อยไม่ต้องมีน้ำตาก็คิดได้เอง ดีไม่ดีไปช่วยเพื่อนได้อีก ช่วยเพื่อน เพื่อนก็จะบอก ทำไมไม่บอกก่อนหน้านี้ อะไรทำนองนี้

ก็ต้องเรียกสติตัวเองให้เร็ว ให้ทัน ถึงเป็นคนคิดสุดขั้วอยู่ตลอดเวลา เป็นคนเรื่อยเฉื่อยแฉะไม่ได้ เพราะเดี๋ยวเผลอไปทางโลกซะมากกว่า เพราะสัญชาตญาณความเป็นสัตว์มนุษย์แรงมาก เผลอๆ ก็จะทำตามสัญชาตญาณอีกแล้ว เผลอๆ ก็เห็นแก่ตัว ก็เลยต้องไปอยู่กับทะเลให้มาก อยู่กับธรรมชาติให้มาก,

เคยอ่านหนังสือท่านพุทธทาสเล่มหนึ่งชื่อว่า ทำอย่างไรจึงจะว่าง เล่มเล็กๆ ท่านบอกว่า บางทีถ้าเราคิดอะไรไม่ได้ คือสมอง ตามันมืดมาก ให้ไปอยู่กับธรรมชาติ แล้วธรรมชาติจะช่วยเรา 50% ธรรมชาติจะช่วยเราปล่อยวางเอง อีก 50% ก็ตัวใครตัวมัน คิดเองแล้วกัน

เวลาที่เหนื่อยมากๆ ความทุกข์ทางโลกครอบงำมากๆ ก็จะไปอยู่ต่างจังหวัด หักดิบตัวเองเลย ไปอยู่กับทะเลสักพักหนึ่ง แล้วเราจะค่อยๆ มองเห็นว่า อันนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย ตาก็เริ่มสว่างขึ้น ใสขึ้น

น้ำผึ้งไม่ได้คิดทางธรรมชาติตลอดเวลา ก็เลยต้องรีบอกหนังสือตอนที่เราคิดอะไรได้เพราะวันหนึ่งเราอาจจะถูกครอบงำอีกรอบหนึ่งก็ได้ มันสู้กันตลอดระหว่างทางโลกกับทางธรรมชาติ

0 กลับไปที่หนังสืออีกนิด ใช้เวลานานไหมคะกว่าจะออกมาเป็นเล่ม

ทำเป็นรูปเล่มไม่นาน ก่อนหน้านั้นคิดมาเรื่อยๆ สอนตัวเองไปเรื่อยๆ ประมาณ 3 ปี ตอนแรกมีแต่ตัวหนังสือ ก็มาคิดว่าบางคนอาจจะไม่เข้าใจ เพราะน้ำผึ้งเขียนอะไรยาวๆ ไม่ค่อยเป็น ก็เลยต้องสั้น ทำให้ได้ใจความได้อย่างเดียว เพราะเป็นคนสมาธิสั้นด้วย ก็โอเคเอาแค่นี้แหละ เลยเขียนรูปประกอบเพิ่มเติม อ่านข้อความไม่รู้เรื่องใช่ไหม ดูรูปอาจจะรู้เรื่อง อ้าวดูรูปไม่รู้เรื่องใช่ไหม ก็อ่านข้อความ มันต้องได้ซักทางแหละ ก็เลยทำอย่างนี้ ออกมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าแนวไหน ไม่ได้คิดว่าจะให้ออกมาเป็นรูปแบบอย่างไร

มันคือหนังสือเตือนตัวเองของน้ำผึ้ง บางทีก็ต้องพกไปเหมือนกัน มันเป็นหนังสือค่อนข้างมีชีวิต บางทีเราขาดสติก็เออ เราเคยคิดอย่างนี้ได้นี่นา เพราะเราไม่ใช่เป็นคนที่รู้ตลอดเวลา ความรู้ก็ไม่เที่ยง ต้องจดนะคะ

0 ครูบาอาจารย์มีใครบ้างคะ

ไม่รู้ว่าท่านจะรับเราเป็นศิษย์หรือเปล่า ถ้าพูดว่าน้ำผึ้งอ่านหนังสือแล้วศึกษางานจากของใครก็บอกได้ แต่ถ้าให้ไปเรียกเป็นครูบาอาจารย์อาจเป็นการยกตัวเองมากไป เพราะถ้าท่านเจอเราจริงๆ อาจจะไม่รับเราเป็นศิษย์ก็ได้ เหมือนที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ถ้าไม่ทำตามที่สอนอย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์ ฟังคำท่านพุทธทาสคำนั้นก็เลยไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นศิษย์ของใคร แต่หนังสือที่อยากจะแนะนำให้อ่านคือหนังสือของท่านกฤษณมูรติ เล่ม การเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้จริง เล่มนี้จะเป็นเล่มที่อ่านง่าย แล้วก็อ่านของท่านพุทธทาส ถ้าใครสมาธิสั้นเหมือนน้ำผึ้ง คือประเภทอ่านไม่ได้นาน ขอแนะนำให้ฟังเทปค่ะ

ขอวงเล็บค่ะ ที่น้ำผึ้งบอกว่าอ่านน่ะ จริงๆ แล้วฟังทั้งนั้นเลยค่ะ เพราะอย่างคู่มือมนุษย์อ่านรอบแรกไม่เข้าใจ ด้วยความที่อดทน มีวิริยะพอสมควร เปิดเทปกรอกหูไปอย่างนั้น รอบที่ 5 เริ่มเข้าใจ รอบที่ 10 เออใช่! การฟังธรรมะนั้น อย่าฟังเพื่อจะเอา อย่าไปอยากฟังว่าฉันต้องได้ ชาติหน้าก็ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไปอย่างนั้น อ๋อเหรอคะ ฟังไปเรื่อยๆ แล้วจะได้ของมันเอง

นอกจากของท่านกฤษณะมูรติ กับท่านพุทธทาส แล้วก็ฟังหลวงปู่ชา ฟังง่าย สำหรับผู้เริ่มต้นเลย ถ้าผู้เริ่มต้นยังไม่อยากรู้สึกขยาด คือ อ่านฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ให้เริ่มฟังหลวงปู่ชาก่อน หรือจะอ่านคัมภีร์ไบเบิลก็ได้ คือน้ำผึ้งอ่านหมด แล้วก็อ่านจิตวิทยาประยุกต์ เพราะน้ำผึ้งเชื่อว่าทุกศาสนาสอนแบบเดียวกันหมด ต้นศาสนาคือพระเจ้าองค์เดียว คือพระเจ้าที่ชื่อว่าธรรมชาติ ทุกศาสนามาจากธรรมชาติ พระเยซูเป็นตัวแทนของพระเจ้า ก็เพราะท่านรู้ความจริงของธรรมชาติ แล้วมาสอนให้มนุษย์ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ เราจะได้กลับไปหาธรรมชาติซึ่งเป็นแม่ของเรา มันเชื่อมโยงกันหมด

แล้วก็ไปหาอาจารย์เล็ก ท่านเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสรุ่นแรกๆ แล้วท่านก็วาดรูปเซนในมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกข์ ท่านเป็นพระเซน ท่านมีฉายาว่า 'สนเฒ่าแสดงธรรม' ตอนนี้ท่านอยู่ที่วัดสวนแก้ว (ที่เล่าให้ฟังในตอนแรก) แล้วท่านชอบอยู่เงียบๆ แล้วน้ำผึ้งก็อุตริมาก อาจเป็นเพราะว่าตัวตนเรามันแรง เห็นท่านเราก็รักท่านพุทธทาส แล้วเราก็รักอาจารย์เล็ก วันดีคืนดีไปซื้อต้นโมกที่จตุจักร เหมาต้นโมกเขามา อยากทำให้กุฏิท่านเป็นสวนโมกข์ พอเหมามาท่านก็งง บอกว่า น้ำผึ้งอะไรกัน ต้นโมกเต็มกุฏิท่านเลยค่ะ แล้วเหมือนหาภาระมาให้ท่าน ท่านต้องรดน้ำต้นโมก แต่ก็มีความสุขดี อยากให้เป็นสวนโมกข์ที่กรุงเทพฯ ท่านก็หัวเราะ

วันดีคืนดีไปเก็บหมาเก็บแมวมาได้ อ้าว ญาติก็แบ่งไปเลี้ยงหมดแล้ว ก็เอาไปฝากอาจารย์เล็กเลี้ยง อาจารย์บอกว่าไม่ต้องแล้วน้ำผึ้ง อย่าหาภาระมาเยอะแยะ ก็ดีค่ะ นำผึ้งก็ได้เตือนสติตัวเอง

0 เวลาที่ท่านสนเฒ่าแสดงธรรมเจอกับเด็กดื้อเป็นอย่างไรบ้าง

ทั้งดื้อด้าน ทั้งโง่ค่ะ น้ำผึ้งเนี่ย ถามอะไรก็ตามอยู่นั่นแหละ คำถามเดิมๆ แต่ท่านก็ตอบ ถามจนบางทีท่านรำคาญ ถามคำถามธรรมะธรรมดาๆ นี่แหละค่ะ อย่างเช่น หลวงตา เรื่องยึดเนี่ย วันนี้มันเกิดดับมาร้อยกว่าทีแล้ว พอบอกกับท่านทีหนึ่งก็ยุติความฟุ้งซ่านได้ระดับหนึ่ง มาอีกที หลวงตา น้ำผึ้งยังยึดติดเรื่องเดิมเลย บางทีก็ร้องไห้มา ท่านก็บอกว่าเห็นมั้ย มันอยากมากใช่ไหมถึงร้องไห้ จริงๆ ด้วย มาครั้งหน้าก็เหมือนเดิมอีกละ

บางทีก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน หลวงตาไม่เบื่อบ้างเหรอ เวลาหลวงตาสอนคงไม่หวังให้น้ำผึ้งได้อะไรอย่างนี้ใช่ไหม จะให้น้ำผึ้งหลุดได้ ณ วันนั้นใช่ไหม หลวงตาก็บอกว่า แหงล่ะ ไม่ได้หวังจะให้ได้หรอก ก็สอนไปตามหน้าที่ ได้ไม่ได้ก็เรื่องของน้ำผึ้งเอง

0 ยังคงศึกษาธรรมแบบสุดโต่งอยู่หรือเปล่าคะตอนนี้

มาถึงตอนนี้ น้ำผึ้งเดินทางสายกลางมากขึ้น เริ่มมองเห็นว่าศาสนพิธีก็มีความจำเป็น เปลือกก็มีความจำเป็นที่จะให้เราเข้าสู่สาระ หรือเนื้อแท้ของธรรมะ ถ้าไม่มีพิธีกรรมบ้าง ศาสนาอาจจะอยู่ไม่ถึงเดี๋ยวนี้ก็ได้ เหมือนรถไฟที่ต้องวิ่งไปตามราง ตัวรถไฟไม่สำคัญ แต่สิ่งที่รถไฟบรรทุกน่ะสำคัญ แต่ถ้าไม่มีรถไฟ สิ่งที่อยู่ในรถไฟก็อาจมาไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ก็ต้องให้ไปพร้อมๆ กัน

แต่ถ้าเป็นเด็กดื้อแบบน้ำผึ้ง เอาแค่ปัญญาอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาน้อง ถ้าจะไหว้ ให้ไหว้จากข้างในใจ น้ำผึ้งถึงเข้าใจบางศาสนาที่เขาบอกว่าการไหว้รูปเคารพเป็นสิ่งที่ผิด เพราะเขาอาจจะกลัวว่าคนจะไปติดรูปแบบแล้วลืมปัญญา เพราะมันง่าย การบูชาวัตถุมันง่ายมาก หลับตาไหว้ๆ แล้วกะว่าวันหนึ่งจะได้ดี มันเป็นเรื่องไร้ซึ่งสาระ ถ้าเราไม่พยายามเข้าไปศึกษาหาแก่นมันจริงๆ

0 เคยให้เวลาไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมบ้างหรือเปล่าคะ

เป็นฉายาของเด็กดื้อเลยค่ะ น้ำผึ้งอยู่ระบบไม่ได้ ไม่รู้เป็นโรคอะไร ถูกบังคับไม่ได้เลย น้ำผึ้งพยายามจะไปเดข้าคอร์สหลับตาสมาธิ ทุกคนต้องทำพร้อมกัน ทุกคนต้องคิดเหมือนๆ กันตามที่ดิฉันอธิบาย หา! คือ น้ำผึ้งอาจจะร้อน อาจจะบาปเยอะก็ได้มั้ง คือไม่ถูกกับวัด คือวัดที่เป็นวัตถุ และระเบียบแบบแผนน่ะ ไม่ถูกจริตเลย เพราะระบบเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เรามีสมองเหมือนเขาแล้วทำไมเราไม่คิดขึ้นมาบ้าง คิดอย่างนี้ก็ใกล้เคียงกับคนบ้าเหมือนกันนะ แต่ไม่บ้า เพียงแต่เราจะหลุดออกจากระบบความคิดเดิมๆ

ให้ไปดูหนังเรื่องเมทริกซ์เลย สุดยอด ภาคแรกดูง่ายมาก ระบบที่มนุษย์คิดขึ้นมามันเหมือนระบบเมทริกซ์ที่มนุษย์คิดขึ้นมาเป็นพันปีแล้ว ถ้าใครไม่ทำตามระบบนี้ถือว่าผิด แล้วความจริงมันมีผิดหรือ ไม่มีผิดหรอก มันคือระบบทางโลกนั่นแหละ คืออยู่ทางโลกให้ได้ แต่ทางธรรมเราต้องอยู่เหนือโลก คือเราไม่ต้องไปต่อต้านระบบของโลก ถ้าเราพยายามต่อต้านก็คือตัวตนของเรานี่แหละที่พยายามไปบอกว่าตัวตนของเราดีกว่าตัวตนของเขา มันก็ยิ่งเป็นตัวตนซ้อนตัวตนเข้าไปใหญ่เลย ทุกอย่าง แค่เข้าใจมันก็พอแล้ว