ทีมข่าวการเมือง

ลาวเคียดขี้เดียด SPICY

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาคนลาว กลายเป็นปัญหาบาดหมางทางความรู้สึก คล้ายกับกรณี 'นิโคล' พูดดูถูก 'แม่หญิงลาว' เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

เมื่อนิตยสาร SPICY ฉบับวันที่ 11-24 กรกฎาคม 2548 ในคอลัมน์ relationship มีการข้อมูลเกี่ยวกับประเทศลาว 29 ข้อ มาตีพิมพ์ ซึ่งหลายข้อมีถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามสตรีลาว และทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อภาษา วัฒนธรรม ประเพณีของชนชาติลาว

ทันทีที่ชาวลาวกลุ่มหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ได้อ่านคอลัมน์ดังกล่าว ก็แจ้งให้สื่อมวลชนลาวได้รับทราบ ส่งผลให้ นสพ.กีฬารายวัน ได้นำเสนอข่าวปฏิกิริยาของชาวลาวติดต่อกัน 2 วัน

กระทั่ง นสพ.เวียงจันทน์ใหม่รายวัน อันเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำที่ทรงอิทธิพลของประเทศ ได้นำประเด็นร้อนมาขยายผล ผ่านคอลัมน์ 'ก้องฟ้าบันเทิงลาว' ในฉบับวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า 'ผักตบ'

"วารสาร SPICY ของไทย ได้อะไรจากข้อเขียนอันโง่เง่า"

เป็นชื่อบทความที่มีการอธิบายขยายความ 'ข้อเขียนอันโง่เง่า' ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

0 0 0

"กองบรรณาธิการพวกเราได้รับเสียงโทรศัพท์ และจดหมายจากเพื่อนผู้อ่านแสดงทัศนะเข้ามาอย่างมากมาย หนักบ้าง เบาบ้าง ตามแต่อารมณ์ของแต่ละคน ซึ่งตามที่พวกเราสรุปแล้วก็ได้เนื้อหาแบบเดียวกัน ซึ่งขอนำเสนอย่อๆ ดังนี้ "ในนามคนลาว ต่างมีความรู้สึกไม่พอใจ และเกลียดชังที่สุดต่อคำพูดดังกล่าว เพราะมันเป็นการดูถูก และไม่ให้เกียรติต่อประเทศลาว"

"กองบรรณาธิการเราไม่ได้ลดละ โดยมอบหมายให้ข้าพเจ้าติดตามเรื่องนี้ และก็สามารถหาวารสารฉบับดังกล่าว ซึ่งพอมาอ่านดูแล้ว ก็ใช่อย่างนั้นจริงๆ

"บทเขียนที่ใส่หัวข้อว่า 'ความสัมพันธ์ระดับประเทศ' ตีพิมพ์อยู่ในหน้า 34-35 ของวารสาร SPICY ฉบับวันที่ 11-24 มิถุนา 2005 โดยบริษัท โน้ตพับลิชชิ่ง จำกัด เป็นเจ้าของ มีนางพรรทิภา สกุลชัย เป็นประธานบริหาร บทเขียนดังกล่าวไม่ได้บอกชื่อผู้เขียน เท่าที่อ่านก็รู้ได้ว่าเป็นสำนวนของเพศหญิง

"เนื้อหาโดยรวมที่จงใจกล่าวถึงประเทศลาว เขาได้วางเป็นข้อๆ ไว้ 29 ข้อด้วยกัน มีถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ข้อที่สร้างความไม่พอใจอย่างแรงต่อประชาชนลาวนั้น ก็คือความจงใจหรือว่าโง่เง่าของผู้เขียนเองก็มิอาจทราบได้ ซึ่งมีอยู่หลายข้อที่บิดเบือนความเป็นจริง มีการอุปโลกน์คำพูดที่ต่ำช้า สันดาน..มาเขียนโดยอ้างว่าเป็นคำที่คนลาวใช้กัน เช่น ถ้าจะชมผู้หญิงสวยให้พูดว่า 'สวยตายห่า' หรือถ้าจะเรียกผู้หญิงว่า 'อีดอกทอง' จะถูกใจ เพราะมองว่ามีค่าดี (อีดอกทอง ในความหมายของไทยคือโสเภณี)

"ถ้าชมผู้ชายหล่อมากให้พูดคำว่า 'หล่อฉิบหาย' เวลาถ่ายรูปรวมหมู่ให้พูดว่า 'มาแหกตาสามัคคีกันเถอะ'

"นอกจากนี้ ยังมีคำพูดเสียดสีอีกมากมายที่ไม่มีมูลความจริง เช่นหนังไทย เวลาเข้าฉายในลาวเรื่องเด็กกำพร้า ต้องเปลี่ยนเป็น 'เด็กน้อยบ่มีพ่อบ่มีแม่' ถ้าไม่อย่างนั้นคนลาวจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเด็กถือมีดไล่ฟันชาวบ้าน ซึ่งฟังดูแล้วมันเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะคำพูดคำนี้ในภาษาลาวก็มี และใช้กันมานมนานแล้ว

"และคำว่า 'เด็กกำพร้า' ก็ไม่ได้มีความหมายดั่งที่หล่อนนั้นแปล เพราะศัพท์ในภาษาลาว เด็กน้อยที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่จะเรียกว่า 'เด็กกำพอย' ส่วนคำว่า 'เด็กกำพ้า' ก็เป็นเด็กที่มีพ่อแต่ขาดแม่ หรือมีแม่ไม่มีพ่อ

"ฉะนั้นแล้ว ข้อความที่เขายกมาอ้าง จึงเป็นการอุปโลกน์ชนิดที่ว่า 'โง่อวดฉลาด' และยังมีอีกหลายข้อความ แต่ข้าพเจ้าขอยกเอาเพียงเท่านี้ก่อน เพราะเพียงเท่านี้มันก็ชี้ชัดแล้วว่า ผู้เขียนบทความดังกล่าวมีเจตนาอะไร และหวังอะไรจากบทๆ นี้..

"ตามความเป็นจริงในจิตสำนึกของนักเขียนที่มีความศิวิไลซ์ทางความคิด จะรู้ดีว่าการจะเขียนอะไรออกไป การตรวจสอบข้อมูลนั้นคือเรื่องสำคัญ

"แล้ว..คนนี้มีความสำนึกจุดนี้มากน้อยแค่ไหน หรือหากว่านี่คือการกลั่นกรองแล้วก็เหนื่อยใจ เพราะ..คนนี้ คงจะเป็นนักเขียนที่มีผลงานเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย

"เพราะนักเขียนคนนี้เขียนไปโดยไม่มีการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ตนเองเขียนนั้น มันไม่สอดคล้องกับความจริง และใช้คำพูดที่หยาบคายเพื่อหวังให้คนอ่านของประเทศตนมีความหลงเพลินกับข้อความหลอกลวงดังกล่าว ขณะเดียวกัน ผู้คนที่เจริญแล้วคงไม่คิดว่า นี่คือสิ่งเพลิดเพลิน แต่มันได้สะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนักอันต่ำช้าของคนผู้หนึ่ง ซึ่งอาศัยคราบนักเขียนบังหน้า

"ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็อยู่ในอาชีพนี้ ขอบอกว่า อีนางผู้นี้เป็นนักเขียนที่ใช้การไม่ได้ ขาดซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชน

"ขณะเดียวกัน ผู้บริหารวารสารฉบับนี้ ก็คงไม่แตกต่างกัน เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่ปล่อยให้บทความที่มีเนื้อหาแบบนี้เล็ดลอดออกมาแน่นอน.."

0 0 0

มิเพียงเท่านั้น นสพ.ปะเทดลาว กระบอกเสียงของรัฐอีกฉบับหนึ่ง ก็มีการตีพิมพ์บทความเรื่อง 'รู้จักเวียงจันทน์ ดีแค่ไหน?' พร้อมกับนำปกนิตยสาร SPICY ลงประกอบอีกด้วย

"เอาล่ะ กล่าวถึงเวียงจันทน์และคนลาวมาตั้งหลายอย่าง แต่เรื่องหลักๆ เพื่อให้เนื้อแท้ของความเป็นลาว ซึ่งวารสารสไปซี่ไม่ได้กล่าวนั้นก็ยังมี และสำคัญที่สุดนั้นก็คือ คนลาวทั้งชาติ รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี และวัฒนธรรม ที่มีอยู่ ถึงจะเป็นประเทศน้อย และรักความสงบ แต่เมื่อมีภัยยามใด ปวงชนทุกชนเผ่าก็สามัคคีกันต่อสู้ดั่งคำว่า 'เห็นว่ามดตัวน้อย อย่าคิดว่าข่มเหงได้ หากว่ามดได้รวมแรงกันเข้า ก็ฆ่าช้างได้'..."

เป็นประโยคตบท้ายบทความที่ปลุกเร้าจิตใจรักชาติของคนลาว อันไม่ต่างจากกรณี 'นิโคล' กับแม่หญิงลาว

สำหรับปฏิกิริยาจากภาครัฐ กรมข่าว กระทรวงต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ส่งเรื่องผ่านสถานทูตไทยในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อเรียกร้องให้นิตยสารสไปซี่ ลงบทความขอโทษประชาชนลาวในนิตยสาร เนื่องจากบทความที่ออกไปก่อนหน้าที่ถือเป็นการดูถูกประชาชนลาวอย่างรุนแรง ซึ่งในเวลาต่อมา ทางนิตยสารได้ทำหนังสือชี้แจงแสดงความเสียใจผ่านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศไทย ถือว่าเป็นการไม่ถูกต้องและไม่เพียงพอ

"ธรรมดาคนเรา ทำความผิดที่ไหนก็ควรจะไปแก้ที่นั่น การทำหนังสือชี้แจงให้กรมสารนิเทศไทยอย่างนั้น ประชาชนลาวจะรับทราบได้อย่างไร ถ้าทางนิตยสารมีความจริงใจและเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างไทยและลาว ก็สมควรทำการตีพิมพ์คำขอโทษในนิตยสาร" ยง จันทะลังสี เจ้ากรมข่าว กระทรวงการต่างประเทศลาว ในฐานะโฆษก กล่าว

พร้อมกันนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศลาว ยังต้องการให้สมาคมสื่อมวลชนของไทย ได้ทำการตักเตือนสมาชิกของตนเองให้ระมัดระวังในการเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน หาทางให้นิตยสารดังกล่าวตีพิมพ์คำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประชาชนลาว

"ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังดำเนินไปด้วยดี ไม่ควรที่จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาทำให้ประชาชนลาวเสียความรู้สึก เรื่องนี้เป็นเรื่องของเกียรติยศของประเทศชาติ ไม่ใช่การดูหมิ่นเฉพาะบุคคล เราจึงต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง" ยง กล่าว