รายงานพิเศษ / ผู้สื่อข่าวพิเศษ

บทเรียนจาก OPEN

นิตยสารโอเพน ฉบับลาพักร้อน คงหายไปจากแผงแล้ว คิดว่าหลายคนคงเคยได้อ่าน open here อันเป็นเสมือนบทนำและบทอำลาของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ก่อการทำคลอดนิตยสารฉบับนี้เมื่อ 6 พ.ศ.ที่ผ่านมา

'โญ' ได้เล่าประสบการณ์การทำนิตยสารเล่มหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา คนรุ่นใหม่ที่ริจะลงทุนทำนิตยสารน่าศึกษาบทเรียนของคนหนุ่มกลุ่มนี้

บ่อยครั้งที่เจอกันตามงานต่างๆ 'โญ' บอกกเล่าถึงสถานะของนิตยสารโอเพน โดยไม่ห่วงเรื่อง 'ภาพลักษณ์' หรือพูดง่ายๆ 'รักษาฟอร์ม' เพราะตระหนักดีว่า เขาทำธุรกิจหนังสือ ไม่ใช่พวกช่างฝันบนหอคอยงาช้าง

"แม้ยอดขายจะไปได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับความเป็นนิตยสารใหม่ แต่ความที่มีทุนน้อย ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนเงินทุนเริ่มต้นก็หมดเสียก่อน ต้องอาศัยหยิบยืมเงินจากพี่ๆ ที่รักใคร่กันบ้าง หมุนเวียนแลกเปลี่ยนเช็คบ้าง กู้หนี้ยืมสินบ้าง กว่าจะประคับประคองกิจการน้อยๆ มาได้แต่ละปี เรียกว่าสาหัสสากรรจ์อยู่

"การทำนิตยสาร จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติคอย่างที่หลายคนคิด..

"ตลอดระยะเวลาการทำงานหลายปีที่ผ่านมา ผมจึงไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนับสนุน แม้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ภาษีของกระดาษที่ใช้ผลิตหนังสือประเภทสาระความรู้จะถูกกว่าภาษีกระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือโป๊ แต่ในประเทศร้อนๆ และฝนตกชุกที่หนังสือโป๊ขายดีกว่าวรรณกรรมเยาวชนจะมีประโยชน์อันใดที่เราจะเอ่ยปากในเรื่องเหล่านี้

"กระทั่งการเรียกร้องให้เอเจนซี่โฆษณาในบ้านนี้เมืองนี้หัดทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมและวัฒนธรรมเสียบ้าง อย่างน้อยก็เพียงการแสร้งแสดงออกภายนอกในการให้การสนับสนุนนิตยสารคุณภาพ (ที่ขายดีด้วย) และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ

"ผมไม่ได้หมายถึงนิตยสารที่เราทำกันอยู่ แต่นิตยสารอย่างศิลปวัฒนธรรม สารคดี และอีกหลายฉบับที่กองบรรณาธิการมุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากกลุ่มคนทำงานด้านการวางแผนสื่อเท่าที่ควร

"ในด้านหนึ่ง คนทำงานฝ่ายสร้างสรรค์ต่างแสวงหาความรู้จากนิตยสารเหล่านี้เพื่อต่อยอดในการคิดของตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรจะส่งกำลังบำรุงคืนกลับให้คนทำหนังสือกลุ่มนี้พอมีเรี่ยวแรงยืนหยัดได้ต่อเนื่อง กลับไม่เคยมีใครใส่ใจ

"ด้วยข้ออ้างที่ว่าเชยบ้าง หนักบ้าง เครียดบ้าง มีคนอ่านน้อยบ้าง ทั้งๆ ที่ข้อสรุปเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดเอาเองทั้งสิ้น

"ด้วยข้อมูลทั้งหลายที่ใช้กันอยู่ในวงการโฆษณานั้นหาได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงเป็นที่ตั้ง

"นิตยสารจึงจำเป็นต้องสร้างยอดพิมพ์ ยอดสมาชิก ยอดขายลวงๆ

"เพื่อให้เอเจนซี่ใช้คณิตศาสตร์คำนวณออกมาแล้วดูว่าคุ้มค่าในการลงโฆษณาอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็รู้กันดีอยู่ว่ายอดคนอ่านนิตยสารในประเทศนี้ไม่ได้สูงมากขนาดนั้น

"แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะทำงานอยู่บนความเท็จกันตั้งแต่ต้น จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความเท็จกันต่อไป ยอดพิมพ์ ยอดขายที่รู้กันในหมู่คนทำหนังสือตัวจริง จึงไม่เคยตรงกับยอดที่แจ้งต่อบริษัทโฆษณา

"เช่นเดียวกับธุรกิจท้งหลายในประเทศนี้ที่มักมีบัญชีมากกว่าหนึ่งเล่ม และยอดกำไรที่แจ้งต่อสรรพากรก็มักจะต่ำกว่ายอดจริงเสมอ ดำเนินการเช่นนี้กันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว...

"นิตยสารในยุคปัจจุบันจึงลดทอนความเป็นสื่อมวลชนที่สง่างามลงไปสู่การเป็นโบว์ชัวร์ขายเครื่องสำอาง แค็ตตาล็อกมือถือ กระทั่งเป็นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต บริษัทใดที่มีกำลังเงินมากพอจะสามารถซื้อได้ตั้งแต่หน้าปก บทบรรณาธิการ เนื้อใน จนกระทั่งห่อหุ้มเอาทั้งเล่มเลยก็ยังมี...

"เม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจโฆษณาที่ชี้เป็นชี้ตายนิตยสารอยู่ทำให้อำนาจในการกำหนดเนื้อหาของนิตยสารเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว จากสื่อผ่านทางเอเจนซี่ไปสู่มือเจ้าของสินค้าอย่างแยบยล"

มันเป็น 'ข้อเท็จจริง' ที่คนทำธุรกิจ และเมื่อต้อง "ปิด" ก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องเล่นลิเกกันให้ชาวบ้านร้านตลาดดู!!