|
ข่าวต่างประเทศ / สุดา มั่งมีดี อุซเบกิสถาน กับการเลือกปฏิบัติของตะวันตกไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบรรดาสาธารณรัฐในเอเชียกลาง ที่เคยอยู่ใต้การปกครองของอดีตสหภาพโซเวียต จะมีเหตุวุ่นวายทางการเมืองซ้ำรอยกัน ไม่ว่าจะเป็นยูเครนที่มี 'การปฏิวัติสีส้ม' หรือจอร์เจียที่มี 'การปฏิวัติกุหลาบ' ซึ่งล้วนมีเป้าหมายที่การโค่นล้มรัฐบาลที่จงรักกับอดีตสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐก็สนับสนุนการปฏิวัติไปสู่ประชาธิปไตยใน 2 ประเทศ แต่เหตุการณ์ที่อุบัติกับอุซเบกิสถานแตกต่างออกไป เหตุจลาจลเกิดขึ้นเมื่อผู้ประท้วงหลายพันคน ยกขบวนไปเรือนจำเพื่อปล่อยนักโทษร่วม 2,000 คนให้เป็นอิสระ เพราะไม่พอใจที่นักธุรกิจ 23 คน ถูกจับดำเนินคดีในเมืองอันดิจัน ทางตะวันออกของประเทศ ในข้อหาดำเนินกิจกรรมขัดกับรัฐธรรมนูญ และตั้งองค์กรอาชญากรรมและหัวรุนแรง การระเบิดอารมณ์แสดงความไม่พอใจกับการดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นความอึดอัดใจของประชาชนที่ถูกรัฐบาลละเมิดสิทธิอยู่เนืองๆ โดยนักธุรกิจเหล่านี้ถูกจับเมื่อเดือนมิถุนายน ข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มอาคราเมีย ซึ่งเป็นกลุ่มทางศาสนา ทั้งยังมีการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มนอกกฎหมายที่มีชื่อว่า ฮิซ-อุต-ตาฮีร์ โดยกลุ่มหลังนี้ถูกกล่าวหาว่าหนุนนำให้เกิดเหตุรุนแรงในอุซเบกิสถานเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน นอกจาก 2 กลุ่มที่ว่ามาแล้ว ยังมีนักเคลื่อนไหวที่ชื่อ อาครัม ยุลดาเชฟ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเรียกร้องให้มีการโค่นล้มรัฐบาลอุซเบกิสถาน ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ระบุว่า คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทางการ ในการกวาดล้างนักเคลื่อนไหวทางศาสนา ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาจากรัฐบาลทั้งหมดนั้น ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ อย่างสิ้นเชิง ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ ทางการอุซเบกิสถานได้ปิดกั้นข่าวสารจากต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็น บีบีซี และสถานีโทรทัศน์รัสเซีย ไม่ให้เผยแพร่รายงานข่าวสู่สายตาประชาชนในประเทศ เมืองอันดิจัน ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น อยู่ในเทือกเขาเฟอร์กานาซึ่งยากแก่การติดต่อกับโลกภายนอกอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อประกอบกับการปิดกั้นข่าวสาร ยิ่งทำให้เหตุการณ์ในเมืองนี้ดูคลุมเครือ ขณะที่กระบอกเสียงของรัฐก็มีแต่รายงานข่าวจากปากคำของประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ ที่บรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีภาพข่าวประกอบแต่อย่างใด ชาวเมืองมาร์กิลันคนหนึ่ง ปรารภว่า เขาและชาวเมืองคนอื่นๆ ไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองอันดิจัน แต่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นอย่างที่รัฐบาลระบุ ขณะที่ชาวเมืองเฟอร์กานากล่าวว่า รัฐบาลกำลังปิดบังความจริง เพราะโทรทัศน์ของอุซเบกออกอากาศแต่เพลง ขณะที่ข่าวที่ออกมาสู่โลกภายนอกนั้น ระบุว่าทางการได้ระดมทหารและรถถังเข้าไปในเมืองอันดิจัน เพื่อปราบปรามผู้ประท้วง และได้มีการยิงเข้าใส่ฝูงชน โดยฝ่ายค้านระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 700 คน ตำหนิสหรัฐ-อังกฤษตัวการ เครก เมอร์เรย์ อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำอุซเบกิสถาน แสดงความเห็นว่าอังกฤษและสหรัฐ มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุนองเลือดในอุซเบกิสถาน เพราะทั้งสองประเทศสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งปกครองประเทศแบบเผด็จการ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีคาริมอฟ ปกครองประเทศด้วยกฎเหล็ก ตั้งแต่อุซเบกิสถานได้รับอิสรภาพจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 และประเทศนี้ก็จัดเป็นพันธมิตรของสหรัฐในสงครามต่อต้านก่อการร้าย ทั้งที่มีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทรมานอย่างกว้างขวางในคุกของอุซเบกิสถาน อีกทั้งสหรัฐและอังกฤษยังเข้าไปใช้ฐานทัพอากาศของประเทศนี้ ในสงครามต่อต้านก่อการร้ายด้วย เมอร์เรย์ ซึ่งถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม ฐานพูดจาต่อต้านการปกครองของคาริมอฟ กล่าวหารัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์แห่งอังกฤษ ว่าใช้ข้อมูลที่อุซเบกิสถานรีดมาได้จากการทรมานนักโทษ มาเป็นข่าวกรองสำหรับต่อต้านก่อการร้าย เขากล่าวว่า ก่อนออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว เขาได้พบกับนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเมืองอันดิจัน และพยายามให้รัฐบาลอังกฤษ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่คนเหล่านี้ แต่ไม่สำเร็จ ด้านสหรัฐก็ถูกวิจารณ์เรื่องการเลือกปฏิบัติไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และตอนแรกทำเนียบขาวสร้างความตกใจให้นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ด้วยการกล่าวว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจอยู่เบื้องหลังเหตุนองเลือดครั้งนี้ แต่ผู้เห็นเหตุการณ์และนักวิเคราะห์กล่าวว่า ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลมากกว่า รวมถึงปัญหาต่างๆ อย่างการคอร์รัปชันและความยากจน ต่อมาโฆษกทำเนียบขาวจึงเปลี่ยนเป็นกล่าวว่าชาวอุซเบกิสถานต้องการเห็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนมากกว่านี้ แต่การให้ได้มาซึ่งเป้าหมายดังกล่าว ควรกระทำอย่างสันติวิธี แหล่งรีดความลับ เชื่อกันว่าอุซเบกิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในโครงการ 'ถอดความ' อันเป็นโครงการลับสุดยอดซึ่งหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) จัดส่งผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายไปยังประเทศที่ 3 เพื่อใช้วิธีทรมานซึ่งไม่สามารถกระทำได้ในสหรัฐ หนังสือพิมพ์หลายฉบับของสหรัฐรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยหลายสิบคน ถูกส่งตัวไปที่คุกในอุซเบกิสถาน ซีไอเอไม่เคยพูดถึงโครงการนี้อย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลเที่ยวบินที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สได้มาเมื่อต้นเดือน ระบุว่า เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับซีไอเอได้ลงจอดที่กรุงทาชเคนต์ของอุซเบกิสถาน โดยเครื่องบินลำนี้มีหมายเลขเดียวกับเครื่องบินที่ใช้ขนส่งนักโทษทั่วโลก และการติดตามพบว่ามีการบินอย่างน้อย 7 เที่ยวช่วงปี 2545-2546 โดยมีเป้าหมายที่ตะวันออกกลางและยุโรปด้วย อันตรงกับข้อมูลที่ระบุว่าประเทศอื่นที่ถูกใช้ในโครงการ 'ถอดความ' รวมถึงอียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน ซีเรีย และโมร็อกโก ขณะที่จากปากคำของนักโทษจำนวนหนึ่ง รวมถึงเมเฮอร์ อาราร์ ชาวแคนาดา ที่ได้รับการปล่อยตัว ระบุว่า พวกเขาถูกทรมานและล่วงละเมิดระหว่างถูกคุมขัง เมื่อปีที่แล้ว กลุ่มฮิวแมนไรท์วอชท์ เปิดเผยรายงาน 319 หน้าเกี่ยวกับการทรมานของหน่วยรักษาความปลอดภัยอุซเบกิสถาน โดยระบุว่า รัฐบาลใช้การทรมานและการข่มขู่ชาวมุสลิม พร้อมจับคนไปเข้าคุก 7,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน รวมถึงชายคนหนึ่งชื่อมูซาฟาร์ อาโวซอฟ ซึ่งถูกลวกจนตายเมื่อปี 2545 นอกจากนั้นการข่มขืนผู้ชายและผู้หญิงยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสอบปากคำ การเลือกปฏิบัติของสหรัฐต่อกรณีอุซเบกิสถาน มีให้เห็นเด่นชัดแม้แต่บนเวบไซต์ของกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็ยังกล่าวหาตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอุซเบกฯ ว่าใช้วิธีทรมานในการสอบสวน ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงก็ยังให้เงินช่วยเหลือแก่หน่วยงานรักษากฎหมายของอุซเบกฯ เมื่อปี 2545 จำนวน 79 ล้านดอลลาร์ พฤติกรรม 'ปากว่าตาขยิบ' ของมหาอำนาจตะวันตกนี้ สะท้อนออกมาในคำพูดของนายเมอร์เรย์ ที่วิจารณ์ว่าสหรัฐและอังกฤษเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับอุซเบกิสถาน แต่กลับหยิบเรื่องการกดขี่ประชาชน มาเป็นเหตุผลหนึ่งในการทำสงครามกับอิรัก ***********************เรื่องน่ารู้อุซเบกิสถาน0 เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล มีชายแดนติดกับคาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน, อัฟกานิสถาน และเติร์กเมนิสถาน 0 มีประชากรมากสุด 26 ล้านคน ในบรรดา 5 อดีตสาธารณรัฐในสหภาพโซเวียตที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลาง 0 นับแต่ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 อุซเบกิสถานอยู่ใต้การปกครองของประธานาธิบดีอิสลาม คาริมอฟ ซึ่งบริหารประเทศแบบกฎเหล็ก เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยอมไม่ได้กับการมีผู้ต่อต้าน 0 พวกหัวรุนแรงถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดหลายครั้งเมื่อปีที่แล้ว และความตึงเครียดได้ปะทุขึ้นมาระยะหนึ่งก่อนกลายเป็นการชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา 23 คนที่ถูกจับข้อหาหัวรุนแรง 0 ถูกวิจารณ์หนักจากตะวันตกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จนธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาของยุโรปชะลอโครงการปล่อยกู้ออกไป 0 หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีนักโทษศาสนาและการเมืองอย่างน้อย 6,000 คนในอุซเบกิสถาน 0 เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศสำคัญของสหรัฐ และเป็นพันธมิตรในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย 0 มีปริมาณน้ำมันและก๊าซสำรองมหาศาล เป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตทองของโลกและผู้ผลิตฝ้ายอันดับ 5 ของโลก 0 การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ล่าช้าและควบคุมที่เข้มงวดของทางการ ทำให้มาตรฐานการครองชีพลดลง ค่าแรงเฉลี่ยเดือนละ 30 ดอลลาร์
|