จดหมายจากฮาร์วาร์ด / เทพชัย หย่อง

'บีบีซีไทย'? ขอให้ทำจริงเถอะน่า

ถึงจะอยู่ไกลถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทันทีที่ได้อ่านข่าว คุณสุรนันท์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์พร้อมดันทีวีช่อง 11 เทียบชั้นบีบีซีของประเทศอังกฤษ ผมก็อดที่จะส่งกำลังใจข้ามน้ำข้ามทะเลนับหมื่นกิโลเมตรมาให้ท่านไม่ได้

เพราะผมเองก็อยากเห็นบ้านเรามีทีวีดีๆ สักช่องที่ยึดเอาผลประโยชน์และความต้องการของคนในสังคมเป็นหลัก

ไม่ใช่มีหน้าที่เป็นแค่กระบอกเสียงที่คอยรับใช้ใครก็ตามที่บังเอิญเข้ามามีอำนาจในขณะนั้น

หรือคอยเอาแต่ยัดเยียดข่าวหรือรายการที่เลียแข้งเลียขาหรือยกก้นรัฐบาลตาม 'ใบสั่ง' ที่ได้รับมา

แต่เป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา โดยฝ่ายข่าวหรือผู้บริหารสถานีไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะทำให้ 'ผู้ใหญ่' หรือนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจไม่พอใจ

ผมพยายามมองโลกในแง่ดีครับ และพยายามบอกตัวเองว่าคุณสุรนันท์ในฐานะที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่คงกล้าคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ และมองอะไรที่แตกต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ไม่คิดอะไรมากไปกว่าการขอเข้ามามีอำนาจ ขอมีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลเพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อวงศ์ตระกูลหรือเพื่อสร้างบารมีทางการเมืองให้กับตัวเอง

แต่อีกใจหนึ่งผมก็ต้องเตือนตัวเองว่าคุณสุรนันท์ไม่ใช่นักการเมืองหรือรัฐมนตรีคนแรกที่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าจะเข้ามาปรับปรุงบทบาทและการทำงานของกรมประชาสัมพันธ์

และก็ไม่ใช่ครั้งแรกเหมือนกันที่ผมได้ยินรัฐมนตรีที่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ วาดฝันว่าจะยกระดับสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ให้เทียบเท่า 'บีบีซี' ของอังกฤษ

ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนที่พูดนั้นเข้าใจความหมายของ 'บีบีซี' แค่ไหน เพราะแค่คิดเอากรมประชาสัมพันธ์ของบ้านเราไปเทียบกับ 'บีบีซี' ก็พูดกันคนละเรื่องแล้ว

'บีบีซี' ซึ่งย่อมาจากชื่อเต็มว่า 'British Broadcasting Corporation' หรือ 'บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ' ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อรับใช้ประชาชน ในขณะที่ภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ คือการทำประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐและหน่วยงานของรัฐ ประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่เป็นเรื่องรอง

'บีบีซี' มีระบบการบริหารและการควบคุมที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้ มีคณะบริหารสูงสุดคือ 'คณะผู้ว่าการ' ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากบุคคลในวงการต่างๆ 12 คนซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชินีของอังกฤษ

หน้าที่สำคัญที่สุดของคณะผู้บริหาร คือการเป็นตัวแทนของประชาชนในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของ 'บีบีซี' และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การคอยปกป้องความเป็นอิสระของสื่อทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ชายคาของ 'บีบีซี' ซึ่งมีทั้งสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุนับสิบคลื่น

นักการเมืองอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นระดับนายกรัฐมนตรีหรือเมียนายกฯ หรือแม้แต่คนหิ้วกระเป๋าให้นายกฯ ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของ 'บีบีซี' ประเภทเห็นข่าวอะไรบนหน้าจอแล้วเกิดไม่พอใจ ยกหูโทรศัพท์โวยวายกับอธิบดีกรมฯ หรือผู้อำนวยการสถานี หรือเที่ยวสั่งห้ามคนโน้นคนนี้โผล่หน้าจอเหมือนบ้านเรา รับรองได้ไม่มีครับ

'บีบีซี' ไม่ต้องกลัวนักการเมือง เพราะไม่ได้ง้อเงินจากรัฐบาล ทุกวันนี้รายได้ของ 'บีบีซี' มาจากภาษีพิเศษที่เก็บเป็นรายเดือนจากชาวอังกฤษ บ้านไหนมีเครื่องรับโทรทัศน์ก็ต้องมีหน้าที่จ่ายเงินบ้านละ 9.67 ปอนด์ (ประมาณ 670 กว่าบาท) ต่อเดือน

เพราะฉะนั้น 'เจ้านาย' ที่แท้จริงของ 'บีบีซี' คือประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองหรือรัฐบาล และชาวบ้านเมืองผู้ดีเขาก็ยอมจ่ายเงินอุดหนุน 'บีบีซี' กันอย่างพร้อมเพรียง เพราะทุกคนก็อยากให้สังคมตัวเองมีสื่อที่เป็นกลาง และเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง

นักการเมืองขืนเข้าไปยุ่มย่ามกับการทำงานของ 'บีบีซี' รับรองได้ โดนชาวบ้านเหยียบตายแน่

ถึงแม้ โทนี แบลร์ จะเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีสิทธิสั่งให้ 'บีบีซี' ถ่ายทอดสดคำปราศรัยของตัวเอง หรือให้ไปทำข่าวกิจกรรมของพรรคหรือข่าวลูกชายตัวเอง หรือญาติพี่น้องเปิดตัวสินค้า (เหมือนที่ผู้นำในประเทศด้อยพัฒนาเขาทำกันจนเป็นเรื่องปกติ)

แม้แต่สั่งเบรกข่าวที่รัฐบาลไม่ชอบใจ โทนี แบลร์ยังสั่งไม่ได้เลย ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันแล้วเมื่อประมาณสองปีก่อน เมื่อสถานีวิทยุ 'บีบีซี' เปิดเผยข้อมูลว่า รัฐบาลของนายแบลร์นี่แหละทำการประโคมข่าวเกี่ยวกับโครงการอาวุธร้ายแรงของ 'ซัดดัม ฮุสเซน' อดีตจอมเผด็จการของอิรัก จนเกินความเป็นจริงเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะร่วมกับสหรัฐบุกอิรัก

กลายเป็นเรื่องเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับ 'บีบีซี' อยู่หลายเดือน ผมนึกภาพไม่ออกครับว่า ช่อง 11 หรือสถานีวิทยุในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์จะกล้าทำอะไรขนาดนั้นได้ อย่าว่าแต่ถึงขั้นท้าทายหรือเผชิญหน้ากับรัฐบาลเลยครับ แค่อธิบดีไม่ยอมรับเด็กฝากของนักการเมืองสักคน ก็เป็นเรื่องแล้ว

เพราะฉะนั้นการจะทำให้ช่อง11 หรือสถานีวิทยุในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์ เป็น 'บีบีซีไทย' นั้น คนในวงการสื่อเชื่อว่ามันเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ

แต่ผมขอเชียร์ให้คุณสุรนันท์เดินหน้าในเรื่องนี้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น สั่งเป็นนโยบายลงไปเลยครับว่าจากนี้ไปตั้งแต่อธิบดีกรมลงไปจนถึงผู้อำนวยการสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนหัวหน้าข่าวและนักข่าวทั้งหลาย ไม่ต้องไปฟังเสียงนักการเมืองหรือ 'ผู้ใหญ่' คนไหนทั้งสิ้น

ขอให้ทุกคนยึดแนวทางการทำงานของ 'บีบีซี' เป็นแม่แบบ รายงานข่าวและวิเคราะห์ข่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องคอยมองหน้ามองหลังว่าจะมีใครในทำเนียบรัฐบาลหรือในพรรครัฐบาลคอยเล่นงานหรือไม่

อะไรที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรี หรือคนในพรรครัฐบาล ทำไม่ถูกหรือทำไม่เข้าท่า ขอให้เปิดโปงแบบไม่ต้องเกรงใจใคร อย่างเช่นกรณีรับเงินใต้โต๊ะในโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ช่อง 11 สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ทุกคลื่นต้องเป็นผู้นำในการเสนอข่าว หาทางกระชากหน้ากาก 'ไอ้โม่ง' ที่รับเงินสินบนไปจนกระเป๋าตุงให้ได้

สื่อทุกสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ต้องเป็นเวทีให้คนจากทุกวงการ ทั้ง 'ขาประจำ' และ 'ขาจร' แสดงความเห็นได้เต็มที่ ไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์ ไม่ต้องมีการแบน

ถ้ามีใครบังอาจส่ง 'ใบสั่ง' ให้ไปทำข่าวโน้นข่าวนี้ หรือให้ไปสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ ขอให้ฝ่ายข่าวโยนทิ้งถังขยะไปได้เลยครับ เพราะงานแบบนี้ 'บีบีซี' ของอังกฤษเขาไม่รับ 'บีบีซีเมืองไทย' ก็ไม่รับเหมือนกัน

และถ้าจะพิสูจน์ความเป็นอิสระตามแบบฉบับของ 'บีบีซี' จริงๆ ก็ต้องให้ฝ่ายข่าวมีสิทธิตัดสินใจเองได้ว่าจะถ่ายทอดสดรายการ 'นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน' ทุกเช้าวันเสาร์หรือไม่

รับรองได้ครับว่า ถ้าคุณสุรนันท์ทำได้ทั้งหมดตามที่ผมว่ามา 'บีบีซีไทย' เกิดแน่ครับ

ยังไงๆ ผมก็เชื่อมือนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างคุณสุรนันท์ ว่าต้องทำได้แน่ และอีกอย่างงานมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ขอเพียงให้มีความกล้าทางการเมืองเท่านั้นแหละ

ยิ่งท่านนายกฯ ซีอีโอของเราพูดแล้วพูดอีกว่าสื่อบ้านเรามีเสรีภาพเต็มที่ รัฐบาลไม่เคยเข้าไปยุ่งหรือเข้าไปแทรกแซง ก็ยิ่งน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี เหมือนการให้ท้ายทางอ้อม

เพราะฉะนั้น อย่ารอช้าเลยครับคุณสุรนันท์ เดินหน้าสร้าง 'บีบีซีไทย' ให้เกิดขึ้นโดยเร็วเลย ชาวบ้านเขารอดูรอฟังอยู่ครับ