รายงานพิเศษ / อัญชลี เฉลียวชาติ

อาภัสรา หงสกุล

เคล็ดไม่ลับสู่การเป็น 'มิสยูนิเวิร์ส'

คึกคักขึ้นทุกขณะกับเวทีการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2005 ระหว่างวันที่ 13-31 พฤษภาคม 2538 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วเมื่อปี 2535 และเหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ก็จะทราบผลว่าสาวงามทั้ง 81 ประเทศ ใครจะเป็นผู้พิชิตตำแหน่งนางงามจักรวาล 2005 ไปครองในวันประกวดจริง 31 พฤษภาคม 2548 เวลา 06.00 น. ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

จะปรากฏภาพสาวงามจากประเทศไทย 'น้องน้อด - ชนันภรณ์ รสจันทน์' มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2548 ได้สวมมงกุฎมูลค่า 10 ล้านบาท พร้อมกับที่คนไทยทั้งประเทศจะมีโอกาสได้ฉลองตำแหน่งนางงามจักรวาลคนที่ 3 ของประเทศหรือไม่ คงต้องลุ้นกันต่อไป

แต่หลายคนคงมิอาจลืมเลือนภาพความประทับใจกับอดีตนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และคนแรกของทวีปเอเชีย เมื่อปี 2508

เธอคนนั้นชื่อ 'อาภัสรา หงสกุล' เจ้าของตำนานวลี 'หนึ่งในร้อย'

"ตอนนั้นรู้สึกว่าความฝันของเรามาถึงแล้ว สมัยเด็กเคยฝันอยากสวมมงกุฎนางงาม เห็นมงกุฎกระดาษสวยๆ ที่ไหนเป็นต้องซื้อมาสวมเล่นเสมอ พอคุณพ่อชวนให้กลับมาประกวดนางสาวไทยเลยตอบตกลง"

อาภัสราย้อนอดีตเส้นทางนางงามจักรวาลกับทีมงาน 'เนชั่นสุดสัปดาห์' ซึ่งเพลาผ่านไปถึง 37 ปีเต็มว่า ณ วันนั้นเธออายุเพียง 18 ปี กำลังศึกษาระดับไฮสคูลที่โรงเรียนปีนังคอนแวนต์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างนั้นเพื่อนของพ่อ (น.อ.เพิ่ม หงสกุล) ได้แวะไปเยี่ยมที่บ้านในกรุงเทพฯ แล้วบังเอิญเห็นรูปถ่ายของ 'หนูปุ๊ก' ที่ตั้งโชว์อยู่ ก็ชมว่าหน้าตาสวยงาม อ่อนหวาน ตาดำกลมโตสดใส น่าจะเข้าประกวดนางสาวไทย

คุณพ่อของเธอเลยเขียนจดหมายไปถามลูกสาวว่าสนใจมั้ย

"พอสอบเสร็จปิดภาคเรียนเทอมนั้น ปุ๊กก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ มาสมัครเข้าประกวดนางสาวไทยทันที จำได้ว่าใช้เวลาเตรียมตัวอยู่ 2 สัปดาห์ เข้าคอร์สลดน้ำหนัก เข้าคอร์สประทินผิว อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม ฝึกอบรมมารยาทและการเดินอยู่ 2-3 ครั้งก็สอบผ่าน ตอนนั้นมั่นใจมากว่าเราต้องติด 1 ใน 5 แน่นอน"

เธอย้ำว่า การให้คะแนนสมัยนั้น ละเอียดกว่าสมัยนี้มาก ถึงขนาดใช้กล้องส่องดูหลังเวทีว่า ระหว่างพี่เลี้ยงกับนางงามแต่งตัวกันอย่างไร ทั้งการวัดตัว ยืนหันหน้า หันหลัง ดูหน้าตา ดูฟัน จับดูมือหงายหน้าหงายหลัง เรียกว่าไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่นาทีเดียว ตรวจกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า

ด้วยความเป็นเด็ก บางครั้งเธอตื่นมาหวีผมเสร็จก็ขึ้นไปเดินบนเวทีเลย อาศัยความสวยสดใสของสาวแรกรุ่น บวกกับบุคลิกยิ้มแย้ม แจ่มใส ที่พกพาความน่ารักมาเต็มเปี่ยม ในที่สุดเธอก็สามารถพิชิตใจกรรมการได้ครองมงกุฎนางสาวไทยประจำปี 2507 มาครอง

หลังจากปฏิบัติภารกิจของนางสาวไทยได้ระยะหนึ่ง เธอต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ปีนังพร้อมๆ กับการเตรียมตัวเดินทางไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแมนนี ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2508

ก่อนเดินทางเธอได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

"พระองค์ท่านทรงเมตตามาก ทรงเป็นกำลังใจให้ปุ๊กมากๆ ท่านทรงพระกรุณาแนะนำว่าให้รักษาความเป็นไทยเอาไว้ ให้นำความเป็นไทยไปเผยแพร่ ปุ๊กเลยสวมชุดไทยทุกวัน และหัดรำไทยไปโชว์ เสื้อผ้าแต่ละชุดท่านชายไกรสิงห์ วุฒิชัย ท่านทำให้ด้วยฝีพระหัตถ์ สวยงามมาก"

ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ รอยยิ้ม

คนไทยมีรอยยิ้มที่จริงใจ เป็นเอกลักษณ์และเป็นยิ้มที่มีความอบอุ่น กับการมีกิริยามารยาทสุภาพ อ่อนน้อม นับเป็นสองส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลในครั้งนั้น

ในฐานะที่เคยเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินมิสยูนิเวิร์สถึง 3 ครั้ง หลังจากที่ได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาล เธอให้ความเห็นว่า ไหวพริบปฏิภาณในการตอบคำถาม มีผลต่อการเป็นเจ้าของมงกุฎมาก เพราะผู้จัดการประกวดย่อมต้องการคนที่สามารถพูดเพื่อการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภารกิจของมิสยูนิเวิร์สได้

รวมทั้งต้องให้สัมภาษณ์ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวมากมาย

จำได้ว่า เพียงไม่กี่นาทีที่จะได้สวมมงกุฎ คณะกรรมการผู้ตัดสินได้ถามเธอว่า ถ้าหากชาวต่างชาติไปเที่ยวเมืองไทย เธอจะพาไปที่ไหน เธอตอบว่าจะพาไปเที่ยววัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อกราบไหว้พระแก้วมรกต พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประเทศไทย

และเมื่อถูกถามว่า ทำไมประเทศถึงเปลี่ยนชื่อจาก 'สยาม' มาเป็น 'ไทย'

"ปุ๊กก็ตอบไปว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้อิสระแก่ประชาชน อิสระเป็นความหมายที่ดี เราจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ไทย"

ไหวพริบปฏิภาณดังกล่าว ยังผลให้ทั่วโลกต้องจารึกชื่อ 'อาภัสรา หงสกุล' สาวงามจากแดนสยาม ไว้ในทำเนียบนางงามจักรวาล

ภารกิจแรกที่ได้รับหลังจากครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส คือไปร่วมงานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในงานเอ็กซ์โปที่ศาลาไทย ประเทศแคนาดา ของกระทรวงเศรษฐการ หรือกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นได้ไปช่วยบริหารสถานเสริมความงามครบวงจรแห่งแรกของไทยชื่อ 'สเลนเดอร์ลีน' ของ 'บุญทิวา' มารดาของ 'ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร' ประมาณสักปีครึ่ง ประสบความสำเร็จมาก จากนั้นได้บินไปทำหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

แหละวันนี้...

เธอในฐานะตัวแทนหญิงไทยที่เคยครอบครองมงกุฎแห่งความงามอันเป็นอมตะ ก็ได้ออกมาทำหน้าที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2005 ในฐานะอดีตนางงามจักรวาล ทำหน้าที่ให้การแนะนำประเทศไทยสู่ชาวโลก และช่วยต้อนรับเพื่อนนางงามจาก 81 ประเทศ

"รู้สึกดีใจที่ไทยมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สอีกครั้ง เพราะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้โปรโมทประเทศ มีการแนะนำแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสุดท้ายจะทำให้มีคนอยากมาเที่ยว และจะมีรายได้เข้าประเทศ เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น"

โดยเหตุผลส่วนตัว เธออยากจะบอกชาวโลกว่า ประเทศไทยมีความงดงามทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเมืองไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม

ในฐานะ 'นางงามรุ่นพี่' อาภัสราได้แนะนำ 'นางงามรุ่นน้อง' อย่างน้องน้อด สำหรับเคล็ดลับในการพิชิตมงกุฎว่า ไม่ต้องเครียด ทำตัวสบายๆ ให้เป็นธรรมชาติ

ที่สำคัญ ต้องทำตัวให้เป็นไทย

"น้องน้อดมีจุดเด่นหลายอย่าง เธอเป็นคนน่ารัก เรียบร้อย รูปร่างหน้าตาก็สวยแบบไทยๆ ตรงนี้เป็นที่นิยม เป็นที่ชื่นชอบของชาวโลกอยู่แล้ว ก็หวังว่าน้องน้อดจะได้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในการประกวดครั้งนี้"

นั่นคือประสบการณ์ชีวิตบนเวทีความงามของผู้ที่ชื่อว่า 'อาภัสรา หงสกุล' จากวันนั้นจวบวันนี้ ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นเจ้าของความงามอันอมตะ ที่เจ้าตัวยิ้มรับอย่างภาคภูมิใจ

"ปุ๊กต้องดูแลเรื่องความสวย ความงามของตัวเองมาตั้งแต่อายุ 17 ปี ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ เข้าคอร์สเสริมความงามมาตลอดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปแล้ว"

อาภัสราสั่งสมประสบการณ์ด้านนวัตกรรมความงามมาตั้งแต่ก่อนขึ้นประกวดนางสาวไทย

จากที่เคยเป็นผู้ใช้บริการ มาเป็นเจ้าของกิจการ

ประสบการณ์ด้านการบริหารสถาบันความงามของสเลนเดอร์ลีน ทำให้เธอไม่ลังเลที่จะร่วมบริหารงานสถาบันความงามอีกครั้งกับพันธมิตรต่างประเทศ ผุด 'Apasra's Beauty Slimming Spa' ขึ้นบนพื้นที่ 200 ตารางวา ย่านถนนรัชดาฯ กรุงเทพฯ ด้วยเงินทุน 50 ล้านบาท จนสามารถขึ้นทำเนียบสถาบันความงามระดับชั้นนำของประเทศเพียงไม่กี่ปี โดยมีลูกชายคนโต 'โจ้' ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร ช่วยบริหาร

ทุกอย่างเหมาะเหม็งดังที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้กระแสการดูแลสุขภาพในลักษณะการให้บริการแบบสปาในเมืองไทยกำลังมาแรง

ไม่ว่าจะมีคู่แข่งมากมายแค่ไหน เธอบอกว่า จุดขายของที่นี่ก็คือสร้างความงามด้วย Hi-Tech ในราคาที่เรียกว่าเป็น Low Cost

"ดิฉันอยากให้สุภาพสตรีทุกคนได้รับสิ่งดีเหมือนอย่างที่ตัวเองได้รับ และราคาต้องเป็นไทย เรียกว่าไม่รวยก็สวยได้ ที่นี่เน้นการรักษาความงามและการบำรุงความงามทั้งใบหน้าและเรือนร่างในบรรยายกาศแบบสปา คือ มีเพลงฟัง สงบเรียบ มีห้องส่วนตัว มีคอร์สปาพิเศษแถม อาทิเช่น การนวดด้วยหินร้อนหรือการใช้น้ำบำบัดในรูปแบบของสปาจริงๆ"

แต่ถ้ามองให้ลึกจริงๆ จุดขายของสถาบันน่าจะอยู่ที่ความเป็น 'มิสยูนิเวิร์ส' ของเธอต่างหาก เพราะเห็นแค่ชื่อก็รู้ทันทีว่าสถาบันแห่งนี้มีความงามอันเป็นอมตะของอาภัสราเป็นเครื่องหมายการค้า

และมีเธอคอยทำหน้าที่ทูตความงามประจำสถาบัน ที่มีสมาชิกหรือลูกค้าประจำให้บริหารความสัมพันธ์ประมาณ 600 คน

"ยอมรับค่ะว่าชื่อของอาภัสรามีส่วนอย่างยิ่งในการดึงดูดใจลูกค้า ฉะนั้น ถ้าใครมาหาเราแล้ว เราจะดูแลเขาอย่างดี เพื่อให้เขากลับมาหาเราอีก และพูดกันปากต่อปาก"

ถามว่าธุรกิจตัวนี้จะคืนทุนเมื่อไหร่ ตอนนี้คงตอบไม่ได้ เพราะงบในการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวเครื่องจักร แต่สิ่งที่ได้คือ ความสุขที่ได้ให้บริการความสวยความงามกับคนไทยทุกคน

"การดูแลรักษาสุภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรเราถึงจะดูดี ผิวพรรณดี หน้าตาดี หุ่นดี บุคลิกดี เป็นเรื่องที่เราต้องบำรุงรักษาและดูแลเป็นอย่างดี ปุ๊กถึงให้ความสำคัญกับตรงนี้มาตลอดตั้งแต่สาวๆ แล้ว"

นี่คือ วิถีความงามของ 'อาภัสรา หงสกุล' นางงามจักรวาลคนแรกของไทย