รายงานพิเศษ / กตัญญู ประยุกต์ศิลป์

wristband 'สันติ'

ดอกผล ปชป.วัยทีน

มีคุณค่ามากกว่าแฟชั่น?

ตั้งแต่กระแส 'สายรัดข้อมือ' หรือ wristband กำเนิดเกิดขึ้นในต่างประเทศ กระทั่งไหลเข้าสู่บ้านเราเมื่อต้นปี 48 ราคาตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทที่วางขายเกลื่อนกลาด จนถึงราคาสูงนับพันบาท ไม่นับแท้ เทียม หรือ ปลอม

หากวัดกันที่คุณค่าของความเป็นแฟชั่นแล้ว วันนี้ดูเหมือนว่าความนิยมจะลดลงไป ทั้งยังมีคนทำออกมามากมาย แทบจดจำความหมายกันไม่หมด

ในทางกลับกัน หากผู้สวมใส่ยังคงเข้าถึงเจตนารมณ์ของสายรัดข้อมือนี้แล้ว ความเป็นแฟชั่นเห็นทีจะหมดความหมายไป

และที่ดียิ่งกว่าก็คือ ความตั้งใจของหลายที่มาจะยังคงทรงคุณค่า เช่นเดียวกับความมุ่งมาดของ ลูกแม่พระธรณีบีบมวยผม 'พรรคประชาธิปัตย์'

0 0 0

หลังการแถลงข่าวแบบไม่ค่อยเอิกเกริกนัก เมื่อวันแรงงานที่ผ่านมา โดยรองโฆษกพรรคหน้ามน ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการผลิตสายรัดข้อมือนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเพื่อระดมทุนช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ความคิดนี้มาจากทางผู้บริหารพรรคที่ร่วมกันปรึกษาว่าอยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ เพราะว่าในหลายกรณี ทั้งทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่นั่น บางทีอาจจะยังไม่ได้รับการดูแล"

งานนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงดูเป็นพรรคการเมืองแรกและพรรคเดียวที่จับกระแสนี้มาเล่น ชนิดที่อาจสั่นสะเทือนวงการให้ได้ตื่นเต้นกัน

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า 'ช้า' และ 'เงียบ' ไปหรือเปล่า? สำหรับการเปิดตัวสายรัดข้อมือสีขาวสะอาดตาครั้งนี้ ขณะที่กระแสริสต์แบนด์เกือบจะกลายเป็นแค่กำไลยางซิลิโคนธรรมดาๆ

"เดิมทีเราอยากที่จะผลิตในประเทศจีน แต่ว่าเนื่องจากเวลามันกระชั้นมากเราก็เลยต้องหันมาผลิตในประเทศไทย นอกจากนี้ทางพรรคต้องใช้เวลาในการวางแผนและศึกษาขั้นตอน ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของการดำเนินการ"

นั่นเป็นคำชี้แจงของหล่อจิ๋วต่อคำถามถึงความล่า ส่วนคำถามว่าดูจะเงียบไปหรือเปล่านั้นสำหรับการประกาศตัว และการทำประชาสัมพันธ์ รองโฆษกพรรคคนนี้ก็มีคำตอบ

"การที่จะเปิดตัวเอิกเกริกเสียทีเดียว ก็อาจจะไม่เหมาะสมก็เป็นได้ ก็ต้องดูต่อไป เพราะว่าเราจะเน้นที่ออกไปหลายพรรคหลายที่ หลายจังหวัดด้วย ซึ่งเราจะเน้นที่กิจกรรมสนับสนุนการจำหน่าย และมีการรณรงค์เพื่อให้เกิดสันติภาพในประเทศไทย แต่เราก็ต้องดูว่าความเหมาะสมอยู่ที่ไหน'

จะว่าไป หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ปรับท่าทีเน้นการเมืองแบบสร้างสรรค์ ตั้งแต่นำเสนอ 'สมัชชาประชาธิปัตย์' ให้ประชาชนที่สนใจเหตุบ้านการเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์การเมืองไทยแล้ว

ประชาธิปัตย์ยังมี 'สภากาแฟ' ออกมา เมื่อวัยวันครบรอบ 59 ปีของพรรค 6 เมษายนที่ผ่านมา กระทั่งแล้วเสร็จเป็นรูปเป็นร่างเอาเมื่อหลังสงกรานต์ ประเดิมสาขาแรกที่ซอยเย็นอากาศ พื้นที่เขต 7 ยานนาวา ของ ส.ส.หนุ่ม ฉายาหล่อโย่ง กรณ์ จาติกวณิช

ความคาดหวังต่างๆ นานา ก็ถูกจุดประกายขึ้น ทำนองอยากเห็นประชาธิปัตย์ ฉลาดใช้ 'การตลาดการเมือง' กะเขาบ้าง หากหวังจะชิงชัยในศึกหน้า

ที่สุดเมื่อ ริสต์แบนด์น้องใหม่วัยทีน ที่ดูจะนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่ง 'ประชาธิปัตย์มาดใหม่' ได้รับการเปิดตัว

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ชนิดให้กำลังใจก็มีมาก แต่ชนิด 'ถล่มใส่' ก็มิใช่น้อย นอกเหนือจากช้าไปหรือเปล่า? ยังมีอีกหลายความเห็นที่เสียดกระดองใจอยู่ไม่น้อย อย่าง 'ลอกเขามา?'

เพราะหากใครที่เวียนวนอยู่หน้ากระดานแสดงกึ๋นของ เวบไซต์พันทิป จะรู้ว่าแนวคิดริสต์แบนด์ช่วยพี่น้องถิ่นด้ามขวานมีออกมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว จากเจ้าของนามแฝงว่า 'เอลวิส' เมื่อวันที่ 4 เมษายน แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ ความคิดนั้นยังคงลอยอยู่ในอากาศ

ขณะที่วันนี้เรากลับได้เห็นริสต์แบนด์สีขาวกับความมุ่งหมายเดียวกันออกมาเผยโฉมในนามพรรคประชาธิปัตย์แทน

ข้อความ 'สันติ' ที่พลพรรคประชาธิปัตย์ระดมสมองและสรรพกำลังคิดออกมา เป็นถ้อยคำไทยแสนเก๋บนสายรัดข้อมือยางอันนี้ ที่ต่างจากที่นายเอลวิสเสนอไว้ แม้มิอาจลบคำครหาว่าเลียนแบบ แต่รองโฆษกพรรคคนเดิมให้ความเห็นว่า

"ไม่ถือว่าเป็นการลอกใครมานะครับ เป็นความคิดที่ทางผู้บริหารพรรคได้คิดกันมานานแล้ว ต้องเรียนว่าทางพรรคอยากที่จะหาวิธีสร้างสรรค์ หาวิธีที่จะช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ ไม่ใช่การที่ไปลอกเลียนความคิดใครมา จริงๆ แล้วส่วนสำคัญอาจจะไม่ใช่สายรัดข้อมือด้วยซ้ำ แต่เป็นเจตนารมณ์ที่ดี ที่อยากมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบมาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น"

เช่นนั้น ประชาธิปัตย์ก็คงขโมยซีนจากรัฐบาล ฉวยโอกาสขณะที่หลายฝ่ายไม่ยอมรับการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง

"พรรคไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะขโมยซีนหรือความคิดใคร สิ่งที่พรรคต้องการบอกชัดเจนคืออยากมีส่วนร่วมในการเข้าไปสนับสนุนให้เกิดสันติภาพ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าคงมาถกเถียงกันไม่ได้ เราไม่มีเจตนาจะเข้าไปต่อว่าการกระทำ การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างเดียว ส่วนคำถามว่าเพราะเห็นว่ารัฐบาลช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึงหรือไม่เต็มที่นั้น ต้องขอบอกว่าในบางครั้งครับ ทั้งด้านทรัพย์สินและชีวิต ยังมีอีกมากมายที่ต้องการการดูแล"

ดูจะเป็นการตอบคำถามแบบประนีประนอม แตกต่างจากความเป็นประชาธิปัตย์แต่เก่าก่อน ที่มุ่งโจมตีรัฐบาลแบบสาดเสียเทเสีย ซึ่งครั้งหนึ่งแม้แต่การนำเสนอวิธีพับนกกระดาษ รณรงค์เพื่อความสมัครสมานสามัคคี เพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในนาม 'นกสันติภาพ' ก็ยังเคยถูกตำหนิ เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดนำนกไปแลกนม ทำนองไม่เห็นด้วยหากมองว่าเงินใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง

แล้วริสต์แบนด์ระดมทุน จะแตกต่างกันอย่างไร เพราะสุดท้ายก็อาจไม่ได้ช่วยให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีใดๆ เฉกเช่นหลังโปรยนกไปแล้ว วันนี้เราก็ยังคงเห็นผู้เคราะห์ร้ายปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์แทบไม่เว้นแต่ละวัน

"จะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมว่าอย่าไปมุ่งเน้นที่ตัวริสต์แบนด์ ควรจะไปมุ่งเน้นที่เจตนารมณ์ของพรรคก่อนว่าอยากทำอะไร เราก็บอกแล้วว่าผู้บริหารได้ไปพบกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

"ในบางครั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ซึ่งผมคิดว่าทางสื่อเองหรือว่าทางประชาชนก็ไปมุ่งเน้นที่ตัวริสต์แบนด์เป็นหลักเกินไป

"สิ่งที่ได้ชัดเจนคือ การที่เรามีกองทุนซึ่งสามารถเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ได้ หลายคนมาบอกว่าการมีกองทุนไม่ได้แก้ไขปัญหาความไม่สงบที่แท้จริง เราก็บอกว่าเราไม่ได้ต้องการตรงนั้น เราไม่ได้เล็งที่จะแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ซึ่งตรงนั้นมันเป็นปัญหาที่ลึกซึ้งมากมาย สิ่งที่เราเล็งก็คือว่าที่ได้รับผลกระทบในบางครั้ง ไม่ได้รับการดูแลดีเพียงพอ เราก็อยากจะไปดูแลบุคคลเหล่านี้"

ถ้าอย่างนั้นก็เหลือคำถามที่ว่า ริสต์แบนด์ 'สันติ' แตกต่างอย่างไรกับ 'นกสันติภาพ'

"อย่างที่ผมเรียนคือ การพับนก เป็นการพยายามรวบรวมส่งจิตใจไปถึงพี่น้องชาวไทยทุกคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ สามัคคี แต่ริสต์แบนด์ของเราก็คงจะเป็นในแง่ของการเงิน ที่แน่นอนว่าดูเป็นรูปธรรมมากกว่า เพราะว่ามีการจัดตั้งกองทุนขึ้น แต่ในแง่ของเจตนารมณ์ผมคิดว่าทั้งสองวิธี ก็เป็นวิธีที่พยายามจะแสดงเจตนารมณ์ที่คล้ายๆ กัน"

หากมองในแง่ดี ประชาธิปัตย์ก็มีเจตนารมณ์ที่ดีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าอาศัยกระแสแฟชั่นของวัยรุ่นเพื่อให้ง่ายต่อการเบิกทาง ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยอมรับ

"จริงๆ ก็มีอีกหลายวิธี แต่วิธีนี้ถือว่าเป็นที่นิยมกัน และก็ถือว่ามีการรณรงค์ในหลากหลายเรื่องมากในต่างประเทศ เราก็อยากจะนำตรงนี้มาเป็นจุดขายอันหนึ่งทั้งผู้ใส่ที่ให้ความนิยม และส่วนหนึ่งก็ถือว่าอิงแฟชั่นด้วยครับ"

แต่ความมุ่งมาดที่ดีก็ส่งผลดีต่อการดำเนินการครั้งนี้ เมื่อปรากฏว่าในวันนี้มีผู้สนใจสั่งจองมากมาย แม้ไม่ใช่วัยรุ่น

"ได้รับเสียงตอบรับดีมากๆ มีคนโทรมาไม่หยุดหย่อน ทั้งในกรุงเทพฯ หรือว่าไกลถึงศรีสะเกษ ภูเก็ต ยะลา ว่าจะสามารถจองซื้อได้อย่างไร และคนที่สนใจหลายคนเป็นผู้ที่มีอาวุโสมากกว่าด้วยซ้ำ ผมถึงบอกว่า เขาไม่ได้มองที่ตัวริสต์แบนด์ แต่เขามองถึงเจตนาของโครงการ ซึ่งคนที่ซื้อไปเขาอาจจะไม่ได้ซื้อไปใส่เองก็ได้"

คำถามว่าทำไมต้องเป็นริสต์แบนด์? ดูจะด้อยไปเมื่อคำถามว่าทำเพื่ออะไร? มีคำตอบที่ดีกว่า จนทำให้วันนี้มีริสต์แบนด์ผุดขึ้นมากมาย ในนามขององค์กรและมูลนิธิต่างๆ อย่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิ สีขาวและสีฟ้า ราคาเส้นละ 50 บาท

ขณะที่มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ในโครงการ 'สายรัดข้อมือ สายใย สายใจไทย' นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในวโรกาสที่ทรงพระชนมายุ 50 พรรษา และวาระครบรอบ 30 ปี มูลนิธิฯ แถมการันตีว่าเป็นสายรัดข้อมือการกุศลที่ผลิตขึ้นเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก

ไม่น้อยหน้ากัน ริสต์แบนด์ 'สันติ' ของค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผม จำนวน 100,000 เส้น (ขอบอกว่าแค่ล็อตแรก) ก็ถือฤกษ์เอาวันที่ 16 พฤษภาคม เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และกำลังรอผู้มีจิตศรัทธามาช่วยกันอุดหนุน โดยสามารถติดต่อขอซื้อได้ที่สาขาพรรคทุกแห่ง แถมยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส

"มีการจัดเป็นกองทุนขึ้น และจะมีการคัดเลือกผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือ โดยเงินที่นำไปช่วยเหลือนั้นเราจะมีการเปิดเผยตัวเลขให้สาธารณชนได้รับรู้ทั้งสิ้น เป็นการทำโครงการในลักษณะโปร่งใสแน่นอนครับ"

0 0 0

สายรัดข้อมือสีขาวกับข้อความว่าสันติ ที่ดูแสนจะธรรมดาเส้นนี้ สนนราคาเส้นละ 100 บาท อาจแพงไปหากเทียบกับต้นตำรับ 'Livestrong' ที่มีราคาเพียง 1 ดอลลาร์ หรือ 40 บาท แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ดูจะมีราคากว่าที่คิด และพอที่เราน่าจะให้โอกาสและให้อภัยต่อความไม่เดียงสาทำการตลาดของพรรคประชาธิปัตย์ หากเทียบกับมืออาชีพที่เสกกระดาษให้บินได้อย่างพี่เบิ้มไทยรักไทย

เพราะอย่างน้อยก็มาพร้อมกับความตั้งใจดีในแง่ของการมุ่งช่วยเหลือคนที่อยู่ข้างหลัง นอกเหนือไปจากการมุ่งแก้ปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน ขนาดการยกเลิกกฎอัยการศึกก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ผล

ที่สำคัญ 'ใครๆ ก็ใส่ได้' แม้แต่คนฟากฝั่งรัฐบาล ก็ยังไม่ต้องกลัวว่าประชาธิปัตย์ใช้ริสต์แบนด์ไว้เช็คเรตติ้งตัวเอง

"ต้องดูว่าฝั่งโน้นเขาอยากซื้อหรือเปล่า แต่เรายินดีจะขายให้ทุกคนที่มีเจตนารมณ์ที่ดี แน่นอนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะโครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการที่จะมุ่งเน้นว่าพวกใครเป็นพวกใคร ไม่มีการบอกว่ามาซื้อริสต์แบนด์เราแปลว่าชอบประชาธิปัตย์ เพราะจะเห็นว่าเราไม่มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นพรรคประชาธิปัตย์อยู่บนริสต์แบนด์นี้เลย"

ก็เหมือนกับที่มวลหมู่ประชาธิปัตย์ตัดสินใจเลือกสีขาว แทนที่จะเป็นสีฟ้าประจำพรรค เพราะพวกเขาต้องการใช้สีที่แสดงถึงความบริสุทธิ์และสันติภาพ มากกว่าจะมาประกาศว่าเป็นของใคร