ผ่าทางโต DRT โมเดิร์นเทรด & งานโครงการ

แม้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างยังซบเซา แต่ 'สาธิต สุดบรรทัด' ซีอีโอ 'ผลิตภัณฑ์ตราเพชร' ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน ชอบสะดวก-สบาย รุกร้านโมเดิร์นเทรด & งานโครงการ หวังผลักดันฐานะทางการเงินปี 2562 เติบโตไม่ต่ำกว่า 5%


ปี 2561 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไม่เร่งเปิดตัวโครงการใหม่ !! บ่งชี้ผ่านภาวะอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง 'ซบเซา' กำลังซื้อไม่ฟื้นตัว อุปทานที่อยู่อาศัยเหลือสะสมระดับสูงในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อตลาดวัสดุก่อสร้างในกลุ่ม กระเบื้องหลังคา แผ่นพื้น ผนัง และสุขภัณฑ์ เป็นต้น และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ที่เน้นขายสินค้าราคาต่ำ ทำให้เกิดการแข่งขันราคาที่มีความรุนแรง...

'สาธิต สุดบรรทัด' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลังคา แผ่นผนังและฝ้า ไม้สังเคราะห์ รวมทั้งสินค้าประกอบการติดตั้งหลังคาและสินค้าโครงสร้างของบ้านภายใต้เครื่องหมายการค้า 'ตราเพชร' เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับ 'พอร์ตรายได้ใหม่' เพื่อลดผลกระทบจากการแข่งขันรุนแรง ด้วยการกระจายสินค้าไปยังช่องทางตลาด 'งานโครงการ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด' ที่ตลาดมีอัตราการเติบโตเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง

สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มีการเลือกซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างผ่านทางโมเดิร์นเทรดในสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบายและมีจำนวนสินค้าครบทุกประเภทที่ต้องการ รวมทั้งรุกตลาดงานโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น

สะท้อนภาพตัวเลขผลประกอบการปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 422.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.73% และรายได้ 4,415.03 ล้านบาท เติบโต 5.50% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนของ ซึ่งสวนทางภาพรวมปี 2561 ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างชะลอตัว

ปัจจุบัน 'ผลิตภัณฑ์ตราเพชร' แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์หลังคา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ได้แก่ กระเบื้องลอนคู่ กระเบื้องลอนเล็ก กระเบื้องจตุลอน กระเบื้องเจียระไน และ ครอบ เป็นต้น กลุ่มหลังคาคอนกรีต ได้แก่ กระเบื้องคอนกรีตแบบลอน 'CT เพชร' และกระเบื้องคอนกรีตแบบเรียบ 'อดามัส' และครอบ เป็นต้น

2.กลุ่มผลิตภัณฑ์แผ่นผนังและฝ้า ได้แก่ แผ่นผนัง แผ่นฝา 'ไดมอนด์บอร์ด' และอิฐมวลเบา 'ไดมอนด์บล็อก' คานทับ หลังสำเร็จรูป 'ไดมอนด์ ลินเทล' และครัวสำเร็จรูป 'ไดมอนด์เคาน์เตอร์' เป็นต้น 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ ได้แก่ ไม้ฝา ไม้ระแนง ไม้เชิงชาย ไม้รั้ว และไม้พื้น เป็นต้น

4.กลุ่มสินค้าพิเศษ ซึ่งประกอบด้วย 2 กลุ่มสินค้า กลุ่มสินค้าประกอบการติดตั้งหลังคา ได้แก่ ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อน แผ่นปิดชายกันนก สีทำปูนทราย เป็นต้น กลุ่มสินค้าโครงสร้างของบ้าน ได้แก่ โครงหลังคาสำเร็จรูป โครงอเสแป และแผ่นยิปซั่มบอร์ด เป็นต้น

และ5.การให้บริการถอดแบบและบริการติดตั้งระบบหลังคา ประกอบด้วยโครงหลังคาสำเร็จรูป หลังคำและกลุ่มไม้สังเคราะห์ จากทีมงานที่มีความชำนาญและทีมติดตั้งที่ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบจากบริษัทเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการติดตั้งของบริษัทจะได้รับบริการติดตั้ง และบริการหลังการขายอย่างมีประสิทธิภาพ

'ซีอีโอ' เล่าแผนธุรกิจปี 2562 ว่า ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 'ไม่ต่ำกว่า 5%' จากปีก่อน หลังจากผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันในการทำตลาดวัสดุก่อสร้างแบรนด์ตราเพชรอย่างต่อเนื่อง ด้วย 'กลยุทธ์' การตลาดภายใต้แนวคิด 'สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง' ที่มุ่งสื่อสารสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคในด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ตราเพชร ที่นำไปใช้ก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและเลือกซื้อสินค้าเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังรุกทำตลาดงานโครงการ และร้านโมเดิร์นเทรด หลังมีการขยายตัวในระดับสูง สอดคล้องตามการเปิดสาขาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าทุกกลุ่มทั้งระบบหลังคา และกลุ่มสินค้าผนังและพื้น มีอัตราการเติบโตที่ดี ขณะที่ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและตั้งเป้ามีกำไรในปีนี้

รวมถึงบริหารจัดการด้านต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและการบริหารสัดส่วนการขายของสินค้า (Product Mix) จะช่วยรักษาอัตราการกำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ให้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 25-27% และบริษัทจะรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 80-90% จากฐานการผลิต 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสระบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ที่มีกำลังการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์และผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบา รวมกันมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี

'ก่อนหน้านี้ได้ลงทุนติดตั้งระบบโรบอทภายในโรงงานเพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาว คาดว่าเริ่มใช้งานได้ภายในเดือนมี.ค. นี้ โดยใช้งบลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท'

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการทยอยปรับราคาขายตามต้นทุน คือเยื่อกระดาษ และ ปูนซีเมนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้นด้านสินค้า 'คอนกรีตมวลเบา' ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นภาระมีผลการดำเนินงานที่ 'ขาดทุน' ประมาณ 30-40 ล้านบาท ในปี 2561 แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้นทั้งปริมาณขาย และ ราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้นคาดปีนี้จะพลิกมามีกำไรประมาณ 10 ล้านบาท จะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะออกสินค้าใหม่อีก 2 ผลิตภัณฑ์ อย่าง เช่น หลังคาคอนกรีต หลังคาเหล็กเคลือบหินภูเขาไฟ

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2562 จะเติบโตได้ตามเป้าหมาย หลังจากขีดความสามารถการแข่งขันในการทำตลาดวัสดุก่อสร้างภายใต้แบรนด์ 'ตราเพชร' มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และ จากการดำเนินกลยุทธ์การตลาดส่งผลให้สินค้าทุกกลุ่มทั้งระบบหลังคาและกลุ่มสินค้าผนังและพื้นมีอัตราการเติบโตที่ดี ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ตั้งเป้ามีกำไรในปีนี้

'ยอดขายช่วง 2 เดือนแรกของเราอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากเรามีสินค้าที่หลากหลายและปีที่ผ่านมาได้เร่งเสริมทีมช่างติดตั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการให้บริการ ส่งผลดีต่อคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนภาวะค่าเงินบาทที่ผันผวนในช่วงต้นปี โดยมีบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ได้ส่งผลด้านลบกับบริษัทแต่กลับเป็นผลดีในเรื่องต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ'

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2562 คาดว่าจะรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทจะ พยายามเร่งการผลิตและเน้นการบริหารจัดการด้านสต๊อกสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภค หลังจากได้ลงทุนขยายพื้นที่คลังสินค้ารองรับการเพิ่มปริมาณการจัดเก็บสต๊อกสินค้า

พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) พิจารณาอนุมัติแผนการลงทุน NT 11 (กลุ่มไม้สังเคราะห์) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 50,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการใช้สินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในอนาคต คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300-400 ล้านบาท ซึ่งหากบอร์ดเห็นชอบ จะใช้เวลาดำเนินการซื้อเครื่องจักรและติดตั้งพร้อมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 14-15 เดือน

ท้ายสุด 'สาธิต' ฝากไว้ว่า เรายังยึดปัจจัยความสำเร็จมาจากขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดวัสดุก่อสร้างของ 'ตราเพชร' ที่มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านตราสินค้าและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในปีนี้ต่อไป เพื่อรักษาการเติบโต

ปี 2562 ตลาดวัสดุก่อสร้างคึกคัก

'สาธิต สุดบรรทัด' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT บอกว่า จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนผู้ที่มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยการปล่อยสินเชื่อพัฒนาโครงการให้แก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อก่อสร้างบ้าน และปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท จะสนับสนุนภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 2562 ให้มีความคึกคักมากขึ้น

เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะเป็นตัวเร่งผลักดันการปลูกสร้างบ้าน และกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ส่งผลดีต่อความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลิตภัณฑ์ตราเพชร จะนำ 'จุดแข็ง' ด้านความหลากหลายของสินค้า ตั้งแต่ระบบหลังคา ผนังและพื้น สามารถนำไปใช้ก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง พร้อมสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด “สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง” เพื่อตอกย้ำให้ผู้บริโภคได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ บริษัทจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านการผลิตและบริหารคลังสินค้าเพื่อรองรับโอกาสทางการตลาดดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าช่องทางการจัดจำหน่ายร้านค้าผู้แทนจำหน่ายรายย่อย ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำสัดส่วนยอดขายสูงสุดของ DRT จะกลับมาเติบโตได้ดีจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้น หลังจากราคาสินค้าเกษตรบางรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการร้านค้าผู้แทนจำหน่ายรายย่อยมีการปรับโฉมให้มีความทันสมัยเพื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อสินค้าให้มากขึ้น

เช่นเดียวกับ ตลาดส่งออกในกลุ่ม CLMV ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 'โดดเด่น' หลังจากผู้ประกอบการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่อย่าง 'โกลบอลเฮ้าส์' ได้ขยายสาขาไปยังประเทศกัมพูชาเป็นครั้งแรก เพื่อขยายตลาดในภูมิภาคนี้ โดยจะส่งผลดีต่อการเพิ่มยอดขายของบริษัทในตลาดดังกล่าวที่มีความได้เปรียบคู่แข่งในด้านแบรนด์สินค้าที่ผู้บริโภคให้การยอมรับในด้านคุณภาพ จึงเชื่อมั่นว่าจะทำให้สัดส่วนยอดขายจากตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของยอดขายรวมทั้งหมด

'เรามองตลาดวัสดุก่อสร้างปีนี้ในเชิงบวกจากสัญญาณความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มที่ดี ทั้งจากปัจจัยการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐที่จะกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเรามีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรภายในโรงงานและการบริหารคลังสินค้าเพื่อรองรับโอกาสทางการตลาด'

Share: