อัยการฟ้องแล้ว 'สุริยะใส' ร่วมกบฏ กปปส.

"สุริยะใส" ให้การปฏิเสธ หลังอัยการยื่นฟ้องศาลคดีกบฏ กปปส. รอตรวจหลักฐาน 22 เม.ย.นี้ ส่วนกลุ่ม "สุเทพ" รอสืบพยาน พ.ค.นี้


เมื่อวันที่ 20 ก.พ.62 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีฟ้อง สุริยะใส กตะศิลา ร่วมเป็นกบฏ คดีหมายเลขดำ อ.491/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 43 ปี แนวร่วม กปปส. ซึ่งเป็นอดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลย ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ , ร่วมกันทำให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อลาวงละเมิดกฎหมาย , ร่วมกันยุยงให้หยุดงาน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ , ร่วมกันเป็นซ่องโจร , ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก , ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังฯ , เข้าไปซ่อนตัวในเคหสถานที่ในความครอบครองของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 209 , 210, 215, 216, 362, 364, 365 และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 76, 152 กรณีเมื่อปี 2556-2557 จำเลยร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่นำโดยนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยอัยการได้ยื่นฟ้อง นายสุริยะใส เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 23 พ.ย.56 - 1 พ.ค.57 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จำเลยกับพวก มีพฤติการณ์สมคบกันเป็นอั้งยี่-ซ่องโจร มุ่งหมายสมคบร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฯ เพื่อล้มล้างอำนาจระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมูข หรือ กปปส. ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศตัวเป็นเลขาธิการ ซึ่งนายสุเทพ และจำเลยกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ

โดยปราศรัยชักชวน ให้มีการเข้าร่วมหรือออกมาขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามแนวทาง กปปส. ที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฯ และทั้งมี-ไม่มีอาวุธ ได้บุกรุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ และมีการใช้กำลังต่อสู้ขัดขวาง ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐที่รักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่ราชการที่ถูกบุกรุก ระหว่างนั้นยังรวบรวมรับสมัครจัดหาชายฉกรรจ์ 500 คน เป็นกองกำลังชื่อ นักรบศรีวิชัย , นักรบตะนาวศรี , กลุ่มกระเบนธง เพื่อทำการไล่ล่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ และรัฐมนตรีอื่นเพื่อบีบบังคับให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการกระทำของนายสุเทพ และพวกจำเลย ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และไม่ใช่ติชมโดยสุจริต และระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.56 2 ก.พ.57 นายสุเทพ , จำเยกับพวก ยังร่วมกันขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง

ขณะที่วันนี้ ศาล ได้เบิกตัว นายสุริยะใส ซึ่งถูกคุมขังตามคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุด 8 เดือน คดีร่วมอดีตแกนนำ พธม. ยึดทำเนียบรัฐบาล ปี 2551 ไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาสอบคำให้การ

โดยศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังจนเข้าใจแล้ว นายสุริยะใส จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีชุมนุม กปปส.นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2561 อัยการทยอยฟ้องแกนนำและแนวร่วม รวม 3 สำนวน ประกอบด้วยคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 ยื่นฟ้อง นายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับแกนนำ กปปส. รวม 9 คน ในความผิด 8 ข้อหา ฐานร่วมกันกบฏ , สนับสนุนกบฏ , ขัดขวางการเลือกตั้งฯ และข้อหาอื่นรวม 8 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116 , 117 , 209 , 210 , 215 , 216 , 362 , 364 , 365 , พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ม.76 , 152 ขณะที่นายสุเทพกับนายชุมพล จุลใส ถูกฟ้องเพิ่มอีกข้อหาฐานก่อการร้าย ตามมาตรา 135/1 ด้วย

คดีหมายเลขดำ อ.832/2561 ยื่นฟ้อง นางอัญชะลี ไพรีรัก อดีตพิธีกรเวทีชุมนุม กปปส., อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ กับแนวร่วม รวม 14 คน

คดีหมายเลขดำ อ.1185/2561 ยื่นฟ้อง ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม และนายมั่นแม่น กะการดี แนวร่วมกองทัพธรรม โดยทั้ง 3 สำนวน ศาลได้สั่งรวมสำนวน ซึ่งอัยการโจทก์ จะนำพยานเข้าสืบจำนวน 80 ปาก ใช้เวลา 30 นัด และพยานจำเลยจำนวน 100 ปาก ใช้เวลา 30 นัด ซึ่งกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 14 พ.ค.62 นี้ เวลา 09.00 น.

ขณะที่เมื่อปี 2557 อัยการได้ยื่นฟ้อง แกนนำ กปปส.และนักวิชาการไปแล้วชุดแรก 4 ราย คือนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม , นายสกลธี ภัททิยกุล แกนนำ กปปส. , นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนายเสรี วงศ์มณฑา แกนนำ กปปส. ในคดีหมายเลขดำ อ.1191/2557 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างศาลอาญาสืบพยาน

Share: