เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1305ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2560

ปฏิทินข่าว วันที่ 8 ก.ย. 2560

เส้นชัยสู่ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”

เส้นชัยสู่ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”

ความเป็นบึกแผ่นทางสังคม หรือ “Solidarity” เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกับเรื่อง ความยั่งยืน ของระบบสุขภาพทั้งหมด ไม่เฉพาะเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ เมื่อพูดเฉพาะเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คำว่า “Solidarity” น่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญหลักที่ทำให้การดำเนินนโยบายนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน

หากพูดถึง Solidarity ในระบบสุขภาพที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว ในทางทฤษฎีประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1.Horizontal Solidarity เป็นกระบวนการเฉลี่ยความเสี่ยงในด้านการเจ็บป่วย เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากร ตามหลักการ “ดีช่วยป่วย” ที่นำไปสู่การดูแลซึ่งกันและกันในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยทุกคนในสังคมมีส่วนร่วม

2.Vertical Solidarity การจ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพโดยคำนวณอัตราการจ่ายตามรายได้ คือ “รายได้มากยิ่งต้องจ่ายมาก” หรือ การจัดทำระบบร่วมจ่าย (Co-payment) ที่มีการกำหนดเพดานการร่วมจ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย และการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพโดยผ่านระบบภาษีต่างๆ ด้วยภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า ที่ผู้มีรายได้มากต้องมีอัตราคำนวณการจ่ายภาษีที่มากกว่าผู้มีรายได้น้อย

3.National level Solidarity การอุดหนุนงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพต่างๆโดยรัฐบาล เพื่อทำให้แต่ละกองทุนฯสามารถจัดสิทธิประโยชน์พื้นฐานด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลเพื่อดูแลผู้มีสิทธิได้ใกล้เคียงกัน

จากทฤษฎีข้างต้นนี้ ประเทศที่ดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปตะวันตก การพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้เกิดการดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษาพยาบาล ล้วนแต่ผ่านกระบวนการเพื่อสร้างความเป็น Solidarity หรือ ความเป็นบึกแผ่นทางสังคม ทั้งสิ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยบางเท่านั้น

หากย้อนดูการจัดระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศแถบยุโรปตะวันตก จะพบว่าประเทศเหล่านั้นต่างมีประวัติศาสตร์ของกระบวนการจัดสร้างหลักประกันสุขภาพที่ยาวนาน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ต่อเนื่องถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกที่ประเทศได้รับความเสียหายจากสงครามอย่างหนัก ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนต่างได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ซึ่งหากทุกคนไม่ร่วมมือกัน ผู้คนไม่สร้าง ความเป็นบึกแผ่นทางสังคมขึ้น ประเทศจะไปไม่รอด จึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนด้านระบบสุขภาพและระบบประกันสุขภาพ

อาทิ ในช่วงหลังสงครามโลก โรงงานทั้งหลายที่ยังคงเหลืออยู่ มีคนรวยคือเจ้าของโรงงาน และคนจนคือคนงาน และในกลุ่มคนงานก็มีคนจนมากและจนน้อย เพื่อให้โรงงานอยู่รอดทั้งหมดจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นเจ้าของโรงงานจึงมีการจัดระบบเพื่อดูแลทุกข์สุขของคนในโรงงานทั้งหมด และการจัดระบบสุขภาพจึงเป็นหนทางหนึ่งในการดูแลสวัสดิภาพคนงานเพื่อให้โรงงานอยู่รอดได้ ซึ่งทุกคนต่างเห็นด้วย

สำหรับการจัดระบบสุขภาพที่เกิดขึ้นนี้ ได้เริ่มจากการจัดระบบสุขภาพภายในโรงงานเพื่อดูแลสวัสดิภาพแรงงาน และมีการขยายสู่การจัดระบบสุขภาพชุมชนเพื่อดูแลสวัสดิภาพคนในชุมชนด้วยกัน โดยรัฐบาลกลางมีบทบาทน้อยมาก เป็นระบบที่ใช้เวลาพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งนำมาสู่การเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ” เป็นค่านิยมที่คนในประเทศเห็นร่วมกันว่า การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมเป็นสิทธิของบุคคล ก่อให้เกิดการจัดระบบสุขภาพระดับประเทศเพื่อรองรับตามมา ทำให้ทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขได้ ด้วยระบบที่เป็นมาตรฐานการรักษาเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างกันได้ภายในหนึ่งหรือสองปีแต่ใช้เวลานานมาก

ทั้งนี้ หากพูดถึงประเทศที่เป็นตัวอย่างชัดเจนในเรื่องระบบสุขภาพนี้ คงต้องเอ่ยถึงประเทศเบลเยี่ยมอันดับต้นๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเบลเยี่ยมเอง หรือแม้แต่ผู้อพยพ ต่างเข้าถึงระบบสุขภาพขั้นพื้นฐานได้เช่นเดียวกันหมด เนื่องด้วยคนในประเทศต่างยอมรับต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพที่ทุกคนในประเทศสมควรได้รับ ส่งผลให้มีการพัฒนาจนเกิดระบบหลักประกันสุขภาพของเบลเยี่ยมในปัจจุบัน

“จุดเปลี่ยนวิกฤตสำคัญคือช่วงสงครามโลกในยุโรป นับเป็นปัจจัยที่ทำให้คนในสังคมรับรู้ว่า คุณไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน หรือเป็นคนจน คุณยังต้องพึ่งพาคนอื่นๆ ความรู้สึกดังกล่าวที่ผู้คนตระหนัก ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เกิดระบบจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อจัดสวัสดิการในระดับประเทศ รองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคล ทั้งการประกันรายได้ขั้นต่ำ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เบี้ยเลี้ยงชีพยามชราภาพ และ อื่นๆ ที่ส่งผลให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข (ก่อนจะมีเรื่องก่อการร้ายจากต่างชาติในช่วงหลังๆ) โดยคนที่จ่ายภาษีมากจะไม่หวังผลประโยชน์จากสวัสดิการที่รัฐจัดกลับมาว่าต้องได้มากกว่า หรือต้องได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างจากคนที่ไม่ได้จ่ายภาษีหรือจ่ายในอัตราที่น้อยกว่า

ส่วนประเทศไทยนั้น นิยามของคำว่า Solidarity ยังมีความหมายปนเปกับคำว่า “Generosity (ความเอื้อเฟื้อ) หรือ Charity (การกุศล)” ที่ยังเป็นมุมมองช่วยเหลือและสงเคราะห์เป็นหลัก โดยในทางระบบสุขภาพจึงยังไม่แรงพอทำให้เกิดค่านิยม มองเรื่องสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนได้ เห็นได้จากกรณีการร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการรวมกองทุนรักษาพยาบาลที่มักมีปัญหาทุกครั้งเมื่อมีการนำเสนอ ขณะที่กระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพในประเทศไทย รัฐบาลกลางยังเป็นผู้มีบทบาทอย่างมาก (ต่างจากประเทศแถบยุโรปที่กล่าวมาข้างต้น) ประชาชนเป็นผู้คอยรับประโยชน์จากระบบที่รัฐจัดให้

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีระบบหลักประกันสุขภาพ 3 กองทุนใหญ่ที่มีที่มาต่างกันมาก และนับวันรอยแยกระหว่างกองทุนจะเพิ่มมากขึ้น เพราะแต่ละกองทุนต่างมีผู้สนับสนุนและสร้างแนวร่วมของตน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความเป็นเอกภาพในระบบสุขภาพของประเทศเป็นไปได้ยาก

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องนำกระบวนการแบบยุโรปมาสร้างความเป็นบึกแผ่นทางสังคม ในเรื่องระบบสุขภาพบ้านเราทั้งหมด เพียงแต่จากประวัติศาสตร์การทำให้เกิดค่านิยมในสิทธิและหน้าที่พื้นฐานด้านสุขภาพในประเทศอาจต้องใช้เวลายาวนาน และจำเป็นต้องก้าวข้ามเรื่องค่านิยมการสงเคราะห์ เพื่อไปให้ถึง แนวคิดเรื่อง Solidarity ของสังคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพยั่งยืนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

อ้างอิง : SOLIDARITY IN HEALTH: REDUCING HEALTH INEQUALITIES IN THE EU

อ่านคอลัมส์อื่นๆใน เนชั่นสุดสัปดาห์ : ปฏิทินข่าว

อ่านฉบับย้อนหลัง

คลิปวันนี้

จับตาพายุลูกแรกเข้าไทยกลางกันยายน