เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1284ประจำวันที่ 6 มกราคม 2560

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

เป้าหมายเดินเรือในแม่โขงของจีนใกล้เป็นจริง

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไทย โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประ ธานในที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบ และให้การสนับสนุนแผนการของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการขยายเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำโขง จากท่าเรือซือเหมา และเชียงรุ่งในเขตสิบสองพันนา มณฑลยูนนานของจีนมาที่เขตสามเหลี่ยมทองคำระหว่างพม่า-ไทย-ลาว เพื่อเชื่อมต่อไปให้ถึงหลวงพระบาง ตามข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือในแม่น้ำโขงระหว่างจีน พม่า ลาวและไทย (ปี 1992) ในปลายปี 2016 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นมติเห็นชอบที่ทำให้เป้าหมายการเดินเรือในแม่น้ำโขงของจีน ได้ขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ทั้งนี้ โดยการเดินเรือในแม่น้ำโขงตามข้อตกลงในปี 1992 นั้น กำหนดให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าและโดยสารระหว่างท่าเรือ 14 แห่งด้วยกัน โดยแบ่งเป็นท่าเรือ 4 แห่งในจีน, 6 แห่งในลาว, 2 แห่งในพม่า และ 2 แห่งในไทย หากแต่จนถึงปัจจุบัน การเดินเรือก็ยังคงไม่สามารถเชื่อมต่อไปถึงท่าเรือปลายทางที่เมืองมรดกโลกหลวงพระบางของลาวได้ เพราะมีแก่งหินขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า ‘แก่งคอนผีหลวง’ ขวางกั้นเส้นทางเดินเรืออยู่ ซึ่งจะต้องเคลื่อนย้ายออกด้วยการระเบิดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแก่งคอนผีหลวงอยู่ในเขตแดนในแม่น้ำโขงระหว่างแขวงบ่อแก้วของลาว กับจังหวัดเชียงรายของไทย จึงทำให้ทางการลาว-ไทยเกรงว่าการระเบิดแก่งคอนผีหลวงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อร่องน้ำลึกอันเป็นเส้นแบ่งเขตแดนในแม่น้ำโขงระหว่างลาว-ไทย ซึ่งยังไม่ได้ตกลงปักปันเขตแดนร่วมกันอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังถูกคัดค้านจากเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำโขงตลอดมา ด้วยเกรงว่าจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ สัตว์น้ำและประชาชนอย่างรุนแรง ดังที่ ธีรพงศ์ โพธิ์มั่น ผู้อำนวยการเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำในเขตลุ่มน้ำโขง ให้การยืนยันว่า

“การพังทลายของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในประเทศไทยในภาคเหนือ แล้วก็เจ็ดจังหวัดในภาคอีสานของไทย แล้วก็รวมทั้งประเทศลาว แปลงผัก หรือว่าการเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขงเนี่ยก็จะถูกทำลายไปด้วยแล้วก็รวมไปถึงบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่อยู่ริมฝั่งก็จะถูกพังทลายแล้วก็ต้องย้ายไปด้วย”

ล่าสุด เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ก็ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 27 ธันวาคม 2016) ที่ได้ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (2015-2025) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และการดำเนินงานเบื้องต้น (งานศึกษาสำรวจ-ออกแบบ) รวมถึงการเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานปฏิบัติและประสานงานดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำโขง ที่ได้ติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขงมาโดยตลอด ได้แสดงจุดยืนว่ามติของคณะรัฐมนตรีไทยดังกล่าวนี้ ถือเป็นความผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะเป็นการยินยอมให้ดำเนินโครงการที่จะสร้างความเสี่ยงและผลกระทบร้ายแรง เนื่องจากโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ที่ผลักดันโดยจีนมาในตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ มีวัตถุประสงค์จะทำให้แม่น้ำโขงเป็นคลองส่งน้ำให้เรือสินค้าขนาด 500 ตัน ให้สามารถเดินทางขนส่งสินค้าได้จากท่าเรือซือเหมาผ่านพม่า-ไทยไปหลวงพระบางในลาวให้ได้ตลอดปีนั่นเอง

เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำโขง ยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ข้อตกลงว่าด้วยการเดินเรือในแม่น้ำโขงดังกล่าว ไม่ได้ระบุครอบคลุมถึงการปรับปรุงร่องน้ำ หรือระเบิดแก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากการลงนามระหว่าง 4 ประเทศ ทีมดำเนินการระเบิดแก่งของจีนก็ได้เริ่มปฏิบัติการในพื้นที่พรมแดนจีนพม่าและลาว-พม่า โดยอ้างว่า ‘การบูรณะร่องน้ำ’ ดังกล่าวกระทำโดยถูกต้องตามหลักสากล แต่ก็ติดขัดที่พรมแดนไทย-ลาว (เชียงราย-บ่อแก้ว) จึงนำมาสู่การผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้

นอกจากนั้น โครงการดังกล่าวนี้ยังจะดำเนินการบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งลาวและไทยเป็นประเทศสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) อันจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงแม่น้ำโขง ว่าด้วยกระบวนการปรึกษาหารือกับประเทศภาคีก่อนการดำเนินโครงการใดๆ ในแม่น้ำสายประธาน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามติ ครม.ดังกล่าวนี้ ได้กล่าวถึงกระบวนการปรึกษาหารือใน MRC ไว้แต่อย่างใด

พร้อมกันนั้น เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และองค์กรภาคีเครือข่ายในลุ่มน้ำโขง ยังเห็นว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ การทำลายแก่งคอนผีหลวง แก่งขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขงที่มีความยาว 1.6 กิโลเมตร รวมแก่งอื่นๆ ที่มีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ สลับซับซ้อน มีความสำคัญต่อวงจรชีวิต ทั้งเป็นแหล่งอาศัยและที่วางไข่ของปลา ทั้งยังเป็นพื้นที่หาปลาของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ดังนั้น การทำลายแก่งเหล่านี้ จึงเท่ากับเป็นการทำลายบ้านของปลา และแหล่งอาหารของชุมชนริมฝั่งโขงลาว-ไทยนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การระเบิดแก่งยังจะทำลายแหล่งพืชพรรณ ทั้งบนแก่ง ริมฝั่งน้ำ และหาดแม่น้ำโขงที่มีความสำคัญต่อการชะลอการไหลหลากของแม่น้ำโขง และเป็นอาหารสำคัญของปลาชนิดกินพืช รวมถึง ‘ไก’ สาหร่ายแม่น้ำที่มีเฉพาะถิ่น ที่อาศัยแก่งใต้น้ำบริเวณหาดเป็นแหล่งเจริญเติบโต และเป็นรายได้สำคัญของคนริมฝั่งโขงในช่วงฤดูแล้ง

ทั้งก็ยังจะเกิดการพังทลายของชายฝั่ง และทำลายการเดินเรือของประชาชนริมฝั่งโขงทั้งไทยและลาว เพราะการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงจะทำให้เกิดกระแสน้ำที่ไหลแรงและเร็วมากขึ้น อันจะทำให้เกิดการกัดเซาะริมตลิ่ง ทำให้แม่น้ำกว้างขึ้นและส่งผลให้การเดินเรือสัญจรและการทำประมงของชาวบ้านในแขวงบ่อแก้วและจังหวัดเชียงราย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้น การระเบิดแก่งเพื่อรองรับการเดินเรือขนาด 500 ตันดังกล่าว ยังมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ประชาชนทั่วไปทำการใดที่กีดขวางการเดินเรือพาณิชย์ เช่น ห้ามวางอวนจับปลาในแม่น้ำโขงซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสองฝั่งโขงประสบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเป็นอย่างมาก ขณะที่จีนเป็นประเทศเดียวที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำลายระบบนิเวศสำคัญของแม่น้ำโขงสายนี้

อีกประการหนึ่ง ก็คือ การเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน เนื่องจากการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสที่ใช้ร่องน้ำลึกเป็นเขตแดนในแม่น้ำโขงระหว่างลาว-ไทย ซึ่งถ้าหากมีการระเบิดแก่งเพื่อปรับปรุงร่องน้ำ ก็จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งด้วยเหตุผลข้อนี้เอง คณะรัฐมนตรีไทย จึงได้มีมติให้ชะลอโครงการและให้มีการศึกษาถึงผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม และให้กระทรวงกลาโหมจัดทำข้อตกลงร่วมกับลาวให้แล้วเสร็จในปี 2003

ซึ่งเมื่อประกอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ปี 2550) กำหนดว่าโครงการใดที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดินแดน จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น และรัฐบาลไทยชุดที่ผ่านมานั้น ก็ยังไม่ปรากฏว่าได้มีการเสนอเพื่อขอมติเห็นชอบจากรัฐสภาแต่อย่างใด จึงทำให้ไม่สามารถระเบิดแก่งคอนผีหลวงออกไปจากเส้นทางเดินเรือจนเท่าทุกวันนี้

แต่อย่างไรก็ตาม การที่คณะรัฐมนตรีไทย ได้มีมติเห็นชอบ และให้การสนับสนุนแผนการของจีนในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ปี 2550) ก็ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว หากถือเป็นอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ในอันที่จะออกคำสั่งให้ระเบิดแก่งคอนผีหลวงได้อยู่แล้ว จึงนับเป็นสิ่งที่ทางการจีนมุ่งหวังว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดังกล่าวของหัวหน้า คสช. ที่ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยด้วยนั้น ก็คือการทำให้เป้าหมายการเดินเรือในแม่น้ำโขงของจีนเป็นจริงได้ในตลอดเส้นทางนั่นเอง!!!.

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่ออ่านต่อ!

อ่านคอลัมส์อื่นๆใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1284

อ่านฉบับย้อนหลัง

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1284

สมัครสมาชิกวันนี้

ฉบับออนไลน์1,200 บาท/ปี