 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2549 |
 |
|
เรื่องจากปก / ทีมข่าวการเมือง
พระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีนิติราชประเพณี ที่เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญ
ปัจจุบันสถาบันกษัตริย์ทั่วโลกส่วนใหญ่ล่มสลาย และในบางประเทศก็เป็นแค่เพียงประมุขของประเทศเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ และทุกครั้งที่มีปัญหาแก้ไม่ตก ประชาชนต่างคาดหวังว่าพระองค์จะทรงทำให้ปัญหาเหล่านั้นคลี่คลายลงไปได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องการเมือง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอาวุโส อธิบายถึงพระราชอำนาจว่ามี 2 ประเด็น ดังนี้
1) พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบที่อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีแบบอย่างของการแบ่งอำนาจอธิปไตย นัยหนึ่งเราลอกแบบมาจากประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามต้นแบบของประเทศอังกฤษ
2) สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นสถาบันที่มีอายุยืนนานพอๆ กับหลายสถาบันกษัตริย์ในโลก เช่น โปรตุเกส สถาบันกษัตริย์ของเราเกิดมาตั้งแต่ปี 1200 เวลานี้ปี 2000 ก็เป็นสถาบันเก่าแก่ มีบรมราชนิติประเพณีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เช่น ทศพิธราชธรรม มีรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมหากษัตริย์ว่า แม้จะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อย่าตัดสินโดยอำเภอใจ
แม้แต่การสืบราชสันตติวงศ์ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ก็เปิดโอกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ช่วยกันเลือก แม้พระเจ้าแผ่นดินมีอาญาสิทธิ ถ้าจะลงโทษใครก็ต้องให้มีคนคอยทักท้วงก่อน แปลว่า เป็นอำนาจที่มี แต่ยอมจำกัดตนเองภายใต้กรอบของทศพิธราชธรรม หรือความถูกต้อง อำนาจนี้ในทางทฤษฎีมีไม่จำกัด แต่ในความเป็นจริงจำกัด ของไทยและต่างประเทศก็เอามารวมกันอยู่ในสถาบันมหากษัตริย์ของไทย ซึ่งพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2475 มีการเปลี่ยนแปลงทำให้สมบูรณาญาสิทธิราชย์หมดไป แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตย... แม้แต่ช่วงที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย ก็ยังมีการใช้อำนาจอธิปไตย ที่ผิดกับประชาธิปไตยในระบบที่มีพระมหากษัตริย์ของอังกฤษเป็นอย่างมาก
"ในอังกฤษพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากกว่ากษัตริย์ของไทย ของเรามีพระราชอำนาจมาจาก 2 กระแส คือ 1) มาจากระบบการปกครองที่มีพระมหากษัตริยเป็นประมุข ที่เอาแบบอย่างมาจากอังกฤษ 2) มาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยที่มีทศพิธราชธรรม นิติราชประเพณี ซึ่งน่าจะมีมากกว่า แต่โดยข้อเท็จจริงน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย เพราะอำนาจของในหลวงถูกปิดบัง ไม่ถูกนำมาถวาย ถูกรัฐธรรมนูญเผด็จการ หรือถูกรัฐบาลเป็นประชาธิปไตยแต่ปาก ไม่ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามครรลองประชาธิปไตย"
"...เราอ้างว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการอ้างที่ขาดเหตุผล เพราะการเมืองต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จะมาบอกได้อย่างไรว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ"
ดร.ปราโมทย์ อธิบายถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือระบอบประชาธิปไตย ว่ามี 3 ประเภท ดังนี้ 1) พระราชอำนาจทั่วไป (Usual Powers) ได้แก่ อำนาจแนะนำ ตักเตือน และให้กำลังใจ (Advise, Warn, Encourage) ในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีต้องไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว หรือพระราชินี ทุกวันศุกร์ในสมัยประชุมสภา เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง โดยไม่มีการจด ไม่มีรายงาน ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย ไม่มีการอ้างถึง หรือประกาศ ทั้งนี้ เพื่อให้ไม่เป็นการกดดัน แต่ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจ และเห็นความจำเป็นซึ่งกันและกัน ในกรณีที่พระองค์อาจไม่เห็นด้วย แต่กษัตริย์ไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง รัฐบาลมีความจำเป็น จะได้นำไปปฏิบัติ โดยไม่บอกว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่เห็นด้วย...
2.พระราชอำนาจพิเศษ (Royal Prerogative) และ (3) พระราชอำนาจสงวนหรือสำรอง (Reserve Powers) ถ้าอธิบายง่ายๆ รวมกันแบบของไทยก็คือ อำนาจที่ต้องลงพระปรมาภิไธย เช่น เรื่องแต่งตั้ง ปลด ยุบ หรือตั้งรัฐบาล ฯลฯ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ ราชินีอังกฤษ เสด็จฯ เยือนเมืองไทย ได้ตรัสข้อความอันเป็นอัศจรรย์ว่า เพิ่งเคยเห็นพระมหากษัตริย์ที่เหมือนพระมหากษัตริย์จริงๆ คราวนี้แหละ แต่ในหลวงของเราหาได้มีพระราชอำนาจพิเศษกับอำนาจสำรอง เท่าเทียมกษัตริย์อังกฤษไม่
"ขอยกตัวอย่างและอธิบายสั้นๆ บางเรื่อง ทั้งๆ ที่กษัตริย์ต้องเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ก็ยังหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องทรงใช้พระราชอำนาจเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้งในปี 1957 กับปี 1963 หรือ 2506 ซึ่งกรณีหลังนี้พระนางเจ้าฯ ทรงวินิจฉัยเอง และพระราชทานคนนอก คือ Earl of Home ซึ่งไม่ตรงกับสองบุคคลที่สภาต้องการ ทั้งนี้ โดยมิได้ปรึกษาสภาแต่อย่างใด ส่วนอำนาจสำรองก็มีการใช้บ่อย เมื่อกษัตริย์ไม่ทรงยินยอมยุบสภาตามคำขอของนายกรัฐมนตรี หรือโปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภาโดยรัฐบาลมิได้ร้องขอ หรือขอให้รัฐบาลยุบสภาก่อนเพื่อให้สภาใหม่มาผ่านกฎหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาขุนนาง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนโครงสร้างรัฐธรรมนูญ และอีกหลายเรื่องๆ ที่ไม่ลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.บ. จนกว่ารัฐบาลจะแก้ไขเสียก่อน เป็นต้น..." และว่า
อำนาจในระบอบประชาธิปไตย มีไว้ทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็งขึ้น ให้มีทางออกในยามวิกฤติ มีไว้พัฒนาสถาบัน ไม่ให้อยู่กับที่ทั้งสองฝ่าย โดยอาศัยประสบการณ์ความชำนาญซึ่งกันและกัน แน่นอนที่สุดว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องมีมากกว่า เพราะทรงอยู่มาหลายรัฐบาล...
สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกมีเหลืออยู่น้อย แต่ยังมีที่เข้มแข็งอยู่มาก เช่น ในประเทศไทย อังกฤษ ประเทศในยุโรปที่เรียกว่าสแกนดิเนเวีย และยุโรปตะวันตก เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โมนาโค และที่เข้มแข็งเป็นพิเศษคือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะมีความยืดหยุ่น สามารถนำเอาสังคมนิยมสวัสดิการมาใช้ในประเทศได้อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งพรรคสังคมนิยมได้เป็นรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่...
กรณีที่ว่าสถาบันกษัตริย์จะอยู่คงทนถาวรหรือไม่นั้น นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ตอบว่า ขึ้นกับเหตุการณ์ของโลก เหตุการณ์ของประเทศ และการปรับตัวของแต่ละสถาบัน และว่า
ทำไมสถาบันกษัตริยถึงอยู่ได้ในประเทศไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอยู่ไม่ได้ นั่นเป็นเพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีนิติราชประเพณีที่เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญ ทำให้ 1) ไม่สามารถทรงใช้พระราชอำนาจตามอำเภอพระราชหฤทัยได้ 2) มีระบบการปรึกษาหารือเหมือนๆ ของฝรั่ง 3) มีความสำนึกเกี่ยวกับสถาบันและชาติบ้านเมืองสูง จนกระทั่งปรับตนเอง พระเจ้าแผ่นดินไทยพูดภาษาอังกฤษได้ และเป็นมิตรกับพระเจ้าแผ่นดินของยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย
พระเจ้าแผ่นดินไทยทุกพระองค์ รวมทั้งรัชกาลที่ 3-4-5 พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา รวมทั้งภาษาตะวันตก รู้วิทยาศาสตร์ ปรัชญาและศาสนาตะวันตก รู้พิธีราชสำนักตะวันตก จึงสามารถปฏิบัติตัวเท่าเทียมกับมหากษัตริย์ตะวันตก นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อยู่ได้ยาวนาน ประเทศอื่นๆ ถ้ากษัตริย์ไม่มีการปรับตัว และอยู่นอกกระแสประชาธิปไตย ก็จะลำบากขึ้น
ประเด็นต่อมาความสำคัญของสถาบันกษัตริย์กับการเมือง นักวิชาการอาวุโสท่านนี้ อธิบายว่า
คนไทยมีวัฒนธรรมที่เคารพบูชาพระมหากษัตริย์ มีวัฒนธรรมที่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยินดีรับใช้และหวังพึ่ง เพราะฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินไทยจึงมีสถานภาพพิเศษคือ เป็น 'พ่อ' ของพลเมือง
"เมื่อก่อนนี้ผักบุ้งแพงก็ถวายฎีกา เมียมีชู้ก็ฟ้องในหลวง ฯลฯ ดังนั้น บรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ และการที่พระองค์ใช้บรมเดชานุภาพด้วยความเมตตากรุณา ทำให้มีบุญญาภินิหารมากมาย แม้พระราชอำนาจทางการเมืองจะถูกลิดรอนไป โดยระบบการเมืองที่ไม่พัฒนาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ก็มีอำนาจอื่นที่ประชาชนหวังพึ่ง ที่สามารถเอามาบวกเข้ากับอำนาจประชาชนได้ ทำให้เกิดพลัง จนกระทั่งนำการเปลี่ยนแปลงและแก้วิกฤติของประเทศได้ ดังที่เห็นมาหลายครั้งแล้ว..."
กล่าวโดยสรุป สถาบันกษัตริย์จึงมีความสำคัญต่อการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเป็นหลักประกันของการพัฒนาการเมืองให้อยู่ในครรลองประชาธิปไตย โดยอธิบายว่า ถ้าประชาธิปไตยเข้มแข็ง สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ ถ้ากษัตริย์เข้มแข็งแต่ประชาธิปไตยอ่อนแอก็ยังอยู่ได้ ถ้าประชาธิปไตยอ่อนแอ กษัตริย์อ่อนแอ ก็จะอยู่ไม่ได้ทั้งสองอย่าง
ในความเห็นของ ดร.ปราโมทย์ แม้ทุกวันนี้ระบอบประชาธิปไตยไทยจะอ่อนแอยิ่ง แต่เราก็มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเข้มแข็ง และเข้าพระทัยประชาธิปไตยอย่างดี
นับเป็นบุญของทวยราษฎร์โดยแท้
|
|
|
|
|
|
|
|