 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
สิงห์สนามหลวงสนทนา / สิงห์สนามหลวง
ยิ้มรับ VS ยิ้มสู้
หนูเอง : กรุงเทพฯ
<<ถ>> ธันวาคม 2548 หอศิลป์จุฬาฯ ไปดูรูป สุชาติเฟลเลีย รูปงาม...มาก ไม่รู้ว่าเจ้าของรูปเอาพลังมาจากไหน วันไปดูหนูเห็นลุงกำลังคุยอยู่กับคนอื่น เลยไม่กล้าเข้าไปสวัสดี แล้วก็เขินด้วยค่ะ เขินมาก คุณลุงยังหนุ่ม...กว่าอายุ หนูพูดจริงๆ นะคะ ยิ่งเห็น 'หน้า' เห็น 'งาน' หนูยิ่งเพิ่มความศรัทธา คุณลุงดูมีความสุขจัง นี่เป็นเพราะได้ทำงานที่รักใช่ไหมคะ ขอเป็นกำลังใจ... ไม่รู้ว่าจะได้พบลุงสิงห์ฯ ใกล้ๆ อย่างนี้อีกไหม คุณลุงเป็นบุคคลในดวงใจของหนูนะคะ
<<ต>> เพียงนี้ลุงก็เขินแล้ว ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีพลังเหลืออยู่อีกแค่ไหน มีแค่ไหนก็คงแค่นั้น ชีวิตเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง มีหลายสิ่งในชีวิตที่เราอยากทำ แต่ก็มักมีข้ออ้างร้อยแปด จนเวลาผ่านไปและชีวิตก็หมดไปเรื่อย
<<ถ>> กุมภาพันธ์ 2549 ทักทายกันในวันฝนพรำนะคะ...วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์พบคอลัมน์เล็กๆ กล่าวถึงการจากไปของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ รู้สึกตกใจกับการสูญเสียบุคคลที่มีความสามารถทางวรรณกรรมไปอีกคน (ทางพระท่านว่า ความตายคือสิ่งที่เราต้องก้าวข้ามไป ไม่น่ากลัว ไม่น่ากลัว)
<<ต>> คนที่เรารักและมีไมตรีกับเราเสมอต้นเสมอปลาย เขาจะอยู่กับเราเสมอและไม่มีวันตาย ความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับตัวเขาเมื่อยังอยู่ ทำให้เราจำเขาได้เสมือนหนึ่งว่าเขายัง 'มีชีวิต' อยู่กับเรา
<<ถ>> ตอนนี้หนูเพิ่งสนใจอ่าน ต่วย'ตูน รู้สึกอ่านแล้วเพลินดี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของเก่าๆ สมัยคุณตาคุณยายที่ยังไม่เคยรับรู้มาก่อน คุณลุงเคยใช้น้ำมันใส่ผมยี่ห้อเช่น ไบรล์ครีม ยาร์ดเลย์ หรือน้ำหอม ตาบู มาก่อนหรือเปล่าคะ
<<ต>> หนูจ๋า ลุงไม่นิยมใช้น้ำมันใส่ผมมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เข้าใจว่าเคยใช้อยู่พักหนึ่ง แล้วก็เลิก รู้สึกมันเหนียวๆ ชอบกล ลุงก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นยี่ห้อไหน แต่วัยรุ่นเมื่อ 40-50 ปีก่อนนั้น ก็คงหนีไม่พ้นยี่ห้ออย่างที่หนูว่ามานั่นแหละ
นิตยสาร ต่วย'ตูน ของคุณพี่วาทิน ปิ่นเฉลียว อยู่ยงคงกระพันมาอย่างเป็นตัวเป็นตน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ยาวนานมาหลายยุคหลายสมัย จนถึงนักอ่านรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างหนู ช่างถือเป็นนิตยสารที่น่าอัศจรรย์นัก ลุงรู้สึกภูมิใจแทน
<<ถ>> คุณลุงเคยดูหนังรุ่นไทโรน เพาเวอร์ และโรเบิร์ต เทย์เลอร์ บ้างหรือเปล่าคะ ที่กล่าวมาทั้งหมดหนูไม่รู้จักเลยค่ะ
<<ต>> เคยสิหลาน ไทโรน เพาเวอร์ เล่นหนังเป็นพระเอกมาก่อนรุ่นโรเบิร์ต เทเลอร์ เล็กน้อย ยุคที่ ไทโรน เพาเวอร์เล่นเป็นพระเอกหนังฮอลลีวู้ด ลุงคงจะสัก 5-10 ขวบกระมัง แต่ยุคของ โรเบิร์ต เทเลอร์ นั้น ลุงเป็นหนุ่มแล้ว และเป็นยุคที่ฮอลลีวู้ดมีพระเอกดังๆ อย่างเช่นแกรี่ คูเปอร์ เฮนรี่ ฟอนด้า ออร์สัน เวลล์ คล้าก เกเบิ้ล เจมส์ สจ็วต เกลน ฟอร์ด โรเบิร์ต มิทชั่ม เบิร์ต แลงคาสเตอร์ เกรกอรี่ เป็ค เคริก ดักลาส แอนโธนี่ ควีนน์ ฯลฯ เข้าใจว่าหนูคงพอได้ยินชื่อบางชื่อ แต่อาจไม่รู้จักพวกเขา ตอนนี้มี 'หนังแผ่นยุคเก่า' มาให้เลือกดูมากมาย น่าเสียดายที่บางบริษัทพากย์ไทยเป็นเหมือน 'พวกโรคจิต' ลุงขอแนะนำหนังเก่าจากแผ่นซีดี และดีวีดี สัก 2-3 เรื่องอย่างที่เห็นนี้
<<ถ>> ช่วงนี้มีหนังฝรั่งที่ (เขาว่า) ดีๆ อยู่หลายเรื่อง คุณลุงอย่าลืมหาเวลาว่างไปหาความรื่นรมย์บ้างนะคะ เรื่อง มิวนิค ดูแล้วค่อนข้างเครียดและสยดสยองพอสมควร หนังบอกเราว่าสงครามไม่มีใครได้อะไรจริงๆ มีแต่ความสูญเสียของทุกฝ่าย
<<ต>> ลุงดู มิวนิค แล้ว และเห็นจริงอย่างที่หลานว่า สงครามไม่มีใครได้อะไรจริงๆ และหนังเรื่อง มิวนิค ของสปิลเบิร์ก ก็ไม่ค่อยให้อะไรจริงๆ ในแง่ความลุ่มลึกเหมือนกัน หนังของสปิลเบิร์กยังเป็น 'หนังแบบสปิลเบิร์ก' อยู่วันยังค่ำ หนังที่มีแง่มุมเกี่ยวกับ สงคราม ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ยังมีที่น่าดูมากกว่านั้นในทัศนะของลุง เช่นหนังสงครามรุ่นเก่าเรื่อง The Train ที่มีเบิร์ต แลงคาสเตอร์ เล่นเป็นตัวนำ เป็นหนังสงครามเกี่ยวกับพวกใต้ดินในฝรั่งเศสโดยมี 'รถไฟ' เป็นพระเอก และรบกันโดยมีเรื่องแวนโก๊ะห์ โกแกง ปิกัสโซ ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อประเมินคุณค่าระหว่าง 'ชีวิต' กับ 'ศิลปะ' ได้อย่างแยบยล
<<ถ>> เมษายน 2549 คุณลุงสบายดีไหมคะ เจอบทสัมภาษณ์คุณลุงในนิตยสารเล่มหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของลุงสุข สูงสว่าง อ่านแล้วรู้สึกสลดใจ ชีวิตมันเดินเป็นเส้นกราฟขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงที่อายุยังไม่มาก เมื่อเส้นกราฟตก ชีวิตอาจยังมีโอกาสมาถึงช่วงที่เส้นกราฟขึ้น แต่ในช่วงวัยที่มากขึ้น โอกาสนั้นกลับลดลง
<<ต>> ลุงเองก็รู้สึกสลดใจที่ชีวิตบั้นปลายของคนที่เรารักและนับถือเป็นเช่นนั้น คุณสุข สูงสว่างเป็นบุคคลในดวงใจคนหนึ่งของลุง เป็นผู้มีบุญคุณกับลุงในช่วงที่ครอบครัวของลุงเคยเดือดร้อนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
<<ถ>> คุณลุงคะ นักเขียนจดหมายชื่อ โอ๋ โปสต์โมเดิ้น หายไปไหนคะ ดูเหมือนเขาหายไปนานเลยตั้งแต่กรณีจ่าง แซ่ตั้ง เขาเขียนจดหมายมาถึงคุณลุงสนุกดีนะคะ น่าสนใจและมีประเด็นดี
<<ต>> เขาคงน้อยใจที่ลุงแหย่เขาแรงไป ในกรณีเรื่องจ่าง แซ่ตั้ง ก็เป็นได้ ลุงก็คิดถึงเขาอยู่เหมือนกัน เพราะ โอ๋ โปสต์โมเดิ้น นั้นเป็นคนขยันเขียนจดหมาย และมีอะไรต่อมิอะไรมาแหย่ให้ลุงตื่นตัวอยู่เสมอ
<<ถ>> ไม่ทราบว่า ลุงสิงห์ฯ ยังมีความหวังกับการเมืองไทยอีกหรือเปล่าคะ
<<ต>> I hope no more. I fear no more. I'm free. นี่คือคำพูดของ Zorba the Greek ตัวละครจากหนังและหนังสือชื่อเดียวกัน ลุงมีความหวัง แม้จะไม่อยากหวังอะไรเลย แต่ก็ยังแอบหวังเสมอ และยังหวังว่า การเมืองภาคประชาชน จะเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสภาและนอกสภา ระบอบทักษิณ นั้น เพิ่งเดินมาแค่ 5 ปีเท่านั้น ในอดีตสมัย ระบอบพิบูลสงคราม ของจอมพล ป. สังคมไทยต้องใช้เวลาถึง 16 ปีกว่าจะเปลี่ยนเป็น 'เหลือบ' ตัวใหม่ แต่สำหรับ ระบอบทักษิณ ลุงเข้าใจว่าไม่น่าจะอยู่ได้นานถึงขนาดนั้น แม้ 'คนหน้าเหลี่ยม' จะเคยกล่าวทีเล่นทีจริงว่าจะอยู่ให้ถึง 16 ปี เท่ากับจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่การเมืองในยุค 'แมวทุกสีเซ็งลี้กันถ้วนทั่ว' การเมืองภาคประชาชนจะต้องระมัดระวัง 'เหลือบตัวใหม่' ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ 'คนจำพวกทักษิณ' เอาไว้ให้จงดีด้วย และเหลือบจำพวกเดียวกันนี้ แม้แต่ในพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ 'เห็นหน้าตา' กันอยู่ว่ามีอยู่จำนวนหนึ่ง
ลุงคิดว่า ระบอบทักษิณ คงจะไม่อยู่นานถึง 16 ปี แม้ปัจจุบันจะมีการขึ้นคัตเอ้าท์บอกว่า ขอยิ้มรับกับอุปสรรคการเมืองทุกรูปแบบ -แต่การ 'ยิ้มรับ' ในวาระใหม่นี้ สิ่งที่ ระบอบทักษิณ จะต้องเผชิญโดยไม่จำเป็นต้องใช้ 'มาตรา 7' ก็คือการ 'ยิ้มสู้' ต่อไปของภาคประชาชนและของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล!!
<<ถ>> คนชั้นกลางเป็นพลังส่วนใหญ่ในขบวนการล้มระบอบทักษิณ แต่...ยังมีคนชั้นล่างอีกมากมายที่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม วันๆ คิดถึงแต่การหาเงิน กลัวตัวเลขในธนาคารจะลดลง ถึงคราวเลือก ส.ส. ก็เลือก ทรท. ถามว่าชอบเขาเหรอ ตอบว่าก็ไม่รู้จะเลือกใคร ถึงคราวเลือก ส.ว. ถามว่าเลือกใคร ตอบว่าไม่ไปเลือก...ขี้เกียจ ถ้าไม่ไปเลือกจะเป็นอะไรหรือเปล่า เออ...ไม่เป็นไรหรอก เพราะไงแกก็ไม่สนใจอนาคตอยู่แล้วนี่ สองพวกนี้คุณลุงว่าพวกไหนน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างพวก ร้าก...ท้าก..ษิณ กับพวก..ปล่อยไปตาม...กรรม
<<ต>> พวกปล่อยไปตาม...กรรม!!
<<ถ>> เพื่อนหนูใน 10 คนที่สุ่มดู คุณลุงเชื่อหรือไม่ว่า พวกเขาไม่รู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ธีรยุทธ บุญมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี แม้เพื่อนที่อยู่เชียงใหม่บางคนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ไนท์ซาฟารี - สวนสัตว์กลางคืน มันส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาอย่างไร แต่ถ้าไปคุยว่า (ไอ้) เรนมันสั้นหรือยาว แหม...รู้แฮะ หนูเองก็ไม่รู้จะโทษอะไร
<<ต>> เรื่อง ไนท์ซาฟารี นั้น ต้องโทษใบอนุญาตที่มาจาก 'คนหน้าเหลี่ยม' ได้เต็มร้อย ในยุค 'ทุนนิยมสามานย์' ที่ไม่รับผิดชอบกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในชุมชนต่างๆทุกวันนี้ ลุงคิดว่าแม้ผู้คนระดับรากหญ้าส่วนหนึ่งจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ลุงก็ไม่เคยเห็นยุคไหนสมัยไหนอีกแล้วที่ระบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศจะเสียสมดุลไปมากเท่ากับในยุค 5-10 ปีที่ผ่านมานี้
<<ถ>> ลุงสิงห์ฯ คะ 'ระบบการศึกษา' และ 'ระบบทุนนิยม' ทำให้หนูพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมประเทศเราจึงก้าวไม่พ้นคำว่า 'ด้อยพัฒนา'
<<ต>> มันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง ยิ้มสู้เถิดหลานเอ๋ย...ยิ้มสู้...เหมือนอย่างชื่อเพลงแจ๊สเพลงนั้น แล้วจะได้รับรู้ว่า แดจังกึม ในยุคสมัยนี้มันมาพร้อมกับ แดกจังแก!!
ศักดิ์สิทธิ์ คำหลวง : ลำปาง
<<ถ>> ขออนุญาตเขียนจดหมายต่อเป็นภาค 2 รู้สึกดีใจที่ได้รับสูจิบัตรกึ่งโปสการ์ด สุชาติเฟลเลีย ชอบชื่อนิทรรศการ แต่ไม่เห็นด้วยกับคำว่า failure ของเพื่อนสิงห์ฯ ที่ชื่อ 'สุชาติ' เชื่อว่าสิงห์ฯ คงมีนัยประการที่ต้องการ 'หยิกสังคม' หรือ 'หยอกตัวเอง' เข้าใจว่าเพื่อนของสิงห์ฯ คนนี้ยังมีวิญญาณของความเป็นครูอย่างสม่ำเสมอ
<<ต>> เคยอธิบายไปบ้างแล้ว ตั้งแต่สมัยแสดงงานศิลปะภาคแรก งานแสดงของเพื่อนสิงห์ฯ ครั้งที่ผ่านมาถือเป็นไตรภาคที่ต่อมาจาก 2 ครั้งก่อน โดยเฉพาะในแง่การตั้งชื่อนิทรรศการให้น่าหมั่นไส้เล่น เนื่องจากเห็นว่ายุคนี้ สมัยนี้ คนรุ่นนี้ มักมีค่านิยมเรื่องใช้ภาษาอังกฤษแบบเปรอะไปหมด ตั้งแต่ชื่อหนังสือ ชื่อนิตยสาร ชื่อคอลัมน์ ตลอดไปจนถึงชื่อพ่อ ชื่อแม่ ชื่อลูก ชื่อหมา ฯลฯ เอาเป็นว่าเมื่อไม่ใช่ สุธีสักสามสี่ชาติ ก็ขอใช้ชื่อสุชาติเป็นภาษาอังกฤษแบบพันธุ์ใหม่สักสามสี่ที ดังนั้นเลยดัดจริตตั้งเป็นชื่อให้เข้าชุดเป็นไตรภาคว่า Suchartopia, Suchartmania และ Suchartfailure เมื่อเอาคำว่า Suchart มาแยกเป็น Such-art ก็จะแปลได้อีกความหมายหนึ่ง คือไม่ได้เกี่ยวข้องกับชื่อ 'สุชาติ' อีกต่อไป ชื่อของนิทรรศการศิลปะทั้ง 3 ครั้งนั้นเมื่อเอาไปแยกส่วน ก็จะแปลได้อีกความหมายหนึ่ง คือกลายจากเรื่อง 'ส่วนตัว' ไปสู่ 'ส่วนรวม' Such-artopia, Such-artmania และ Such-artfailure ครับ คุณหนูๆ ...นี่ไงบทสรุปของสังคมร่วมสมัยในประเทศนี้ที่เมื่อว่ากันอย่างเป็นระบบแล้ว คำว่า Art นั้นมักพบกับความล้มเหลว - Failure!!
<<ถ>> นานเกินกว่าสิบปีแล้ว แต่ผมยังจำได้ขึ้นใจที่สิงห์ฯ เคยพูดว่า 'ไม่เทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ' ผมว่าผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้นับวันก็จะเป็นอย่างที่สิงห์ฯ ว่ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะใครคนหนึ่งที่หน้าเหลี่ยมๆ คนนั้น
<<ต>> ขอตอบคำเดียว - ครับ!!
<<ถ>> ได้ยินมาว่าเพื่อนของสิงห์ฯ คนนั้นจะเลิกเขียนภาพ หรือหยุดแสดงงานศิลปะอะไรทำนองนั้น ผมเห็นว่าไม่น่าจะถึงขั้นหยุดไปเลย โดยส่วนตัวผมชอบชิ้นงานที่ชื่อ จินตทัศน์ 1-2, ขุนเขาร่ำไห้ และ โลกคู่ขนาน มากเป็นพิเศษ ผมว่าเทคนิคนี้เพื่อนของสิงห์ฯ คุมได้และ 'ดึง' อะไรออกมาได้มาก ซึ่งสามารถคลี่คลายต่อไปได้อีก เทคนิคนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพพิมพ์แบบ Monoprint ที่ให้อิสระในการแสดงออกของจินตนาการได้มากกว่าวิธีการอื่น แต่ชิ้นงานที่ทำด้วยเทคนิค brush work ก็ลึกซึ้งดีครับ ใจนิ่งและจินตนาการก็ไพศาล
<<ต>> ตอบแทนเพื่อนของสิงห์ฯ คือตัวอักษรของคุณให้กำลังใจมาก การทำงานศิลปะนั้นควรจะทำต่อไม่หยุดจนกว่าจะหมดลมหายใจ ลำพังชิ้นงานเท่าที่มีอยู่ก็ยังสามารถแสดงงานต่อไปได้อีกหลายครั้ง แต่เพื่อนของสิงห์ฯ เห็นว่า มันน่าจะ 'ซ้ำ' แล้ว ก็ได้ ดังนั้น ชิ้นงานในรูปแบบที่ปรากฏทั้ง 3 ภาค จึงขอจบต่อ 'สาธารณะ' เพียงแค่นั้น ส่วนชิ้นงานอื่นๆ ในรูปแบบและเนื้อหาใหม่จะยังคงดำเนินต่อไป เท่าที่สุขภาพและเวลาจะอำนวย
<<ถ>> เห็นสิงห์ฯ ชอบดูหนัง อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนนะครับ ถ้าจะบอกสิงห์ฯ ว่า ผมยินดีส่งดีวีดี เรื่อง Pollock ซึ่งเป็นหนังชีวประวัติของ Jackson Pollock นำแสดงโดย 'เอ็ด แฮริส' มาให้ โดยเฉพาะดีวีดีชุดนี้มี booklet แถมมาให้ด้วย
<<ต>> ขอบคุณครับ ผมเคยดูแล้ว หนังเรื่องนี้ 'เอ็ด เเฮริส' ทำได้ดีมาก การแสดงก็เข้าท่า เห็นแล้วก็รู้ว่าต้องไปฝึกวิธีจับแปรงให้ได้เหมือนอย่างศิลปินมืออาชีพ แผ่นดีวีดีอื่นๆ ที่คุณเอ่ยชื่อมาในจดหมาย ผมก็เคยดูหมดแล้วครับ
<<ถ>> ไม่ได้ตามอ่าน รหัสคดี ของพี่เรืองเดช จันทรคีรี (ส่วนหนึ่งคือที่ลำปางหาซื้อยาก) แต่อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพี่เรืองเดชถึงเกิดติดใจนิยายประเภทนี้มากมายนัก จนวันหนึ่งได้ซื้อพ็อคเกตบุ๊คของ Joyce Carol Oates จากร้านหนังสือกึ่งแกลลอรีในเชียงรายมาอ่าน ในเล่มนั้นเธอพูดถึงผลงานของ Raymond Chandler เรื่อง The Long Goodbye ผมเลยนึกถึงขึ้นมาได้ว่า เคยซื้อหนังสือเล่มนี้เก็บไว้นานเกินสิบปีแล้ว และเมื่อค้นขึ้นมาอ่านอีกครั้งก็ปรากฏว่าวางไม่ลง เพราะบทสนทนาของเขาคม-ลึก และเรื่องราวที่ต้องสืบสวนก็สลับซับซ้อนดีจริงๆ โดยส่วนตัวของสิงห์ฯ ชอบนักเขียนคนนี้ไหมครับ และคิดอย่างไรกับงานเขียนประเภทนี้
<<ต>> น่าจะถาม 'พี่เรืองเดช' ให้ได้ความไปเลยคงดีกว่า เพราะเขา 'หลุด' ไปทางนั้นเต็มที่แล้ว เขียนจดหมายไปให้กำลังใจเขาบ้างสิครับ ผลงานของ Raymond Chandler นั้น ว่าไปก็กลายเป็น 'รหัสคดี' ระดับ Modern Classic ไปแล้ว ในสมัยหนึ่งผมเคยติดนิยายประเภท 'รหัสคดี' อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คนใกล้ๆ ตัวก็ชอบอ่าน แต่ในระยะเดียวกันผมมักไปติด 'นิยายวิทยาศาสตร์' และ 'นิยายแฟนตาซี' ทั้งในงานแบบ อาเธอร์ ซี. คล้าก และแบบ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน (ผู้เขียน [The Lord of the Rings])
นิยาย 'รหัสคดี' เนื้อหาต่างๆ ในปัจจุบัน เท่าที่เห็นภาพรวมกว้างๆ นั้น ไม่ได้สนใจคำตอบว่า 'ใครคือคนทำ' ในตอนจบอีกต่อไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะคลี่คลายขยายตัวไปในลักษณะ 'ลูกผสม' จำนวนมาก กระนั้นก็ยังเป็นตัวแบบของนิยาย (Genre) ที่มุ่งแสวงหาจิตวิญญาณของสังคม 'นิยมความจริง' (Reality) และสังคม 'นิยมความมีเหตุมีผล' (Rational) สังคมไทยเป็นสังคมที่นิยาย 'รหัสคดี' น่าจะเติบโตงอกงามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสังคมญี่ปุ่นสมัยเมจิ เนื่องจาก 'อิทธิพลนำเข้า' ที่เป็นตัวแบบของนิยายประเภทนี้ต่างเข้ามาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่อนิจจา...นิยาย 'รหัสคดี' ของไทยกลับไม่ได้พัฒนาคลี่คลายไปไหนเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งต่อมากลับยังตกเป็นเหยื่อรหัสคดีประเภท 'เจ. บุ๊ค' และ 'เค. บุ๊ค' อย่างหมดท่าอีกด้วย...น่าละอายแทน นายแก้วนายขวัญ เสียจริงๆ!!
สำหรับเรื่อง The Long Goodbye ของ เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ นั้น ผมเคยอ่านมานานจนลืมหมดแล้ว เคยดูหนังที่สร้างจากผลงานเรื่องนี้ในยุคต้นทศวรรษ 1970 ด้วย หนังเรื่องนี้ เอลเลียต กูตท์ เล่นเป็นนักสืบ ฟิลิป มาร์โลว์ ผู้รักแมวและซื่อสัตย์ต่อเพื่อน แต่เมื่อสืบลึกลงไปเรื่อยๆ จึงได้บทเรียนว่า 'แมว' ต่างหากที่ซื่อสัตย์มากกว่า 'เพื่อน' ดังนั้น คำว่า The Long Goodbye เลยกลายมาเป็นเหมือนตอนจบของเรื่องว่า 'ลาก่อน...ไอ้เพื่อนชั่ว'
ผมเข้าใจว่ามีหนังเรื่องนี้เป็นแผ่นดีวีดีออกมาแล้ว แต่ขณะนี้ยังหาแผ่นไม่พบ ถ้าคุณไปพบแถวแม่สาย อย่าลืมส่งข่าวให้ทราบบ้าง ไหนๆ ก็เห็นเต็มอกเต็มใจจะเป็น 'เมืองขึ้นของจีน' กันแล้วตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับรากหญ้า ดังนั้นก็เป็นมันเสียตั้งแต่แม่สายจนถึงคลองถม..ใช่หรือไม่ พ่อแม่พี่น้อง!!
คนไร้ยางอาย
เมื่อคนเป็นผู้นำทำยึกยัก
ประกาศขอเว้นวรรค...ชักสงสัย
คงมีกิเลสหนาค้างคาใจ
ขอชักใยอยู่เบื้องหลังก็ยังดี
จึงไม่ยอมปล่อยวางอย่างที่คิด
ยังยึดติดตำแหน่งแห่งศักดิ์ศรี
ไม่ 'ลาออก' แค่ 'เว้นวรรค' สักหนึ่งปี
เพราะผลประโยชน์ยังมี...อีกมากมาย
เป็นผู้นำที่ไม่ใสสะอาด
ประเทศชาติปี้ป่นจนเสียหาย
คนหน้าเหลี่ยมเจ้าเล่ห์เพทุบาย
จ้องจะขายทุกอย่างให้ต่างแดน
จริยธรรมไม่สนใจเห็นได้ชัด
คนเหลี่ยมจัดหาทางคิดวางแผน
ตั้งนายกฯ เงาขึ้นเป็นเช่นตัวแทน
เป็นหุ่นเชิดให้โลดแล่น...ได้ดั่งใจ
ความรับผิดชอบไม่มีอย่างที่เห็น
ข้อกล่าวหาทุกประเด็น...นั้นยิ่งใหญ่
คนนับแสนตะโกนไล่ให้ออกไป
ยังทนหน้าด้านอยู่ได้...ไร้ยางอาย
ทวีสิทธิ์ ประคองศิลป์
ศิลปินดีเด่นด้านวรรณศิลป์ จังหวัดเพชรบุรี
|
|
|
|
|
|
|
|