 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ข่าวต่างประเทศ / สุดา มั่งมีดี
ประเทศน้องใหม่ที่ชื่อ 'มอนเตเนโกร'
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ชาวมอนเตเนโกรจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 86.5% แห่กันออกไปใช้สิทธิลงประชามติ เพื่อตัดสินอนาคตของประเทศ ว่าจะรวมตัวเป็นสาธารณรัฐกับเซอร์เบียต่อไป หรือแยกออกเป็นรัฐอิสระ ซึ่งจะปิดฉากความเป็นประเทศของยูโกสลาเวีย หลังจากรัฐต่างๆ ในสหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย แยกตัวออกไปเป็นอิสระกันไปหมดแล้วในสงครามนองเลือดช่วงต้นทศวรรษ 90
กลุ่มที่สนับสนุนการแยกตัว ส่อเค้าว่าจะชนะตั้งแต่เริ่มลงประชามติ แต่กลุ่มที่ต่อต้านการแยกตัวก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ทำให้สังคมของมอนเตเนโกร มีความแตกต่างกันทางความคิดอย่างมาก จนก่อให้เกิดความวิตกว่าอาจนำไปสู่เหตุรุนแรง เพราะจากประวัติศาสตร์ยูโกสลาเวีย แสดงให้เห็นว่าผลการลงประชามติ บางนัดนำไปสู่การปะทะกันครั้งใหญ่และการปะทุของกระแสชาตินิยม อย่างกรณีของสงครามบอสเนีย ที่เริ่มต้นขึ้นในวันที่บอสเนียลงมติแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระเมื่อต้นปี 2535
สำหรับความเห็นของชาวมอนเตเนโกรบางคนอย่าง ดรากัน เปโรวิก คนงานรถไฟรายหนึ่งนั้น เขามองว่า วันลงประชามติเป็นวันประวัติศาสตร์สำหรับมอนเตเนโกร วันที่เขาบรรลุความต้องการอิสรภาพ หลังโหยหามานานถึง 88 ปี
สหภาพยุโรป (อียู) วางกฎในการที่มอนเตเนโกรจะแยกตัวออกจากเซอร์เบีย ว่าต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 55% ซึ่งผลอย่างเป็นทางการก็ระบุว่า ประชาชน 55.5% สนับสนุนการแยกตัว นับเป็นคะแนนที่เฉียดฉิวอย่างยิ่ง ขณะที่ผู้ต้องการให้รวมตัวกับเซอร์เบียต่อไป มีจำนวน 44.5%
หลังทราบผลอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีบอรัส ทาดิก แห่งเซอร์เบีย ได้กล่าวยอมรับผลลัพธ์ของการลงประชามติ และจะเดินทางไปมอนเตเนโกรเพื่อแสดงความยินดีกับผู้นำ แม้ส่วนตัวแล้วเขาปรารถนาให้สองรัฐรวมตัวกันต่อไป เพราะเชื่อว่าจะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการได้เข้าเป็นสมาชิกอียูได้เร็วกว่า
รัฐสภามอนเตเนโกรจะประกาศการแยกตัวภายใน 15 วัน หลังได้รับผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการขั้นสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ 3 มิถุนายน แต่การแยกตัวอย่างเป็นทางการนั้นคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือน
เมื่อมอนเตเนโกรแยกตัวออกมาแล้ว เซอร์เบียก็จะกลายเป็นรัฐอิสระไปโดยปริยาย โดยหัวหน้าผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเซอร์เบีย กล่าวว่า เซอร์เบียอาจประกาศอิสรภาพ คล้อยหลังมอนเตเนโกรไม่กี่วัน
วุก ดราสโควิก รัฐมนตรีต่างประเทศเซอร์เบีย กล่าวว่า เซอร์เบียอาจเริ่มต้นการเป็นรัฐอิสระ ด้วยการฟื้นระบอบกษัตริย์ หลังจากกษัตริย์ปีเตอร์ที่ 2 ทรงหลบหนีออกจากประเทศเมื่อปี 2484 เพราะการรุกไล่ของนาซี
"นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของมอนเตเนโกรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเซอร์เบียด้วย" ดราสโควิกระบุ
ขณะที่บรรยากาศในมอนเตเนโกรเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองหลังทราบผลการลงประชามติแยกตัว แต่ในเซอร์เบียไม่มีการจุดพลุแต่อย่างใด และนับจากนี้เซอร์เบียซึ่งมีประชากร 8 ล้านคน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ทั้งยังมีปัญหาที่ต้องสะสางอีกมากมาย
สำหรับประวัติของมอนเตเนโกรนั้น เคยเป็นอาณาจักรอิสระ แต่ถูกลบไปจากแผนที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ครั้งนั้นชาวมอนเตเนโกรจำนวนมากไม่สามารถยอมรับได้ และทำสงครามกองโจรอยู่ 7 ปี ล่วงจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐทั้ง 6 ของยูโกสลาเวีย ก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์
ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ซึ่งเกิดสงครามนองเลือดในยูโกสลาเวีย ผู้นำของมอนเตเนโกรไปเข้าข้างประธานาธิบดีสโลโบดาน มิโลเซวิชแห่งเซอร์เบียที่ทำสงครามในสโลเวเนีย โครเอเชีย และบอสเนีย แต่ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายเสื่อมทรามลงในเวลาต่อมา จากนั้นอียูได้ช่วยทำข้อตกลงรวมเซอร์เบียและมอนเตเนโกรเข้าเป็นสาธารณรัฐเมื่อปี 2545 เพราะเกรงว่าประเทศในคาบสมุทรบอลข่านจะแตกออกไปอีก หลังจากโครเอเชียและสโลเวเนียเปิดฉากการแยกตัวออกจากยูโกสลาเวียเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ระหว่างสงครามนองเลือด
แต่ดูเหมือนชาวมอนเตเนโกรจำนวนหนึ่งไม่พอใจ ด้วยเหตุผลว่าการอยู่กับเซอร์เบียไม่ 'รุ่ง' ทั้งที่มอนเตเนโกรมีวิวทิวทัศน์สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจทั้งเนินเขาสูงและชายทะเลที่ตระการตา การแยกตัวออกเป็นประเทศน่าจะช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจ และผลักดันให้มีความคืบหน้าในการเข้าร่วมกลุ่มสหภาพยุโรป เหมือนสโลเวเนีย ที่ได้เป็นสมาชิกใหม่อียู
ทั้งนี้ การที่เซอร์เบียไม่ยอมส่งตัวนายพลรัตโก มลาดิก เพื่อขึ้นรับการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามแก่องค์การสหประชาชาติ ทำให้อียูระงับการเจรจาเพื่อรับเซอร์เบีย-มอนเตเนโกร เข้าเป็นสมาชิก
นายกรัฐมนตรีไมโล จูคาโนวิก แห่งมอนเตเนโกร กล่าวว่า แรงจูงใจในการตั้งรัฐอิสระของเขา คือความปรารถนาที่จะไม่ถูกครอบงำจากเซอร์เบีย ซึ่งมีประชากรมากกว่ามอนเตเนโกรกว่า 10 เท่า และเขาตั้งความหวังนำประเทศเกิดใหม่แห่งนี้ เข้าเป็นสมาชิกอียูภายในสิ้นปี
ขณะกลุ่มที่สนับสนุนการรวมตัวกับเซอร์เบียต่อไป ชี้ว่า มอนเตเนโกรมีขนาดเล็ก และอ่อนแอเกินไป ด้วยจำนวนประชาชนเพียง 650,000 คน อีกทั้งสายสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐทั้งสอง ยังแนบแน่นอย่างมากตามประวัติศาสตร์อันยาวนานของสองรัฐ ที่มีศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ร่วมกัน
ในส่วนของผู้นำในคาบสมุทรบอลข่าน ต่างพากันยินดีกับการแยกตัวของมอนเตเนโกร และระบุว่า เป็นอีกก้าวหนึ่งไปสู่การฟื้นตัวของภูมิภาคที่เคยถูกสงครามรุมเร้า ผู้นำทางการเมืองของโคโซโว ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่ต้องการแยกตัวออกจากเซอร์เบีย กล่าวไปไกลถึงขั้นที่ว่าภายในสิ้นปีนี้ โคโซโวจะเดินตามรอยมอนเตเนโกร และขึ้นเป็นประเทศเกิดใหม่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาซิโดเนีย ซึ่งเป็นอีกรัฐหนึ่งเคยอยู่ใต้เงาของยูโกสลาเวีย กล่าวว่า โครงการยูโกสลาเวีย ได้ปิดฉากลงแล้ว
|
|
|
|
|
|
|
|