เนชั่นสุดสัปดาห์

บรรณาธิการ O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
สัมภาษณ์พิเศษ O
เหตุเกิดที่..อู่ทองใน O
แม่ไม้การเมือง O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
เทพชัย หย่อง O
ปักกลดกลางป่ากระดาษ O
เล่าเรื่องจากโรงเรียน O
คิดจากความว่าง O
พลวัตจีน O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

สิงห์สนามหลวง O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
เรื่องเล่าของคนเดินทาง O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 

พลวัตจีน / สมภพ มานะรังสรรค์

จีนกับการสร้าง 'แนวร่วม' อเมริกัน (จบ)

ในบรรดาธุรกิจขนาด 'ยักษ์ใหญ่' ของแดนอินทรีที่แนบแน่นกับแดนมังกรมาก ดูจะมี 'Wal-Mart' ธุรกิจค้าปลีกจำพวก 'ดิสเคาน์สโตร์' ยืนอยู่ในแถวหน้าสุด และที่ยังยืนเรียงๆ กันให้เห็น ก็ยังมีโบอิ้ง GM ฯลฯ

สำหรับ 'Wal-Mart' แล้ว ดูจะมีความสัมพันธ์กับจีนไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลของตนอย่างสิ้นเชิง

จากการที่ 'Wal-Mart' มีกลยุทธ์การตลาดโดยขายแบบ 'เมาโหลถูกกว่า' กล่าวคือ ขายทีละมากๆ และขายในราคาต่ำ โดยการเอาส่วนเหลื่อมกำไร (Profit margin) ต่อหน่วยของสินค้าที่ขายน้อยๆ นั้น ช่างเหมาะเจาะสอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจแบบเพิ่มยอดการผลิตสูงสุด (Maximize production) และเพิ่มยอดขายสูงสุด (Maximize sale) ของจีนเป็นที่ยิ่งนัก

เพื่อครองความเป็นเจ้าของในธุรกิจค้าปลีกแบบ 'Discount store' 'Wal-Mart' ยากที่จะหลีกเลี่ยงการนำเข้าสินค้าราคาถูกๆ จากจีนที่ยึดหลัก 'China price' ไปขายในตลาดสหรัฐได้

ภาวการณ์ดังกล่าว ทำให้ 'Wal - Mart' เพียงบริษัทเดียว ก็มีการนำสินค้าจากแผ่นดินมังกร เข้าไปขายในอาณาจักรอินทรีถึงปีละร่วม 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10% ของมูลค่านำเข้าจากจีนรวมของสหรัฐในแต่ละปี

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สินค้าราคาถูก แต่คุณภาพใช้ได้ของจีน ได้มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพอันสูงลิบลิ่วในสหรัฐ รวมตลอดถึงการมีบทบาทในการช่วยตรึงราคาสินค้าไม่ให้ขึ้นสูงและขึ้นรวดเร็วเกินไปในแดนอินทรี ทั้งๆ ที่ในหลายขวบปีที่ผ่านมา สหรัฐเผชิญกับการต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากๆ (Expansionary Monetary Policy) ที่น่าจะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ (Inflation) ได้ง่ายและได้มาก

การดำเนินนโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายแบบ 'สองประสาน' ดังกล่าว มักจะไม่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐบ่อยครั้งนัก เพราะเกรงว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่จะทำให้ปริมาณเงิน (Money supply) ในระบบเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นมากๆ นั้น จะช่วยเร่งให้สภาวะเงินเฟ้อขยายตัวตามมา

ยิ่งในช่วง 3-4 ขวบปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันและพลังงานต่างๆ ในสหรัฐ (และในโลก) ได้เพิ่มสูงขึ้นมาและยาวนาน ก็ยิ่งมีโอกาสเร่งปัญหาเงินเฟ้อในแผ่นดินอินทรีให้พุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

แต่ก็ปรากฏว่า แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น จนเป็น 'สาเหตุ' สำคัญที่ทำให้ธนาคารกลาง (The Feral Reserve) ของสหรัฐ โดยการนำของนายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีชื่อว่า 'The Federal Fund Rate' ขึ้นไปนับสิบๆ ครั้ง แต่ก็กล่าวได้ว่าอัตราเงินเฟ้อในแผ่นดินอินทรี ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก เมื่อพิจารณาจากเหตุปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ที่ล้วนแล้วแต่น่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงมากไปกว่าในช่วงที่ผ่านมา

'ตัวแปร' ประการหนึ่งที่ช่วยหน่วงรั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในแดนอินทรี ไม่ให้พุ่งทะยานรวดเร็วเกินไป คือสินค้าหลากหลายชนิดจากแดนมังกรที่หลั่งไหลเข้าไปในสหรัฐ โดยการตั้งราคาขายแบบ 'China price' นั่นเอง

ผลที่ตามมาคือ การที่ประชาชนผู้บริโภคในแผ่นดิน 'ลุงแซม' เอง ก็ได้กลายเป็น 'แนวร่วม' กับจีนไปโดยปริยาย แม้ว่าจะ 'ตกร่องปล่องชิ้น' แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ตาม

'แนวร่วม' อีกสาขาอาชีพหนึ่งในสหรัฐของจีน คือบรรดาสำนักงานกฎหมายทั้งหลาย ที่ต่างได้ธุรกิจของจีนเป็นลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นทนายความให้ธุรกิจจีนที่มักเผชิญกับปัญหาการถูกตอบโต้จากสหรัฐ ด้วยข้อหา 'ทุ่มตลาด' (Anti Dumping) เสมอๆ

ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ แม้ว่าอดีตเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์เองที่มักจะเป็น 'คู่กรณี' ที่ตั้งข้อกล่าวหาธุรกิจจีนว่า 'ทุ่มตลาด' เอง ก็ลาออกมาทำงานในสำนักงานกฎหมายเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจจีนด้วย

ตัวอย่างเช่น กรณีที่นาย James Jochum อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้าน 'Anti Dumping' ได้ลาออกไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อว่า 'Mayer Brown Rowe & Maw' เมื่อปี 2005 ที่ผ่านมา (Asian Wall Street Journal, February 17-19, 2006)

แม้ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่สูงมากแก่บรรดาสำนักงานกฎหมายทั้งหลายของสหรัฐ แต่ถ้าหากว่าบริษัทของจีนต้องการรักษาตลาดของตนในแผ่นดินอินทรี ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของจีน ก็ดูจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และ 'คุ้มค่า' ต่อการลงทุน เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพและเส้นสายสัมพันธ์ของทนายความ รวมตลอดถึงบรรดา 'Lobbyists' ที่มีต่อแวดวงการเมืองและระบบราชการของสหรัฐทั้งหลาย

'ปัญหา' อีกประการหนึ่งซึ่งค้างคาใจผู้บริหารของแผ่นดินมังกรมาก ก็คือ การที่จีนยังไม่ได้รับสถานะของการเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด (Market economic system) จากสหรัฐ (และจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ฯลฯ)

การขาดสถานะของการเป็นเศรษฐกิจระบบตลาดดังกล่าว ยิ่งทำให้จีนต้องกลายเป็นผู้ตั้งรับในเกมการค้าโลก เพราะประเทศคู่ค้าจะสามารถใช้กฎหมาย 'Anti Dumping' เพื่อเล่นงานสินค้าจากจีนได้อย่างสะดวกมือยิ่งขึ้น เพราะประเทศคู่ค้าจะมีความได้เปรียบในการคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าจีน โดยการใช้หลักเกณฑ์ที่ตนเป็นผู้กำหนดขึ้นได้สะดวกขึ้น ทำให้จีนตกเป็น 'จำเลย' ของการทุ่มตลาดสินค้าได้ง่ายดายขึ้น ซึ่งก็หมายถึงความคล่องตัวของประเทศคู่กรณีในการออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ดังกล่าวได้มากยิ่งขึ้น

ภาวการณ์ข้างต้น ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจจีนต้องดำเนินกลยุทธ์ 'ยืมมีดข้าศึก เอาไว้ฆ่าศัตรู' โดยการจ้างที่ปรึกษาและทนายความมือดีจากสำนักกฎหมายดังๆ ของสหรัฐเอง ในการต่อสู้กับข้อกล่าวหาจากทางการสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกระทรวงพาณิชย์ (The Commerce Department) ของแดนอินทรี ที่อยู่ใน 'ด่านหน้า' ของการขัดแย้งเรื่องการค้ากับแดนมังกร

นอกจากการทำหน้าแก้ต่างให้ธุรกิจจีนที่เผชิญกับปัญหาในสหรัฐแล้ว ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกันดังกล่าว ยังทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อรายงานให้ลูกค้าของตนรับรู้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แทนที่จะมัวรอให้หน่วยงานราชการคู่กรณีของสหรัฐ เป็นผู้แจ้งให้ทราบ ส่งผลให้ธุรกิจจีนเหล่านั้น สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้กับข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางการสหรัฐ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลประโยชน์ร่วมระหว่างสหรัฐกับจีนข้างต้น ได้ส่งผลให้จีนต้องสร้าง 'แนวร่วม' เลือดอินทรีเอง เพื่อส่งผลให้มังกรสามารถขับเคี่ยวต่อสู้กับพญาอินทรีซึ่งเป็น 'เจ้าเวหา' ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Weekend / Produced & Designed by : Nation Weekend Internet All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com