 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
คิดจากความว่าง / ดังตฤณ
อีก 7 วันฉันจะตาย (1)
วันแรก
โอ๊ย!! เบื่อ! เบื่อ! เบื่อ! ไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้ว ชั่วโมงเดียวก็นานทน นับดูจากตอนนี้ กว่าจะแก่ตายมันอีกร่วมสี่แสนชั่วโมง! โอย... ไม่เอาด้วยหรอก! ขอตัดหน้าธรรมชาติหน่อยเถอะ!
แปลกดี วันนี้เพิ่งรู้ว่ากำลังจะรับทรัพย์อื้อ สงสัยโชคชะตาจะหาทางยื้อให้อยากอยู่ต่อ แต่ไม่สำเร็จหรอก ฉันไม่ยักดีใจแฮะ แทนที่จะเอาเงินฟาดหัว ฉันอยากให้โชคชะตาเอากระบวยทุ่มกบาลมากกว่า ทีเดียวให้เท่งทึงไปเลย
เอาล่ะนะ... ฉันตัดสินใจแน่แล้วว่าจะตาย ขีดเส้นตายแบบที่หมายถึงจะต้องม้วยมรณังภายในกำหนดอย่างแน่นอน รับรองไม่มีบิดพลิ้ว ไดอารี่เล่มนี้จะเป็นหลักฐานว่าฉันเอาจริง คุณตำรวจจะได้ไม่ต้องสืบให้เหนื่อย
เส้นตายกี่วันดี? เอาซัก 7 วันก็แล้วกัน ทำไมต้อง 7 วันหรือ? สาบานว่าไม่ใช่เอาไว้เผื่อสำหรับการเปลี่ยนใจ ฉันแค่อยากรู้ให้มากที่สุดก่อนจะไม่ได้รู้อะไรอีก ตอนยังไม่ตัดสินใจตาย หนึ่งนาทีเหมือนนานเกินไป แต่พอตกลงใจว่าจะตายแน่ หนึ่งอาทิตย์รู้สึกกำลังเหมาะสำหรับดูโลกเป็นช่วงสุดท้าย
ขอตั้งชื่อวิธีลาโลกของฉันว่า '7 วันฉันจะตายแบบขำๆ' แล้วกันนะ นับวันนี้เป็นวันแรก คนข้างหลังอ่านแล้วจะได้ไม่ซีเรียสตาม วันต่อๆ ไปจะพยายามเขียนให้ขำ แม้ว่าฉันกำลังขำไม่ออกอยู่ก็ตาม รู้ไว้ว่าคนยิ้มไม่ออกอย่างฉัน ยังอยากฝากมุกให้คนอื่นยิ้มออกอยู่นะ
วันที่สอง
ฉันตื่นมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไป เออ... พอคนเราตกลงใจว่าจะตายแน่มันเป็นอย่างนี้เอง ความรู้สึกเหมือนผีตายซากที่ยมบาลไม่ยอมลากคอไปซะที รออยู่นะพี่ยม ไม่มาให้สมใจซะที
ช่วงสายฉันเข้าเน็ต เท่าที่คิดออกว่าอยากทำคือค้นหาคำว่า 'ฆ่าตัวตาย' เพราะมันช่างเข้ากับอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน พอได้ลิงค์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ฉันก็อุทานอยู่ในใจ คุณพระที่ยังไม่เป็นสมีช่วยด้วย! (สมัยนี้อุทานแค่ 'คุณพระช่วย' มันสั้นไป) การฆ่าตัวตายกำลังเป็นแฟชั่นยอดนิยมหรือนี่? แปลว่าฆ่าตัวตายตอนนี้ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่เลย ใครๆ เขาก็ทำกัน
แต่ไม่เป็นไร ว่ากันว่า คนเราถ้าหดหู่ เซื่องซึม เคร่งเครียดเพราะคิดมากหลายอาทิตย์ติดๆ กัน จะอยากจบชีวิตเดี๋ยวนั้น นี่ฉันมีสภาพเหมือนส้วมซึมที่ชักน้ำไม่ลงมาเป็นเดือนแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามาว่าฉันนะ ช่วยสดุดีด้วยว่าฉันเป็นยอดมนุษย์ ค่าที่มีน้ำอดน้ำทนเกินระดับเฉลี่ยมาได้ขนาดนี้
ตามสถิติคนไม่มีห่วงจะตัดสินใจง่ายกว่าคนมีห่วง อือม์... เข้าข่ายคนโสดอย่างฉัน แล้วคนมีการศึกษาสูงก็จะอยากตายมากกว่าคนมีการศึกษาต่ำ เอ... แล้วฉันมันเนี่ยแบบไหน จบตรีเขาเรียกศึกษาสูงหรือต่ำกันแน่หวา? เดี๋ยวนี้สมัครงานที่ไหนใครๆ ก็ถามหาปริญญาโทกันทั้งนั้น เอาเป็นว่าฉันมีการศึกษาระดับงงๆ ครึ่งๆ กลางๆ ก็แล้วกัน
วันที่สาม
ชั่งใจว่าฉันควรบันทึกไว้ถึงมูลเหตุของการฆ่าตัวตายดีไหม คิดไปคิดมาตกลงว่าดีก็แล้วกัน ตำรวจจะได้ไม่สงสัย เรื่องเงินฉันคงไม่มีปัญหาไประยะหนึ่ง เพราะซื้อหวยไว้แล้วมันดันถูกขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ได้มาหลักแสนล่ะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ภูมิใจที่มีชีวิตเอาเลย ในเมื่อโดนไล่ออกจากงานมาสดๆ ร้อนๆ ก่อนหน้าถูกหวยไม่กี่วัน
สาเหตุที่โดนไล่ออกเพราะทำงานผิดซ้ำซาก บริษัทเสียหาย เจ้านายบอกว่าแทบอยากกระโดดสะพานปิ่นเกล้าประชดฉัน ดีนะที่นึกขึ้นได้ว่าคนสมควรโดดคือฉันไม่ใช่เขา
สาเหตุที่ทำงานผิดซ้ำซาก ก็เพราะคิดมากเรื่องคนหน้าด้าน เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะต้องคบกับคนหน้าด้านเนิ่นนานถึงสามปี เสียดายน่าจะปิดให้มิดกว่านี้หน่อย สุดท้ายมาให้รู้ทำไมว่าหน้าด้าน โอ๊ย!! เขียนแล้วอยากตื้บคนหน้าด้าน ทำไมตอนหลับฉันยังใจอ่อน ยอมยิ้มหวานให้กับคนหน้าด้านอยู่ได้ทุกคืน ที่ถูกต้องทำหน้าทำตาถมึงทึง แสดงความเกลียดมัน แยกเขี้ยวใส่มันต่างหากถึงจะใช่!
ป่านนี้มันไปอี๋อ๋อกับคู่หูชู้ชื่นที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่อย่าเดินผ่านหน้าบ้านก็แล้วกัน ฉันจะเตะมันให้ดู อย่าหวังให้ยิ้มหวานเหมือนในฝันเลย!
วันนี้ฉันอ่านข่าวคนฆ่าตัวตายอีก อ่านไปเรื่อยๆ เพราะข่าวมีให้อ่านย้อนหลังออนไลน์เยอะ นอกจากอ่านเรื่องคนฆ่าตัวตาย เลยอ่านต่อไปถึงคนตายแบบอื่นๆ ถึงเพิ่งรู้ว่าโลกนี้คือดินแดนแห่งความตาย ตลอดเวลาทุกวินาทีมีศพอย่างน้อยสองหัว วันละแสนเจ็ด ปีละเกือบร้อยล้าน โฮ้! เกิดมาไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย มองๆ ไปทำไมมันเหมือนโลกของคนเป็นอยู่ล่ะ ไปแอบตายกันที่ไหนเนาะ?
วันที่สี่
เสียดาย... คนตายไม่ได้พูด ไม่งั้นประสบการณ์ของคนฆ่าตัวตายคงเอามาใช้การได้มั่ง ฉันจะตายอย่างคนมีการศึกษา เขาว่าคนจงใจตาย วางแผนตายล่วงหน้านานๆ นี่อ่านยาก ซึ่งก็คงจริง แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ยังพูดจากับใครต่อใครได้เหมือนปกติ และใครต่อใครก็ไม่มีท่าทีระแคะระคายเกี่ยวกับวันมรณะที่ถูกกำหนดไว้ในหัวฉันแม้แต่คนเดียว แถมเจ้าเพื่อนยากยังทักด้วยซ้ำว่าหน้าตาสดใส ไปทำอะไรมา อนาถจริงๆ คบกันเกือบยี่สิบปี มีแต่เพื่อนรู้หน้าไม่เคยรู้ใจ
เมื่อสนใจความจริงเกี่ยวกับความตาย ก็ทำให้ตระหนักว่ามนุษย์เรากำลังตกอยู่ในท่ามกลางความจริงที่ลึกลับ อะไรๆ มันลึกลับไปหมด เกิดมาจากไหน จะต้องตายไปอย่างไร ถ้าใครสามารถทำให้เชื่อได้ว่าเขารู้จริงทะลุปรุโปร่ง ก็ทำให้คนอื่นพร้อมเงี่ยหู ใจจดใจจ่อรอว่าเขาจะเล่าอะไรให้ฟัง
ฉันอ่านไปเรื่อย เพื่อพบว่าถ้าไม่ตายจริง ก็ไม่มีสิทธิรู้เลยว่าใครมั่วนิ่ม เอาเถอะ วันหนึ่งคนพูดเรื่องความตายก็ต้องตายตามฉันไป ถ้าก่อนตายเขาพูดไม่จริง เขาก็อาจได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดยิ่งกว่านักฆ่าตัวตายมือสมัครเล่นอย่างฉันเป็นแน่
วันที่ห้า
ยิ่งอ่านเรื่องคนตายมากขึ้นเท่าไร ฉันยิ่งพบว่าก่อนตายหลายคนพยายามยื้อชีวิตเอาไว้ และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ฉันตั้งคำถามว่าทำไม... ทำไมคนเราถึงอยากมีชีวิตต่อ ทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาที่ไปของชีวิตตัวเองเลยซักเรื่อง?
ว่ากันว่า คนเราอยู่ต่อเพื่อตามล่าหาเซ็กซ์ในฝัน เกิดมาฉันยังไม่เคยมีเซ็กซ์สมฝัน คลั่งไคล้ดารากี่คนไม่เคยได้จูบปากซักจ๊วบ เอ้อ... แต่ฉันว่าฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อตามล่าหาเซ็กซ์ในฝัน อันที่จริงคือเกิดมาฉันไม่เคยมีเหตุผลว่าจะอยู่ไปทำไม มองย้อนกลับไปแล้วชีวิตมีแต่ความกลวงโบ๋ ยิ่งเปิดอ่านไดอารี่มากหน้าขึ้นเท่าไร ความจริงยิ่งปรากฏมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่มีให้บันทึกล้วนแล้วแต่สัพเพเหระหรือปัญญาอ่อน กระทั่งเริ่มเขียนไดอารี่ลาตายนี่แหละ ถึงเริ่มรู้สึกว่าชีวิตฉันเป็นเรื่องเป็นราว มีตัวตนจับต้องได้ มีคำคมๆ แทรกแซมหรอมแหรมขึ้นมาหน่อย
เอารูปเก่าๆ มาดู ตอนเด็กหน้าตาฉันมันเบื๊อกๆ ชอบกล จำได้ว่าโดนรังแกบ่อยๆ ถูกเตะจนก้นดำ กลับบ้านเจอพ่อแม่ฟาดซ้ำจนเป็นแนวเข้าให้อีก ไม่ฟังเลยว่าวันนั้นมอมแมมเพราะอะไร โอ้! ทำไมตอนจะตายมีแต่เรื่องให้นึกย้อนหน้าย้อนหลัง เห็นความกระจอกจิ๊กกะร้อกของตัวเองไปซะท้างน้าน!
(อ่านต่อฉบับหน้า)
|
|
|
|
|
|
|
|