เนชั่นสุดสัปดาห์

บรรณาธิการ O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
สัมภาษณ์พิเศษ O
เหตุเกิดที่..อู่ทองใน O
แม่ไม้การเมือง O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
เทพชัย หย่อง O
ปักกลดกลางป่ากระดาษ O
เล่าเรื่องจากโรงเรียน O
คิดจากความว่าง O
พลวัตจีน O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

สิงห์สนามหลวง O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
เรื่องเล่าของคนเดินทาง O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 

เรื่องโม้ๆ ของนักเรียนนอก / เพี้ยน นักเรียนนอก madpitch@yahoo.com

หน้าที่ของหมู่บ้านโป่งช้างแดง (ที่พี่ติ๊กกับน้องเจนนี่อาจไม่รู้)

นอกเหนือจากการงดฉายภาพยนตร์เรื่อง 'หมากเตะฯ' เราพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นปัญหาเรื่องของการผลิตสื่อของเมืองไทยที่กระทบต่อความสัมพันธ์ของ 'ประเทศเพื่อนบ้าน' นั้น เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

ในกรณีของประเทศลาวนั้น ยังนับว่าโชคดีอยู่มิใช่น้อย เพราะอย่างน้อยลาวก็มีสถานะเป็นประเทศ มีตัวแทนในระดับเอกอัครราชทูต ซึ่งทำให้อำนาจการต่อรองนั้นมีน้ำหนักและได้รับความสนใจจากสื่อและจากประชาชน เมื่อเทียบกับบรรดากลุ่มชนที่เราเรียกเขาว่า 'ชนกลุ่มน้อย' ตามตะเข็บชายแดนของเรา ซึ่งหากจำได้ เมื่อหลายปีก่อน มีการประท้วงของตัวแทนชนกลุ่มน้อย (ที่เราเรียกว่า 'ชาวเขา') ต่อคณะผู้จัดละคร อันเนื่องมาจากการนำเสนอภาพชาวเขาในลักษณะที่พวกเขาเห็นว่าลบหลู่ แต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ออกมาในลักษณะที่มีการตอบรับจากสังคมเท่ากับกรณีของประเทศลาว

สิ่งที่ผมกำลังจะโม้ให้ฟังในสัปดาห์นี้ก็คือ บางครั้งการผลิตและเสพวัฒนธรรมบางประการผ่านสื่อนั้น ก็มีความสลับซับซ้อนอยู่มิใช่เล่น และไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาและตัดสินกันแค่ว่า อะไรคือความจริง และความถูกต้องเท่านั้น

แต่ควรจะพิจารณาความหมายและการทำงานของเนื้อหาในสื่อเหล่านั้นด้วย เพราะการที่จะบอกแค่ว่าสิ่งนั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบข้อสงสัยอีกหลายประการได้ว่า แล้วทำไมสื่อเหล่านั้น หรือละครและหนังเรื่องนั้น จึงเร้าอารมณ์และเป็นที่นิยมของผู้ชมได้ถึงขนาดนั้น?

พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้เรามีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด เราก็ยังหนีไม่พ้นที่จะต้องพิจารณา 'การเล่าเรื่อง' ว่าการเล่าเรื่องนั้นก่อให้เกิด 'พลังในการโน้มน้าวใจ' อย่างไร

หมายความว่า ข้อมูลนั้นถูกหรือผิดเป็นเรื่องหนึ่ง หรือบางทีข้อมูลนั้นอาจไม่ผิด แต่เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ในแง่ที่ว่าอาจไม่ครบถ้วน ก็อาจส่งผลต่อผู้รับได้แตกต่างกัน

รวมไปถึงในกรณีที่ว่า ผู้สร้างสื่อนั้นมีความมุ่งหมายบางประการ แต่ความมุ่งหมายนั้นกลับส่งผลที่ไม่ได้ตั้งใจในอีกหลายๆ ด้านก็อาจเป็นไปได้ครับ

เรื่องโม้ๆ ในสัปดาห์นี้จะขอยกตัวอย่างกรณีละคร 'ต่างฟ้าตะวันเดียว' มาพิจารณา ซึ่งผมคิดว่าเป็นกรณีศึกษาอภิมหาอมตะนิรันด์กาลเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่าละครดังกล่าวนั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อสนองต่อความหวังดีของชนชั้นกลางที่จะสื่อสารกันเอง มากกว่าที่จะเกี่ยวข้องกับชาวโป่งช้างแดงและหมู่บ้านโป่งช้างแดงซึ่งเป็นฉากหลักและตัวละครหลักของเรื่อง

พูดง่ายๆ ก็คือ ความนิยมของเรื่องต่างฟ้าตะวันเดียว (นอกเหนือจากปัจจัยความสามารถและชื่อเสียงของนักแสดง) นั้น มาจากความหวังดีและการมองโลกในแง่ดีของคนกรุง มากกว่าเนื้อหาของความใสซื่อของชาวบ้าน-ชาวเขาในเรื่อง

เรื่องย่อของละครเรื่องนี้ก็คือ เจ้าฮูโต๋ (พี่ติ๊ก) นักเรียนแพทย์อัจฉริยะจากครอบครัวร่ำรวยผู้ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิตนอกจากสำมะเลเทเมาไปวันๆ จนถูกไล่ออกจากคณะ เกิดหลุดเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านโป่งช้างแดง ที่เป็นหมู่บ้านชาวเขา (ใกล้เคียงกับชาวกะเหรี่ยง) เขาได้พบรักกับครูรัน (น้องเจนนี่) สาวไฮโซผู้อุทิศตนเข้ามาเป็นครูอาสาสมัครของหมู่บ้าน ทั้งนี้ ความรักที่เขามีให้กับครูรัน และความใสซื่อบริสุทธิ์ของชาวบ้าน รวมทั้งความยากจนและขาดแคลนทางด้านสาธารณสุข ทำให้ฮูโต๋เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และกลายเป็นหมอที่ดูแลชาวบ้านในหมู่บ้านโป่งช้างแดง และช่วยเหลือหมู่บ้านร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน (โดยเฉพาะผู้กองในเรื่องที่เป็นคนต่างด้าว แต่หวงแหนแผ่นดินไทย) เพื่อขจัดภัยยาบ้าและการตัดไม้ทำลายป่าของนายทุนที่ชั่วร้าย...

ข้อเสนอประการหนึ่ง (ซึ่งอาจใช้ไม่ได้ในทุกกรณี) ก็คือ ละครช่องสองกับช่องแปดนั้น ต่างกันอย่างไร? (ในแง่นี้หมายถึงผู้จัดหลักของทั้งสองช่อง มากกว่าตัวสถานีเอง) ซึ่งคำตอบเพี้ยนๆ ของผมก็คือ ละครช่องแปดนั้นทำให้ชาวบ้านดู ขณะที่ละครช่องสองนั้นทำให้ชาวกรุงดู

ส่วนหนึ่งเราอาจพิจารณาได้ว่าในหลายๆ กรณีนั้นละครของช่องแปดนั้นใช้ตัวผู้แสดงที่เป็นชาวบ้านจริง และให้น้ำหนักกับเรื่องดังกล่าวมากกว่าช่องสอง ทั้งในส่วนของตัวแสดงและบทสนทนา

มาดูในรายละเอียดกันเถอะครับ ในกรณีต่างฟ้าตะวันเดียวนี้ เรายิ่งพบว่าความซับซ้อนของการนำเสนอเรื่องนั้น อยู่ที่เรื่องของการแสดงเป็นชาวบ้าน-ชาวป่า-ชาวเขา และการแทนภาพของชาวบ้าน-ชาวป่า-ชาวเขาในเรื่องนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจกว่าการ 'จับผิด' และ 'จับถูก' ข้อมูลพื้นฐานของเรื่องมากมายนัก

หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องค้นหา 'ความจริงแท้' ว่าตกลงหมู่บ้านนี้มีจริงหรือไม่ และชาวเขาเหล่านั้นมาจากเผ่านั้นหรือไม่ การแต่งกายในเรื่อง พิธีกรรมในเรื่อง บทสนทนาในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ และ 'เว่อร์' หรือไม่

แต่อยู่ที่ว่าผู้สร้างต้องการส่งสารอะไร แล้วทำไมถึงสร้างตัวละครเหล่านั้นขึ้นมา (จริงไม่สำคัญเท่ากับว่าเรื่องนั้นทำงานอย่างไร)

ต่างฟ้าตะวันเดียว จึงเป็นละครที่ว่าด้วยเรื่องของความงดงามของจิตใจของผู้คนและการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ และแน่นอน (แถมหน่อย) ก็คือความรักชาติ รักแผ่นดิน พ่วงเข้าไปด้วย

เรื่องที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า ถ้าทุกอย่างในเรื่องมันอบอุ่นขนาดนั้น แล้วจะเอามาโม้ทำแมวอะไร? ชาวบ้าน-ชาวป่า-ชาวเขา ก็ดูดี ชาวกรุงที่เข้าไปช่วยเขาก็ดูดี ต่างช่วยกันรักษาผืนป่า และป้องกันการค้ายาเสพติด ละครก็คือละคร จะไปวุ่นวายอะไรหนักหนา นี่ไม่ใช่สารคดีสักหน่อย (แต่อย่าปฏิเสธว่าบทสนทนาในเรื่องนั้นมีความจงใจที่จะสั่งสอนผู้ชมอยู่บ่อยครั้ง)

คำตอบก็คือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างจงใจที่เราเรียกว่า 'ความบันเทิง' นี้เอง ที่มีส่วนสืบสานให้ความสลับซับซ้อนของปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการกับชาวเขานั้นดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของกะเหรี่ยง

การพูดถึงการที่ชาวบ้านต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า เพราะเป็นการขัดกับความเชื่อนั้น ไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่มีการผลักดันเคลื่อนไหวกันมาโดยตลอดที่เรียกว่า 'ป่าชุมชน' หรือการพูดถึงการที่คนอยู่ร่วมกับป่า ซึ่งร่างกฎหมายในเรื่องนี้ค้างคาอยู่ในสภามาเป็นเวลานาน และถือได้ว่าเป็นร่างกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ที่ว่าเป็นร่างกฎหมายแรกที่เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนตามกลไกรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ประชาชนนั้นสามารถรวมตัวกันริเริ่มกระบวนการร่างกฎหมาย และในแง่ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของการที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น มนุษย์สามารถจัดการดูแลธรรมชาติร่วมกันในลักษณะของชุมชนได้อย่างไร ที่แตกต่างไปจากการเป็นเจ้าของธรรมชาติโดยรัฐหรือเอกชน

การตัดไม้ทำลายป่าในเรื่อง จึงเป็นเรื่องของคนนอกชุมชน และเป็นเรื่องของการ 'หลงผิด' ของชุมชน มากกว่าเรื่องของความเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาที่ชาวเขานั้นเขาก็ต้องใช้ทรัพยากรในป่า และประเด็นปัญหาการใช้และการเป็นเจ้าของทรัพยากรของชาติ รวมทั้งในละครก็ไม่ได้กล่าวถึงว่าชาวบ้านนั้นทำมาหากินบนที่ดินของพวกเขาเอง หรืออยู่ในป่าสงวน

ความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติของคนกรุง จึงเป็นเรื่องของความโรแมนติก ใสซื่อบริสุทธิ์ของชาวบ้าน ที่ถูกสร้างเพื่อเตือนใจชาวกรุง และความเชื่อในการอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันโดยคนกรุงเป็นผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับชาวเขาเหล่านั้น ในหลายๆ มิติ เช่นการรักษาพยาบาล การให้การศึกษา การให้ความคุ้มครอง ขณะที่ชาวเขาและชาวบ้านสามารถทำได้แค่หยิบยื่นน้ำใจและความใสซื่อให้กับเราเท่านั้น

ที่โม้มาให้ฟังนั้นมิได้หมายความว่าจะต้องการโจมตี 'ผู้สร้าง' ว่า 'บิดเบือน' ความเป็นจริง หรือต้องการให้ยัดเยียดและบรรจุข้อมูลจำนวนมากลงไปในละครจนกลายเป็นสารคดีหรอกครับ

แต่อยากให้เกิดการ 'เสพ' ละครดังกล่าวโดยการโจมตี 'ผู้ชม' เสียมากกว่า...ว่าความบันเทิงที่เราชมนั้น มีอะไรที่ 'มากกว่านั้น'...

หมายเหตุ : สำหรับท่านที่สนใจเรื่องกรณีของชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะการถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบจากนโยบายของรัฐ ลองอ่านงานของอาจารย์ Pinkaew Laungaramsri. 2003. Constructing Marginality : The 'Hill Tribe' Karen and Their Shifting Location within Thai State and Public Perspective. ใน Living at the Edge of Thai Society : The Karen in the Highlands of Northern Thailand. edited by Claudio O. Delang. London : Routledge Curzon นะครับ

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Weekend / Produced & Designed by : Nation Weekend Internet All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com