 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
แม่ไม้การเมือง / ไพศาล สังโวลี
ชื่อชั้น 'มังกรการเมือง'
ด้านหนึ่งการ 'คัมแบ็ค' ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี หลัง 'เว้นวรรค' พักผ่อนนานพอสมควร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงเรียกร้องต้องการของ 'ป๋าเติ้ง' บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มีส่วนไม่น้อย
มีส่วนในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ 'ทอดสะพาน' ให้กลับมา
แม้รู้ทั้งรู้ การร้องเรียกเพรียกหา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา
"จะยิ่งเป็นการสร้างปัญหา และเงื่อนไขของความขัดแย้งเพิ่มขึ้น รวมถึงยึดติดค่านิยมตัวบุคคล หากบอกว่าจำเป็นต้องเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เท่ากับยอมรับความล้มเหลวของการแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาทำหน้าที่หรือไม่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานะของรัฐบาลรักษาการ..." อย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็น
แม้พยายามทำความเข้าใจอยู่เหมือนกัน
"มีคนบอกว่า ทำไมผมไปเปิดทำสะพานให้นายกฯ ทักษิณเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินอีก แต่บังเอิญสื่อมวลชนน่าตำหนินิดที่ไปเขียนลงนิดเดียว แต่ไม่ลงต่อให้ยาว ผมบอกว่า บ้านเมืองในขณะนี้การบริหารของรัฐบาลนี้ไม่เหมือนกับรัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมา บริหารงานโดยคนๆ เดียว ในลักษณะผู้ว่าซีอีโอ รัฐมนตรีแต่ละคนไม่สามารถที่จะเสนอความคิดเห็นและเป็นตัวของตัวเองได้
"ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลตั้งท่านชิดชัย (วรรณสถิตย์) มารักษาการ ผมดูแล้วก็อึดอัด เดี๋ยวนายกฯ เข้า เดี๋ยวคุณชิดชัยออก มันดูแล้วว่างเว้นมาเป็นเดือน จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร พรรคชาติไทยเราก็คำนึงถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชาติเหมือนกัน ไม่ได้คำนึงถึงการเมืองอย่างเดียว ว่าจะต้องฆ่าฟันกันให้ตายไป..." ป๋าเติ้ง ชี้แจง หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
แต่หลายต่อหลายครั้ง ดูเหมือนท่าทีความผูกพันระหว่าง 'ป๋าเติ้ง' กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องการคำอธิบายมากกว่าคำว่า 'คนคุ้นเคย' อย่างที่กล่าวอ้าง
ไม่ว่าจะเป็นการนัดรับประทานหูฉลามกันสองต่อสอง ระหว่างที่พรรคชาติไทย ทำ 'สัตยาบัน' กับอดีตพรรคฝ่ายค้าน 'บอยคอต' เลือกตั้ง และก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปต่างประเทศช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ หลังทนต่อแรงเสียดทานทางการเมืองที่กดดันให้ 'เว้นวรรค' ไม่ได้ จนต้อง 'เว้นวรรค' ตามเสียงเรียกร้อง
รวมถึงกระแสข่าวพบปะกันในเวลาต่อมา แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธก็ตาม
อย่างน้อยที่สุด ก็สะท้อนให้เห็น 'หมากเกม' การเมืองของ 'สองคนสองคม' ที่ไม่หยุดนิ่ง
ยิ่งถ้าสังเกตให้ดี หลังศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยตรงกันว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และให้จัดการเลือกตั้งใหม่
ท่าทีของพรรคชาติไทย เปลี่ยนไปทันควัน โดยปฏิเสธความเป็นพันธมิตรกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน อ้างประชาชนจะหาว่ามีการ 'ฮั้วกัน' ทางการเมือง
นี่ก็สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ 'ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร' ในทางการเมืองเกิดขึ้น
แค่นี้ก็เห็นลาย 'มังกรการเมือง' ของ 'ป๋าเติ้ง' ที่ไม่อาจมองชั้นเดียวได้แล้ว
อย่าลืมการเลือกตั้งใหม่ที่ทำท่าว่าจะยืดเยื้อออกไปเกิน 90 วัน ตามที่ 'ป๋าเติ้ง' เรียกร้องเสียด้วย
นั่นเท่ากับเปิดทางให้อดีต ส.ส.ย้ายพรรคได้ โดยไม่ติดล็อก 'ต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง'
อันจะเข้าทางอย่างที่รู้กันอยู่ว่า 'พรรคชาติไทย' มีโอกาสมากที่สุดที่อดีต ส.ส.จะย้ายพรรคเข้าสังกัด
ยิ่งกว่านั้น โอกาสที่อดีต ส.ส.จะล้นพรรคไทยรักไทย เอามาฝากไว้กับพรรคชาติไทย ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ไม่นับอดีต ส.ส.อกหัก และกลุ่ม ส.ส.อกหักอย่างกลุ่มชลบุรี ของสนธยา คุณปลื้ม ที่มีข่าวลือจะย้ายกลับพรรคชาติไทยด้วย
ที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ การเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้น หลายคนเชื่อว่าโอกาสที่พรรคไทยรักไทยจะชนะเลือกตั้ง ยังมีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่ว่าจะชนะขาดหรือไม่เท่านั้น
รวมถึงโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล?
มาถึงตรงนี้ ถามว่า 'ป๋าเติ้ง' เห็นอะไรในการทอดสะพานให้ 'ทักษิณ' คำตอบเห็นๆ อยู่แล้ว!?
|
|
|
|
|
|
|
|