เนชั่นสุดสัปดาห์

บรรณาธิการ O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
สัมภาษณ์พิเศษ O
เหตุเกิดที่..อู่ทองใน O
แม่ไม้การเมือง O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
เทพชัย หย่อง O
ปักกลดกลางป่ากระดาษ O
เล่าเรื่องจากโรงเรียน O
คิดจากความว่าง O
พลวัตจีน O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

สิงห์สนามหลวง O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
เรื่องเล่าของคนเดินทาง O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 

ประกอบปก

จูหลิง : เรือจ้างกลางสมรภูมิรบ!

'จุ้ยหลิน' นางเอกผู้เก่งกล้าในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน พ.ศ.2522 กลายเป็นที่มาของชื่อครู 'จุ้ย' จูหลิง ปงกันมูล เพราะความชื่นชอบหนังจีนของบิดาของเธอโดยแท้!!

ครูจูหลิง วัย 27 ปี เกิดเดือนมีนาคม 2522 ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านปงน้อยใต้ ต.ปงน้อย กิ่ง อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย ในวัยเด็กเธอรักและชอบในวิชาวาดรูปอยู่พอสมควร จนกระทั้งเรียนจบการศึกษาระดับประถมและมัธยมแล้ว เธอจึงเดินตามฝันของตัวเอง

ด้วยการเข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ซึ่งขณะนั้นครูจุ้ยเป็นคนใฝ่ดี ตั้งใจเรียน มีผลการเรียนดีเยี่ยมมาโดยตลอด มีผลงานการวาดภาพในลักษณะต่างๆ มากมาย

และเมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาฯ แล้ว เธอจึงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา จนสำเร็จการศึกษา เป็นศิลปศาสตรบัณฑิต สมความตั้งใจของตนเองและครอบครัวเมื่อปี 2545

ทันทีที่เรียนจบ บัณฑิตสาวชาวเหนือผู้นี้ ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่นอีกหลายคน ชักชวนกันลงกรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้ชีวิตและหาประสบการณ์ตามประสาบัณฑิตทั่วไป และทำงานวาดภาพการ์ตูนอยู่ระยะหนึ่ง มีผลงานที่ทำไว้ คือ หนังสือทศชาติพระบารมี ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

จากนั้นครูจุ้ยรวมกลุ่มกับเพื่อนอีก 3 คน เดินทางมุ่งสู่ภาคใต้ ทำงานรับเหมาวาดรูปตามวัด, โรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา นานถึง 2 ปี

จึงได้สอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการครู และได้สอนที่โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนๆ ที่เชื่อว่าจะมีงานที่มั่นคง และสามารถทำอาชีพเสริมด้วยการวาดภาพไปด้วย

โดยที่ครูจูหลิงไม่ได้หวาดหวั่นกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเธอเคยบอกกับครอบครัวเสมอว่า "อยู่เมืองไทย ที่ไหนก็ปลอดภัยเหมือนกัน"!

ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน จวบจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ ความหนักแน่นและแรงศรัทธาต่อ 'ครูอาชีพ' ได้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และตลอดระยะเวลารวม 2 ปีกว่าที่ครูสาวจากเชียงรายได้เรียนรู้ชีวิตผู้คนละแวกนั้น ก็เห็นความจริงใจและความน่ารักของเด็กๆ และผู้ใหญ่ใจดี มีสิ่งของข้าวปลาก็มาแบ่งให้ และอีกอย่างตัวเองมีความตั้งใจดี จึงมั่นใจว่าคงไม่มีใครมาทำร้ายได้

บ่อยครั้งที่ครูจูหลิงรอนแรมจากใต้สุดมาเหนือสุด เพื่อมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ โดยล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอพาชาวบ้านจากนราธิวาสมาเยี่ยมบ้านด้วย เพื่อให้พ่อกับแม่ และญาติพี่น้องสบายใจว่าคนมุสลิมเป็นคนนิสัยดี น่ารัก

ก่อนกลับยังได้ชวนพ่อแม่ให้ไปเที่ยวนราธิวาส เพื่อยืนยันว่าเธออยู่ที่นั่นสบายดี และไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เห็นเป็นข่าว

แต่แล้วเหตุร้ายผิดมนุษย์มนา โดยฝีมือของกลุ่มคนหนึ่งก็ได้ก่อตัวขึ้น ไม่ได้มีลางบอกเหตุหรือคำเตือนใดๆ ว่าครูสาวผู้เสียสละ จะโดนทำร้ายอย่างทารุณ จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา อาการโคม่าอยู่ในห้องไอซียูในขณะนี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น คุณแม่ คำมี ปงกันมูล วัย 59 ปี เพิ่งเดินทางกลับมาจากนราธิวาส ในวันที่ 16 พฤษภาคม และเช้าวันเกิดเหตุ ก็ยังได้โทรศัพท์หาบุตรสาวอยู่ โดยมีเนื้อหาที่คุยกันก็คือ "วันนี้ (19 พ.ค.) จะขับรถจักรยานยนต์ไปโรงเรียนวันสุดท้าย และวันจันทร์ (22 พ.ค.) จะได้นั่งรถกระบะที่ทางการจัดไว้รับ-ส่งครูโดยเฉพาะ แม่ไม่ต้องห่วง วันนี้เหตุการณ์ปกติดี เลิกงานแล้วจะโทรศัพท์หา"

แม่คำมีเล่าทั้งน้ำตาว่า ยังไม่สามารถทำใจให้ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจูหลิงได้ หากจะต้องสูญเสียลูกสาวคนเดียวที่รักและเป็นความหวังของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ทั้งๆ ที่ลูกไม่ได้ทำความผิดแม้แต่น้อย

"แม่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายกับลูก เพราะก่อนเกิดเหตุเพียง 7 วัน แม่และหลานอีก 1 คน เพิ่งไปอยู่กับน้องจุ้ยมาประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนกลับเชียงราย โดยน้องจุ้ยพยายามให้แม่อยู่ต่อจนถึงสิ้นเดือน แต่เนื่องจากหลานที่ไปด้วยจะต้องไปเรียน เพราะเปิดเทอมแล้ว ทำให้จำเป็นต้องกลับเหมือนเป็นลางร้าย นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นแบบนี้ ทั้งที่น้องจุ้ยได้เปรยให้ฟังว่ามีความคิดจะย้ายครอบครัวมาอยู่อาศัยในพื้นที่นราธิวาสเป็นการถาวรด้วยซ้ำไป แม้ที่บ้านจะพยายามคัดค้าน แต่จุ้ยยืนยันว่าปลอดภัย และสร้างความมั่นใจด้วยการพาแม่และหลานมาอยู่ด้วยเพื่อให้สบายใจ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ"

ด้านคุณพ่อ สูน ปงกันมูล วัย 61 ปี ก็กล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้าเช่นเดียวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ลูกต้องมามีสภาพแบบนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ให้ลูกมาทำงานที่ภาคใต้

"ช่วงที่จุ้ยรู้ตัวว่าได้เป็นครูสอนหนังสือที่ภาคใต้ จุ้ยดีใจมาก บอกว่าจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เคยเรียกจุ้ยไปถามว่าไม่กลัวหรือ เพราะฆ่ากันตายทุกวัน จุ้ยกลับพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่าไม่กลัว อยู่เมืองไทยที่ไหนก็ปลอดภัยเหมือนกัน..

"จุ้ยเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวผม... ขณะนี้ยังทำใจไม่ได้ แม้รู้ว่าโอกาสที่จุ้ยจะกลับมาเหมือนเดิมจะเหลือน้อยเต็มที แต่ก็ยังหวังว่าลูกจะฟื้นขึ้นมาอีกสักครั้ง"

ความเจ็บปวดของครอบครัว 'ปงกันมูล' กับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บนดินแดนปลายด้ามขวาน ซึ่งก็ได้แอบหวังลึกๆ ว่ากรณีของสองครูสาว จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับวิกฤติไฟใต้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับในเร็ววัน

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Weekend / Produced & Designed by : Nation Weekend Internet All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com