 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
จดหมาย
ปฏิญญาฟินแลนด์... กกต. และทหารปฏิวัติ!?
สัปดาห์นี้มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาอย่างหลากหลายเหมือนเคย แต่ผมก็ 'คัด' นำมาลงได้เพียงแค่ไม่กี่ฉบับเท่านั้น บางความเห็นออกตัวว่า 'โพสต์' เอาบางส่วนมาจากที่เพื่อนส่งมาให้อ่าน แต่ผมก็ยังเห็นว่ามีประเด็นน่าสนใจ จึงขอเชิญชวนอ่านไปพร้อมๆ กันตามนี้...
เรียน บอกอที่นับถือ
อ่านข่าวเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ที่พูดๆ กันในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ อ่านดูก็รู้ว่า กลุ่มคนที่สร้างแนวคิดขึ้นนั้น เป็นพวกจิตแอบแฝง คือมีเจตนาต้องการควบคุมอำนาจการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กล่าวคือ ให้มีเฉพาะพรรคตัวเองเท่านั้นที่เป็นรัฐบาล แล้วคนพวกนี้ก็จะมุ่งไปที่รากหญ้า ใช้รากหญ้าเป็นฐานการเมือง อ้างคะแนนเสียงประชาชน แล้วค่อยๆ ทำลายระบบราชการให้อ่อนแอ และให้ข้าราชการเป็นล้านๆ คนรับใช้พรรค หรือคณะของตนเพียงฝ่ายเดียว แต่ที่ผมรับไม่ได้มากที่สุดนั้นคือ พวกนี้มุ่งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ใครอยากจะเข้าใจปฏิญญาฟินแลนด์ ผมอยากแนะนำให้ไปดูความเป็นไปของฝรั่งเศสในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งมีการทลายคุกบาสตีย์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 รวมทั้งไปศึกษาวิธีการที่กลุ่มชาโกแบง แย่งอำนาจจากกลุ่มชีรงแด็ง
สุดท้ายกลุ่มชาโกแบงก็แย่งอำนาจได้สำเร็จ แล้วก็ไปยกย่องนโปเลียน โบนาปาร์ต ที่ตอนนั้นมีสถานะเป็นเพียงกงสุลที่ 1 เมื่อฐานะทางการเมืองเข้มแข็งมากขึ้น คุมอำนาจในรัฐสภาได้ ในรัฐสภามีแต่ผู้แทนที่เป็นพรรคพวกของนโปเลียนทั้งนั้น สุดท้ายสภาสูงก็ลงมติให้มอบตำแหน่งจักรพรรดิแก่นโปเลียน ...พูดง่ายๆ คือ ประชาชนก็ลงประชามติสนับสนุนให้คนธรรมดาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า นโปเลียนที่ 1
ผู้ที่มีแนวคิดนี้ จะยกย่องวันที่ 14 กรกฎาคมมาก เพราะเป็นวันที่คุกบาสตีย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์บูร์บง ถูกทำลายลงได้ ผมไม่ทราบนะครับว่า ในเมืองไทยมีพรรคการเมืองใดบ้างที่ให้ความสำคัญกับวันที่ 14 กรกฎาคม หรือมีพรรคการเมืองใดก่อตั้งในวันนี้บ้างมั้ย ถ้ามี ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ผู้มีสมองอันเยี่ยมยุทธ์ได้ซ่อนสัญลักษณ์การต่อสู้อันสำคัญยิ่งนี้ไว้ และมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินทางไปจนถึงจุดนั้นเช่นเดียวกัน อันนี้สำคัญมากๆ ...และน่ากลัวจริงๆ
ตอนนี้มีคนพยายามบ่อนเซาะประเทศไทยให้เกิดความแตกแยก... ผมเชื่อว่ามีปรากฏการณ์ที่ว่านี้อยู่ และที่บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ตอนนี้ก็เพราะการไม่เคารพกฎกติกาบ้านเมือง ตราบใดที่ยังมีคนประเภทที่ยึดความถูกใจประชาชนมากๆ ประเทศชาติก็จะมีสภาพนี้ แล้วต่อไปคนที่ทำถูกต้องจะทำไปทำไมกัน ขนาดครูดีๆ ยังถูกทำร้ายเลย สังคมไทยตกต่ำสุดๆ
ถามว่าความขัดแย้งของคนไทยขณะนี้ เป็นเพราะอะไร?
- มีคนไม่หวังดี ยุแยงให้เกลียดชังกันเอง โดยอาศัยความไม่รู้และขาดการศึกษาของประชาชน ทำให้การยุแหย่ ชักจูงง่ายมาก
- ผู้ใหญ่ที่ควรเป็นหลัก กลับขาดความหนักแน่น ไม่เป็นหลัก ไม่เป็นที่พึ่ง เพราะยึดพวกพ้องมากกว่าประชาชน
- คนกลาง ควรจะเป็นกลาง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น กลับตัดสินโดยอาศัยกฎหมู่
- สื่อควรจะนำเสนอข้อมูลในทางสร้างสรรค์ แต่กลับเป็นผู้เติมเชื้อไฟของความเกลียดชัง เพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น เพราะได้ประโยชน์ทางธุรกิจ
- นักการเมืองหาความได้เปรียบทางการเมือง โดยหาช่องของสถานการณ์นำมาเป็นประโยชน์กับพรรคพวกตนเอง แต่ไม่คำนึงถึงความเสียหายของส่วนรวม
- ประชาชนถูกชักจูงง่าย จึงเป็นเหยื่อของกลุ่มคนไม่กี่คน
แล้วทางแก้ไขล่ะ
- คนที่คอยยุแหย่ต้องหยุด หรือขจัดคนพวกนี้ออกไปให้ได้ก่อน
- ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต้องหนักแน่น มีตบะและขันติ
- คนที่เป็นกลางต้องตัดสินคดี โดยปราศจากอคติ 4
- นักการเมืองต้องคิดถึงประชาชนอย่างจริงใจ ไม่ใช่คิดถึงแต่พวกพ้องตนเอง
- สื่อต้องสนับสนุนในเชิงสร้างสรรค์ให้สามัคคีกัน
- ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองให้มากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้มีคนโพสต์มาให้อ่านอีกที แต่ผมเห็นว่าเข้าท่า และยังมีประเด็นที่จะต่อยอดกับเรื่องที่ผู้คนกำลังสนใจอยู่พอดี จึงนำมาฝากท่านบอกอ!?
บีบี๋
เรียน บก.เนชั่นสุดสัปดาห์
กกต.ทั้ง 3 นายที่ยังดื้อด้าน ดื้อดึง และดันทุรัง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวถึงความรู้สึกของประชาชน คงเพราะการเลือกตั้งที่พรรคเศรษฐีได้ที่นั่ง ส.ส.ในสภาถึง 377 เสียงนั้น เป็นการร่วมมือสมคบกันโกงการเลือกตั้ง ไม่ยังงั้นพรรคเศรษฐีก็คงจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้หรอก เมื่อการสมคบกันโกงการเลือกตั้ง ระหว่างนักการเมือง กับกกต. ทำได้แนบเนียน ไร้ร่องรอย และฝีมือชั้นเซียน โดยอาศัยอำนาจเงิน-อำนาจรัฐ อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะปกป้อง กกต.ชุดนี้ แต่ผมก็คิดว่า กกต.คงจะ 'ยื้อ' อยู่ได้ไม่นาน ดีไม่ดีอาจจะมีคนหัวใจวายตายในเร็วๆ นี้
อีกเรื่องที่อยากแสดงความเห็น ก็คือเรื่องที่นายกฯ รักษาการ จะ 'คัมแบ็ค' กลับมาทำงานใหม่ เรื่องดังกล่าวมีการสร้างภาพให้เห็นถึงความตั้งใจทำงาน หรือความฟิตที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ แม้ในเรื่องนี้ ผมจะมองว่าเป็นแค่ 'ปาหี่' แต่ผมก็อยากให้มีการขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ไปจนถึงที่สุด รวมทั้งความพยายามที่จะแหกตาคนไทยทั้งประเทศอีกรอบด้วย
สมปอง
ป.ล.แปรรูป ปตท.เป็นของเอกชน 100% เพื่อเอากำไรปีละแสนล้านบาทไปแบ่งกัน โดยไม่ต้องแบ่งให้รัฐสำเร็จแล้ว ก็ขอให้มีการแก้ไขกฎหมาย กฟผ. เป็นเอกชน 100% เพื่อเอากำไรปีละหลายแสนล้านบาท (ไม่ต้องแบ่งให้รัฐ) สำเร็จด้วย เช่นเดียวกับการเร่งดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี เพื่อลงทุนตั้งโรงงานให้คนจน หรือชาวรากหญ้ามีงานทำแล้ว 'คนจน' ก็จะหมดไปจากประเทศไทย เพราะมีงานทำทุกคน และสุดท้าย ขออวยพรให้หัวหน้าพรรคเศรษฐี รวยติดอันดับ 1 ของโลก เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ
เรียน บก.เนชั่นสุดสัปดาห์
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผบ.ทบ.ได้สร้างความฮือฮา เพราะออกมาเตือนทหารที่คิดจะทำปฏิวัติ โดยบอกว่าถ้าทำ-คนที่จะแย่คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน แต่ในบางประโยคที่ท่านพูดนั้น ก็มีคนที่อยู่ในแวดวงทหารด้วยกันมองว่าไม่ถูกต้อง พอดีได้อ่านบทความของ พล.ท.ประสิทธิ์ นราวัตน์ อดีตนายทหารประชาธิปไตย ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็น 'รุ่น' พี่ของ ผบ.ทบ. อยู่หลายปี จึงอยากใช้สิทธิโต้แย้ง รวมทั้งทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ตามนี้
...ความจริง ผมไม่อยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องทหาร เพราะคิดว่าทหารที่เติบโตในชีวิตรับราชการจนได้รับตำแหน่งสูงในกองทัพ ควรจะมีความเข้าใจการเมืองตลอดจนหน้าที่ความรับผิดชอบของทหารต่อประเทศชาติเป็นอย่างดี
แต่พอได้อ่านคำสัมภาษณ์ของท่าน ผบ.ทบ. แล้วเกิดความไม่สบายใจ เพราะถ้าปล่อยให้ทหารยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง ประเทศชาติจะเสียหาย ดังที่วิตกกันในขณะนี้
กองทัพเป็นกลไกหลักของรัฐ ไม่ใช่เป็นกลไกหลักของรัฐบาล มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนี้
"พิทักษ์รักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ"
ปัจจุบันชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดความไม่มั่นคง การปกครองก็เป็นเผด็จการ...การพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาการเมืองเป็นหลัก คือพัฒนาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย พัฒนาด้านอื่นเป็นปัญหารอง เมื่อบ้านเมืองวิกฤติถึงขนาดนี้ ทหารยังเฉยอยู่ไม่ทำหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณต่อธงไชยเฉลิมพล และต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไว้นั้น เป็นแต่เพียงลมปากที่พูดออกมาโดยไม่มีความหมายอะไรใช่ไหม?
คำพูดที่ว่า 'ทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง' นั้น เคยเป็นคำพูดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้เสนอขึ้นเมื่อ พคท.พ่ายแพ้การต่อสู้ด้วยอาวุธ และเปลี่ยนแนวทางยึดประเทศไทยจากแนวทางอาวุธ หรือแนวทางสงครามเป็นแนวทาง 'ยุทธวิธีแนวร่วม' ทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะถ้าทหารปฏิบัตินโยบาย 66/23 ในขั้นตอนที่ 2 คือการสถาปนา การปกครองแบบประชาธิปไตยได้สำเร็จ พคท.ก็หมดโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์
เมื่อผู้นำกองทัพเอาคำพูดของ พคท. มาพูด และปฏิบัติต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้การปกครองของประเทศไทยยังเป็นเผด็จการอยู่...
เมื่อการปกครองยังเป็นระบอบเผด็จการอยู่ กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้อย่างไร
ผบ.ทบ. กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีทุกข์ การที่จะทำให้พระองค์ท่านพ้นทุกข์ได้ก็จะต้องแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุที่พระองค์ท่านเกิดความทุกข์ก็คือ การปกครองที่เป็นเผด็จการ...
ผมคงไม่ 'คัด' เอาข้อความมาทั้งหมดมา แต่อยากให้ไปอ่านรายละเอียดต่างๆ ในคอลัมน์ 'ปลายนิ้วนายกำแหง' ที่ว่าด้วยทหารกับการเมือง ของ นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2549
'เติร์กหน้าเหี่ยว'
บอกก่อนนะครับ ว่าอ่านกันแล้วอย่าซีเรียส หรือจริงจัง เพราะวัตถุประสงค์ที่ 'คัด' นำมาลงนั้นคือ อยากให้เป็นการ 'แชร์' ความคิดเห็นร่วมกันมากกว่า
พบกันใหม่ สัปดาห์หน้า-ครับ.
|
|
|
|
|
|
|
|