เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จดหมายถึงบรรณาธิการ O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O
เรื่องจากปก3 O
เรื่องจากปก4 O

รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O

หมายเหตุการณ์ O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O
โรงเรียนนอกหน้าต่าง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรื่องสั้น O

โหราศาสตร์ O
ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 

เรื่องสั้น / ปิติ ระวังวงศ์

คนหนุ่มในคำนำกวีและข่าวหนังสือพิมพ์

คำนำกวี

ข้าพเจ้าปรารถนาให้ชีวิตเป็นไปตามที่ต้องการ

เย็นวันหนึ่ง คนหนุ่มผู้มีความมุ่งหวังที่จะเป็นนักวรรณกรรมคนหนึ่ง มาหาข้าพเจ้า เขาเป็นคนร่างผอม คางแหลม และมีนัยน์ตาบอกถึงการครุ่นคิดอยู่เป็นนิจ เขาสัมพันธ์กับข้าพเจ้ามาตั้งแต่ครั้งที่เขายังเขียนแม้แต่ความเรียงไม่เป็น แม้จะเคยประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขาหัก ก็ยังพยายามขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้ช่วยขับมอเตอร์ไซค์มาหาข้าพเจ้าจนได้ จนเขาเขียนเรื่องสั้นเป็น และได้รับการตีพิมพ์ในหน้านิตยสารไปแล้วจำนวนหนึ่ง

การคุยกันแต่ละครั้ง เขามักจะรุกใส่ข้าพเจ้า เช่นเดียวกับเย็นวันที่กำลังกล่าวถึง

เราอาจจะโชคดีในเรื่องของความปลอดโปร่งอยู่บ้าง ตรงที่เด็กๆ และผู้หญิงของบ้าน ได้ออกไปข้างนอก

เขามาเพื่อจะบอกข้าพเจ้าว่า เขาไม่สะดวกสำหรับการเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพูดคุยธุระเกี่ยวกับเรื่องวรรณกรรมกันตามที่นัดหมาย และข้าพเจ้าก็เอาด้วยตามเขา แต่เขาก็พูดคุยถึงปัญหาการเขียนที่มักจะไม่ได้ตามความตั้งใจ ข้าพเจ้าให้คำแนะนำตามความสามารถ ก่อนเขาจะวกกลับมาถามในเรื่องที่เกี่ยวกับข้าพเจ้าโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาค้างคาใจมาจากการคุยกันในครั้งก่อนๆ และจากความสงสัยที่มีอยู่ ดูเหมือนจะสร้างความขุ่นใจอะไรบางอย่างแก่เขาอยู่ไม่น้อย

เขาถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามั่นใจเพียงใดกับการเสนอประเด็นพูดคุยในแต่ละครั้ง ท่ามควันบุหรี่คละคลุ้ง ข้าพเจ้าบอกว่าคำตอบนั้นอยู่ที่คำเริ่มต้นประโยคของเขาแล้ว แล้วเขาก็พุ่งเข้าใส่ประเด็นแห่งทัศนะของข้าพเจ้าที่ว่า "แม้กวีมีสิทธิที่จะเขียนบทกวีเพื่อสะท้อนชีวิตและสังคมที่ดำเนินอยู่ไปตามสภาพความเป็นจริง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า กวีก็ได้เกิดมาเพื่อมีหน้าที่ที่จะเขียนถึงสิ่งที่อ่อนโยน เพื่อปลอบประโลมและจรรโลงชีวิตที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ยากเหล่านี้ มีโอกาสได้ลิ้มรสความรื่นรมย์และความรู้สึกที่ดีๆ บ้าง อีกทั้งเพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมชีวิตและสังคมอีกทางหนึ่งเหมือนกัน"

และต่อรากเหง้าปัญญาแห่งประการทั้งปวง ข้าพเจ้ากล่าวแก่เขาว่า ไม่น้อยกว่าศตวรรษมาแล้ว ที่โลกได้ทำให้คำว่า การพัฒนา ขึ้นมาครอบงำอยู่เหนือความรู้สึกทั้งมวลของผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกกระทำไปเพื่อการพัฒนาโดยสิ้นเชิง ในขณะเดียวกัน มันก็ได้เป็นเสมือนเครื่องกีดกันศาสนา ให้หลุดพ้นออกไปจากวิถีที่โหยหาจะพึ่งพิงของผู้คน โลกดำเนินตามวิถีที่เห็นแก่ตัวของมันไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากจิตวิญญาณอันเปราะบางของผู้คน จะไม่ได้รับการเหลียวแลแล้ว ในขณะเดียวกัน มันยังได้บดบีบให้หนั่นเนื้ออันอ่อนนุ่มทั้งมวล ต้องพลอยได้รับความทุกข์ทรมานไปด้วย

มิวายที่นักพัฒนาสงเคราะห์สังคม จะตำหนิผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ มิวายที่นักปกครองจะกล่าวอ้างว่าสิ่งที่พวกเขาได้ลงแรงลงไป ก็เพื่อผู้คนทั้งมวล มิวายที่ ลัทธิ ภายใต้นามแห่งพรรคการเมืองที่เรียกว่า ฝ่ายก้าวหน้า ได้ลงทัณฑ์กับผู้ที่มีความคิดแตกต่างออกไป มิวายที่นักการศาสนาพร่ำบ่นอับเปหิกับพวกที่ไม่ยอมมีความรู้สึกรู้สมตาม นั่นยังมิเท่ากับมิวายที่นักเขียน และนักกวี ก็จะเขียนผลงานวิพากษ์วิจารณ์ในนามของวรรณกรรมสัจจะนิยมหรืออื่นใดนานา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทางหนึ่งนักเขียนและนักกวีก็ถูกทำให้มีความกลัว กลัวที่จะเขียนถึงสิ่งใดที่ละเลยการวิพากษ์วิจารณ์สังคม กลัวจะถูกกล่าวหาว่าไร้ราก ขาดสำนึก หรือถึงขั้นขาดความเข้าใจสังคมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นถือเป็นความเสื่อมเกียรติของนักเขียนและนักกวีอย่างไม่น่าให้อภัย? กลัวที่จะถูกกล่าวสรุปว่า มิใช่ผู้มีวิญญาณขบถอันน่าภาคภูมิใจ หรือแม้กระทั่งแต่กลัวที่จะถูกกล่าวสรุปว่าเป็นผู้ที่ล้าหลังและมานำสมัย

แต่ ณ ศตวรรษที่ 21 ที่วางแผ่อยู่เบื้องหน้า จิตวิญญาณของผู้คนกำลังร้องระงม

มนุษย์พ่ายแพ้ต่อความหมายของคำว่า การพัฒนา และความหมายข้างเคียงแล้วโดยสิ้นเชิง

ชายหนุ่มถามข้าพเจ้าว่า นั่นคือ การปฏิเสธตัวตนแต่อดีตของตัวเองอย่างแยบยลหรือไม่?

เปล่าเลย ข้าพเจ้าตอบ แต่หนทางแห่งอดีตนั่นต่างหาก ที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจในความมีอยู่ของตัวเองเสียด้วยซ้ำ และข้าพเจ้าก็มิได้ถามกลับว่า จะมีความผิดอันใด ถ้าจะเขียนถึงบางซีกด้านที่มนุษย์มีความสุขเสียด้วยซ้ำหรือไม่? ทว่า - ข้าพเจ้ากลับถามลึกลงไปในจิตวิญญาณของตัวเอง!

และเย็นของวันนั้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก แต่มันก็ไม่สามารถทำให้ประเด็นการพูดคุยของเราเบี่ยงเบนไปได้

ชายหนุ่มบอกว่า เขาอาจยังอ่อนเยาว์ต่อโลก แม้จะเห็นด้วยกับข้ออ้างข้างเคียงต่างๆ ทั้งมวล แต่เขาก็ยังมิอาจทำอะไรไปตามวิถีที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอแก่เขาได้

ข้าพเจ้ากล่าวแก่เขาว่า ในความอ่อนเยาว์นั่นแหละ กลับจะเป็นข้อได้เปรียบต่อโลก ถ้าหากเขาได้พึงสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาให้เข้มแข็ง

ท่ามอากาศชื้นยามพลบ ผู้หญิงของบ้านและเด็กๆ ก็กลับมา ในขณะที่เด็กๆ เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อบอกกล่าวถึงความตื่นเต้นที่พวกเขาไปพบมาจากข้างนอก แต่ผู้หญิงของบ้านกลับตรงไปที่ราวตากผ้าบนหน้ามุขบ้าน และเข็นมันกลับเข้ามาในบ้าน

แววตาของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับเข้าสู่สภาพเดิม ไม่นานเขาก็ขอตัวกลับโดยไม่ลืมที่จะกล่าวคำว่าขอบคุณ และข้าพเจ้าก็ไม่ลืมที่จะกล่าวคำให้กำลังใจแก่เขา ก่อนที่เขาทันจะได้พูดว่า จากมุมหนึ่งที่ข้าพเจ้าควรได้รับคำตำหนิ ข้าพเจ้ากลับเห็นบางอย่างสั่นไหวอยู่ ถ้าเพียงแต่เขาได้ใช้บางด้านของทัศนะมองดูเขาก็จะเห็นว่า นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มันได้แปรเปลี่ยนเป็นอุทาหรณ์ว่า ข้าพเจ้าจะไม่ยอมปล่อยให้ความสุขจากการเผลอลืมและการพูดคุยกันสูญเสียไป แม้จะนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าควรได้รับการถูกตำหนิว่าเป็นผู้ที่เหลวไหลก็ตาม

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า สักวันหนึ่งคนของศตวรรษที่ 21 จะแลเห็น เหมือนที่ข้าพเจ้าแลเห็นว่า ความสุขและความงดงามในตัวมนุษย์นั้น มันมีอยู่จริงๆ เหมือนกับที่ข้าพเจ้าแลเห็นว่าในหน่วยเนื้อของจิตวิญญาณแห่งความงามของศิลปะนั้นมีอยู่ และมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิรันดร์ ซึ่งผู้คนทั้งหลายทั้งมวลต่างก็ต้องการ เพียงแต่เราได้ถูกทำให้ลืมบางสิ่งบางอย่างไปเท่านั้นเอง

0 0 0

ข้อความข้างต้นนี้เป็นคำนำจากหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ 'การระเหยไปของบรรพชน' ของ ธัช ธาดา จากคำนำบทนี้ทำให้ผมฉุกคิดอะไรได้หลายอย่าง ประการที่สำคัญสุดคือ ชายหนุ่มที่ ธัช ธาดา กล่าวถึง บุคลิก คำถาม-ตอบในบทสนทนา ทำให้ผมมองเห็นภาพของชายหนุ่มคนนี้ และเขาก็เป็นคนที่ผมรู้จักคุ้นเคย

ผมพบกับเขาครั้งแรก ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมาย เขาทำงานเป็นคนรับฝากรถหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งกลางเมือง ชื่อมันเป็นโรงแรมก็จริงอยู่ แต่ใครๆ เขาก็รู้กันว่าสถานที่จริงๆ มันก็คือซ่องโสเภณี ผมทำงานเป็นพนักงานร้านขายหนังสือ ซึ่งเป็นที่นัดพบพูดคุยของคนที่สนใจกิจกรรมด้านวรรณกรรม เขาเองก็คุ้นชินอยู่กับผู้คนในกลุ่มนี้อยู่ และหลายครั้ง หลายคราว เขาก็แวะเวียนมาหาซื้อหนังสือไปก่อน

ชายหนุ่มเคยเล่าให้ฟังว่า บางคราวครั้งที่เครียด หรือสับสนกับความคิดของตัวเอง เขาจะหาทางออกผ่อนคลายด้วยกัญชา ซื้อหาจากพรรคพวกที่หน้าสถานีรถไฟ จนเขาคุ้นเคยกับคนที่มั่วสุมอยู่ย่านนั้น ทั้งเด็กขอทาน ดมกาว คนจร โสเภณี ซึ่งมีค่าเพียงแค่หมากพลูหนึ่งคำ บุหรี่มวนเดียว

ช่วงหนึ่งชายหนุ่มทำงานเป็นคนงานร้านขายอาหารตามสั่ง ย่านถนนสายหลังวิกดาว เขาทำทุกอย่างตั้งแต่ตั้งร้านในตอนบ่าย จนกระทั่งเก็บร้านเลิกขายหลังเที่ยงคืนไปแล้ว คุณเธอเหล่านั้นที่เขาเรียกขานว่าแม่ดอกคำใต้ ก็เป็นลูกค้าของเขา ชายหนุ่มวิ่งขึ้น วิ่งลง บริการส่งข้าวส่งน้ำอยู่เป็นประจำ

"พักนี้พบเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย เขียนๆ จดๆ ไว้ในสมุดบันทึกก่อนแล้วค่อยเขียนเป็นโครงเป็นร่าง คิดว่าคงได้เรื่องสั้นสักเรื่องสองเรื่อง" เขาบอกกับผมในบ่ายวันหนึ่ง พร้อมออกปากชวนไปกินกาแฟ

"มีงานอะไรให้เด็กๆ ทำบ้างไหม ปรีมันฝากให้ผมมาถาม ถ้ามีงานอะไรบอกๆ กันบ้าง" เขาถามต่อ และเอ่ยถึงเพื่อนร่วมกลุ่มของเขาอีกคนหนึ่ง ซึ่งสนใจวรรณกรรมพอๆ กับเขา

"แล้วคุณจะหางานให้ใครกันล่ะ" ผมถาม

"ก็น้องเจี๊ยบนะสิมันบอกว่าจะเลิกอาชีพเดิมแล้ว เห็นน้องมันตั้งใจจริง ก็อยากจะช่วย ปรีเขาเป็นตัวตั้งตัวตีที่เห็นด้วยและสนับสนุน"

คำตอบจากเขาทำให้ผมนึกขึ้นได้ เพราะคราวหนึ่งเขาเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า คุณเธอเหล่าแม่ดอกคำใต้ของเขา สองสามคน คิดที่จะเลิกอาชีพเดิมที่ทำอยู่ ถอยออกจากซ่องกลางเมือง ไปเป็นหมอนวดแผนโบราณและพนักงานร้านอาหารคาราโอเกะต่างอำเภอย่านริมทะเล เปิดบริการสำหรับลูกเรือตังเก ในความคิดของผม มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยกับงานเดิมที่เหล่าแม่ดอกคำใต้เคยทำมาหากินอยู่ ชายหนุ่มเขาเคยเขียนถึงพวกเธอเหล่านั้นในเรื่องสั้นของเขาที่ผมเคยได้อ่านต้นฉบับ

มันก็เป็นความจริงอย่างคำกล่าวของ ธัช ธาดา เขามีความมุ่งมั่นและมุ่งหวังที่จะเป็นคนเขียนหนังสือ แม้ระยะหลังต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเครียด และเมื่อกลับออกมาเขาก็บอกทุกครั้งว่าเพิ่งกลับมาจากสุราษฎร์ ผมเข้าใจโดยไม่ต้องถามต่อว่าไปทำอะไรที่สุราษฎร์

หลายคราวเขาแวะเข้ามาพร้อมกับต้นฉบับเรื่องสั้น เอามาฝากให้ช่วยกันอ่าน ผมมีโอกาสช่วยเหลือเขาในช่วงที่เขาบวชอยู่ที่วัดหลวงครู โดยขอบริจาคหนังสือจากบริษัท/สำนักพิมพ์ นำไปร่วมทอดผ้าป่าหนังสือ สร้างเป็นห้องสมุด

"ถึงเป็นสงฆ์ แต่ผมก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่สงฆ์อย่างเต็มที่" คราวหนึ่งเขาเคยปรารภกับผม

หลังจากทอดผ้าป่าหนังสือเสร็จเรียบร้อย ด้วยความเครียดหรือว่าลืมกินยาตามหมอสั่ง ผมได้ข่าวว่าเขาก็ได้ทำการสึกจากการเป็นพระด้วยตนเอง แล้วห่มผ้าที่เขียนป้ายโฆษณาเดินกลับบ้าน ตอนนี้คนที่บ้านนำส่งไปยังสุราษฎร์เรียบร้อยแล้ว

"มันเป็นเหมือนสติขั้นสุดท้ายที่คอยเตือน ว่าสึกเสียเถิดก่อนที่จะทำอะไรเสียหายภายใต้ผ้าเหลือง" เขาบอกผมวันหนึ่งที่เจอกัน

"แล้วห้องสมุดที่ทอดผ้าป่าหนังสือวันก่อน เป็นอย่างไรบ้าง"

"นี่ก็อีกอย่างหนึ่งที่ไม่เป็นตามที่เราคิดหรือตั้งใจเอาไว้ วันก่อนพระที่บวชอยู่วัดเดียวกันและยังไม่ได้สึก เพราะบวชเรียนอยู่ยังไม่จบ เขาบอกว่าห้องสมุดปิดประตูใส่กุญแจเอาไว้ ใครอยากอ่านก็ต้องไปขอกุญแจที่เจ้าอาวาส" เขาเอ่ยในเชิงตัดพ้อ

"คนเราถึงไม่ได้แต่งงาน ก็ควรมีความรัก" เป็นวรรคหนึ่งในต้นฉบับเรื่องสั้นของเขาที่ฝากไว้ให้หลายคนช่วยอ่าน

"หลวงเสริฐ ตายแล้ว ผูกคอตายเมื่อคืนวันเสาร์" เพื่อนที่ทำงานบอกเมื่อผมมาทำงานในวันจันทร์

ผมขนลุกทั้งตัว ก็เมื่อสองวันที่ผ่านมา หลังจากได้อ่านต้นฉบับเรื่องสั้นของเขาแล้ว ผมยังเขียนถึงเขาในสมุดบันทึกของผมอยู่เลย

นครศรีธรรมราช-พ.ต.ต.ปรีชา ฉิมภักดี สารวัตรเวร สภ.อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเมื่อเวลา 00.05 น. วันที่ 19 ก.ย. ว่ามีเหตุคนผูกคอตายที่บ้านเลขที่ 128/4 หมู่ 5 ต.ดอนตะโก ดังนั้นจึงรุดไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบศพนายประเสริฐ สันฐมิตร อายุ 32 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตายกับขื่อไม้ในห้องนอน คาดว่าเสียชีวิตมาประมาณ 3 ชั่วโมง ตรวจสอบไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด จากการสอบสวนปากคำนางบุญยัง แม่ของผู้ตาย ให้การว่า นายประเสริฐป่วยเป็นโรคประสาทมานานแล้ว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประสาทที่ จ.สุราษฎร์ธานี มาตลอด แต่ยังไม่หายขาด ก่อนหน้านี้ผู้ตายได้เข้าห้องนอนเก็บตัวเงียบจนนานผิดปกติ ตนจึงขึ้นไปเคาะประตูเรียก ปรากฏว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปจึงพบว่านายประเสริฐเสียชีวิตดังกล่าว เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายอาจเกิดความเครียดที่รักษาโรคประสาทไม่หาย จึงก่อเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการต่อไป (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ.2548)

หากย้อนเวลากลับมาได้เป็นครั้งสุดท้าย ผมอยากให้เย็นวันหนึ่งตามคำนำของธัช ธาดา ข้างต้น มีคนร่วมอีกหลายๆ คนเพื่อเพิ่มรสชาติของวงสนทนา และผมเองก็อยากร่วมวงด้วยคนหนึ่ง

แต่ที่ยังสงสัยไม่หาย ยังคงเก็บไว้เป็นคำถาม ชายหนุ่มขาหักกลับออกมาจากบ้านธัช ธาดา โดยวิธีใด

ร่วมอาลัย...

ประเสริฐ สันฐมิตร

1 พฤศจิกายน 2548

ศรีธรรมโศก 2 แยก 1 : นครศรีธรรมราช

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com