 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ข่าวต่างประเทศ (1) / สุดา มั่งมีดี
สหรัฐเปิดศักราชใหม่สัมพันธ์อินเดีย
การเยือนอินเดียของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐ ปิดฉากลงอย่างสวยงามด้วยการทำข้อตกลงเปิดทางไปสู่การดึงอินเดียเข้าร่วมกลุ่มมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก
มีข้อแลกเปลี่ยนตรงที่รัฐบาลกรุงนิวเดลีต้องยอมรับมาตรฐานนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้ปิดฉากยุคแห่งความโดดเดี่ยวของอินเดียที่เคยไม่นำพาเสียงเรียกร้องจากทั่วโลกให้ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งข้อตกลงนี้ยังเป็นการหันเหทิศทางนโยบายของสหรัฐ ซึ่งเคยคว่ำบาตรรัฐบาลกรุงนิวเดลี หลังจากอินเดียกระโจนเข้าทดลองอาวุธนิวเคลียร์ แข่งกับปากีสถานเมื่อปี 2541
ตามข้อตกลงนั้น อินเดียยอมจัดประเภทอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ด้วยการประกาศให้โรงงานนิวเคลียร์ 14 แห่งเป็นโรงงานเพื่อพลเรือนหรือการพาณิชย์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อกำเนิดพลังงาน ส่วนอีก 8 แห่งเป็นโรงงานนิวเคลียร์ทางทหาร ทั้งยังเปิดโรงงานนิวเคลียร์พลเรือนให้ผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศ ได้เข้าตรวจสอบเป็นครั้งแรก
ทั้งหมดนี้แลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐจะแบ่งปันเตาปฏิกรณ์ เชื้อเพลิง และความชำนาญด้านนิวเคลียร์พลเรือนกับอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐเสียก่อน และบุชก็ยอมรับว่าอาจเป็นเรื่องยาก เพราะอินเดียยังปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์
"ผมพยายามคิดต่างออกไป ไม่ติดยึดกับอดีต" บุชกล่าวหลังระบุว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์กับอินเดียเป็นเป้าหมายสำหรับรัฐบาล
ขณะที่นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ ของอินเดีย กล่าวสั้นๆ ง่ายๆ ว่า "เราได้สร้างประวัติศาสตร์
เพราะข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ-จีน เป็น 'แก่น' ของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สาเหตุที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับอินเดียนั้น ก็เพราะจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 1,000 ล้านคน ทั้งเศรษฐกิจอินเดียยังเฟื่องฟู สร้างงานหลายล้านตำแหน่ง นับว่ามีความดึงดูดใจให้ธุรกิจอเมริกันอย่างยิ่ง นอกจากนั้น ชนชั้นกลางของอินเดียยังเพิ่มเป็น 300 ล้านคน และการช่วยเหลืออินเดียเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ยังจะลดความต้องการใช้น้ำมันในโลก ทั้งจะเป็นผลดีแก่บริษัทอเมริกันที่ถูกห้ามจำหน่ายเตาปฏิกรณ์และอุปกรณ์นิวเคลียร์ให้แก่อินเดีย
บุชยอมรับว่ารัฐบาลกรุงวอชิงตันและนิวเดลีเคยเหินห่างกันสมัยสงครามเย็น เมื่ออินเดียประกาศตัวเป็นประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และอิงรัสเซีย แต่ขณะนี้บุชกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-อินเดีย กำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก
แม้บุชพยายามญาติดีกับอินเดีย แต่กลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านผู้นำสหรัฐและนโยบายของสหรัฐ โดยเฉพาะนโยบายอิรักและอัฟกานิสถาน ก็ยังมีอยู่ ดังนั้น เมื่อบุชเดินทางถึงอินเดีย การประท้วงจึงดำเนินไปอย่างดุเดือด รวมถึงในเมืองไฮเดอราบาด ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์และกลุ่มมุสลิมเรียกร้องให้มีการหยุดงานและชุมนุมประท้วงการเยือนของบุช
ในย่านที่อยู่ของชาวมุสลิม ร้านรวงพากันปิดให้บริการและติดธงดำ พร้อมแขวนป้ายข้อความว่า 'บุช ศัตรูของสิทธิมนุษยชน' ขณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์อินเดียกล่าวว่า ประท้วงบุชเพราะเป็นคนกระหายสงคราม และขอเรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกจากอิรัก
วิจารณ์เลือกปฏิบัติ
มีเสียงวิจารณ์ว่าข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐ-อินเดีย เป็นการให้รางวัลผู้ที่มีความประพฤติไม่ดี และบั่นทอนความพยายามป้องกันประเทศอย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ปากีสถานระบุว่า ข้อตกลงสหรัฐ-อินเดียถือเป็นการผ่อนคลายแนวทางเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีนิวเคลียร์พลเรือน อันจะทำให้ระเบียบนิวเคลียร์ของโลกและสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์ อ่อนแอลง
กระทรวงต่างประเทศจีน วิจารณ์ทำนองเดียวกันว่าความร่วมมือนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์
โมฮัน มาลิก อาจารย์แห่งศูนย์ความมั่นคงศึกษาเอเชีย แปซิฟิก ในฮอนโนลูลู แสดงความเห็นว่าจีนมองอินเดียเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ในเอเชีย และมีแนวโน้มจะเพิ่มอิทธิพลและพยายามขัดขวางข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ-จีน
รัฐบาลกรุงปักกิ่งเสนอเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้บังกลาเทศแล้ว ขณะพม่าแสดงความสนใจในพลังงานปรมาณูเช่นกัน
"จีนอาจเพิ่มการแพร่กระจายเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในย่านเพื่อนบ้านของอินเดีย เพื่อคานความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐ" มาลิกกล่าว
นอกจากนั้น จีนยังเป็นพันธมิตรสำคัญของเกาหลีเหนือ และเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่พยายามโน้มน้าวเกาหลีเหนือให้ล้มเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวพยายามแก้ต่างด้วยการให้เหตุผลว่าอินเดียเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกป้องเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และไม่ได้เป็นประเทศที่แพร่กระจายเทคโนโลยีนิวเคลียร์
นอกจากนั้น การกระทำของสหรัฐยังเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการแก้ไขสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายนิวเคลียร์ ด้วยการเสนอแนวคิดริเริ่มใหม่ๆ อาทิ ความเป็นหุ้นส่วนพลังงานนิวเคลียร์โลก ซึ่งประเทศที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์จะจัดหาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ให้ชาติอื่น
ราชา เมนัน นักวิเคราะห์การทหาร ชี้ว่าข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ-อินเดีย ไม่ได้เน้นเรื่องการจัดหาพลังงานป้อนอินเดีย แต่เป็นการยอมรับลำดับขั้นของประเทศต่างๆ และยอมรับเอเชียในฐานะศูนย์กลางแนวโน้มถ่วงในศตวรรษที่ 21
ทั้งนี้ อินเดียถูกคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์นิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2517 หลังทดลองนิวเคลียร์ครั้งแรก การที่สหรัฐผลักดันการทำข้อตกลงกับอินเดียและยอมยกเว้นนโยบายที่ยึดถือมายาวนาน เน้นให้เห็นความสำคัญที่สหรัฐมอบให้อินเดียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
|
|
|
|
|
|
|
|