เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จดหมายถึงบรรณาธิการ O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O
เรื่องจากปก3 O
เรื่องจากปก4 O

รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O

หมายเหตุการณ์ O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O
โรงเรียนนอกหน้าต่าง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรื่องสั้น O

โหราศาสตร์ O
ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 

หมายเหตุการณ์ / นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

พระราชอำนาจ กับรัฐธรรมนูญนิยม

วิกฤตการณ์ทางการเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศไทยในห้วงเวลานี้ ผู้เขียนแลเห็นว่า มีหลักการทางการเมืองสำคัญสองหลักการที่แสดงพลังร่วมกันในการต่อต้าน และเป็นพลังร่วมกันในการต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ หรือต่อสู้กับระบอบทักษิณ

หลักการสำคัญประการแรก เรียกได้ว่า เป็น หลักพระราชอำนาจ (Prerogative rights/powers) ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายปี และในท้ายที่สุดได้ถูกนำมาเป็นประเด็นในการต่อสู้ทางการเมืองด้วยในปัจจุบัน ดังตัวอย่างสำคัญได้แก่ การถวายฎีกาของชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งเพื่อขอพระราชทานรัฐบาลชุดใหม่

อีกหลักการหนึ่ง เป็นหลักการที่เชื่อมั่นในระบอบรัฐธรรมนูญนิยมอย่างแรงกล้า ที่มีความเห็นและเชื่อว่า การปกครองจำเป็นต้องมีการแบ่งแยกอำนาจ มีการจำกัดอำนาจของผู้นำ มีองค์กรต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจ มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีกติกาของการบริหารการปกครองไปตามหลักกฎหมาย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหลักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism)

ในที่นี้ เป็นที่สังเกตได้ว่า ในสังคมตะวันตกและประเทศที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยอย่างมากและเป็นปึกแผ่น หลักการทางการเมืองทั้งสอง มีความขัดแย้งกันพอสมควร เนื่องด้วยหลักการที่หนึ่ง มีแนวโน้มที่จะเห็นว่า พระราชอำนาจมีความสำคัญและมีสถานะพิเศษที่อยู่ 'เหนือ' รัฐธรรมนูญได้ในบางกรณี และหรือในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อประเทศมีความคับขันและเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง เป็นต้น

ในขณะที่หลักการที่สอง กลับพิจารณาว่า พระราชอำนาจเองก็ได้ถูกจำกัด (Limited) ตัวลงไปแล้ว ถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่า ไม่มี หรือแทบจะไม่มีอยู่เลย ฉะนั้น การที่จะดึงพระราชอำนาจให้กลับลงมาอีก ก็ย่อมจะมีทั้งความถูกต้องและมีความผิดพลาดได้ในตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของสถาบัน และกระทบโดยตรงต่อหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

ผู้เขียนมีความเห็นว่า หากประเทศไทยมีพัฒนาการทางการเมืองการปกครองไปตามครรลองปกติ อีกทั้งมีระบบของการเลือกตั้ง และมีระบบรัฐสภาที่มีเหตุมีผล มีการทำงานอย่างเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น และมีอย่างยั่งยืนทางการเมืองพอสมควร หลักการทางการเมืองทั้งสองหลักการไม่ควรจะกลายมาเป็นประเด็นปัญหา หรือหากจะเป็นประเด็นปัญหา ก็ไม่น่าจะกลายมาเป็น 'พันธมิตร' ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันได้

กล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือ พวก Tory (พวกอนุรักษนิยม) กับพวก Whig (พวกเสรีนิยม) ไม่น่าจะจับมือกันได้ถึงขนาดนี้ เนื่องด้วยเป็นกลุ่มที่มีความคิดและมีหลักการขั้นพื้นฐานที่ต่างกันพอสมควร

อย่างไรก็ดี ในกรณีของการเมืองไทย (และอาจนับรวมถึงกรณีของการปฏิวัติ 1688 ในประเทศอังกฤษ) ปรากฏว่า หลักการทั้งสอง ได้กลายมาเป็นพลังร่วมกันจนได้ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า คงเป็นเพราะว่าทั้งสองต่างมี 'ศัตรู' ที่สำคัญและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเปิดศึกอภิปรายและต่อสู้กันเองในเวลานี้

ทั้งนี้ เนื่องมาจาก รัฐบาลทักษิณ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าระบอบทักษิณ ได้มีการกระทำในหลายสิ่งหลายอย่างที่กระทบโดยตรงต่อหลักพระราชอำนาจ

ในขณะเดียวกัน ในสายตาของฝ่ายรัฐธรรมนูญนิยม รัฐบาลทักษิณเอง ก็ได้กระทำการที่ละเมิด และอาจถึงขั้นที่เรียกได้ว่า ได้สังหารและพิฆาตระบอบรัฐธรรมนูญนิยมของประเทศไทยลงไปเรียบร้อยแล้ว

ความร่วมมือของทั้งสองกลุ่ม และของทั้งสองหลักแนวความคิด จึงได้ถือกำเนิดขึ้น และแม้นว่าในสายตาของคนภายนอก อาจจะเห็นว่า เป็นพันธมิตร หรือเป็นแนวร่วมกัน แต่ในกลุ่มพันธมิตรภายในย่อมทราบเป็นอย่างดีว่า มีความเห็นที่แย้งกันพอสมควรว่า หลักพระราชอำนาจ กับหลักรัฐธรรมนูญนิยม จะประสานแนวทางการปฏิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างไร

ในที่นี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า การประสาน (Reconcile) หลักการทั้งสอง ซึ่งมีความแตกต่างกันนั้น สามารถกระทำได้ใน 2-3 เงื่อนไขเป็นอย่างน้อย และเป็นสิ่งที่ควรจะอภิปรายกันต่อไป หากบ้านเมืองมีความสงบและมีความร่มเย็นมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้

ในประการแรก ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยมีการโต้เถียงกันพอสมควรในยุโรป ได้แก่ การที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเป็นพวกหลักพระราชอำนาจ และเป็นพวกหลักรัฐธรรมนูญนิยมอย่างสุดโต่ง สุดขั้ว หรือหากจะกล่าวอย่างรุนแรง ก็คงต้องบอกว่าไม่มีใครเป็นพวกใดพวกหนึ่งอย่างแท้จริงเลย แม้แต่คนเดียว

การพูด การสุดขั้วและสุดโต่ง เป็นเพียงวาทศิลป์เท่านั้น และในอันที่จริง ทั้งสองพวกเป็นนักปฏิบัติทางการเมือง ซึ่งต้องการแลเห็นการเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น ต้องการแลเห็นความสงบร่มเย็น และเห็นการปรองดองสมานฉันท์ในระหว่างคนในชาติ

ในอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจจำเป็นต้องใช้ ได้แก่ การใช้หลักการตีความประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งการกระทำเช่นนี้ได้ คงจำเป็นที่จะต้องสร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศใหม่ทั้งหมดว่า ประชาธิปไตยของไทยในแต่ละช่วง และในแต่ละเหตุการณ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้าตลอดมา เพราะมีหลักพระราชอำนาจกับหลักรัฐธรรมนูญนิยมช่วยเสริมกันมาโดยตลอด

ในอีกทางหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ในหลายๆ สังคม ได้แก่ การพยายามไม่กล่าวถึงอดีต เพราะว่าอดีตจะทำให้หลักการทั้งสองแตกต่างกันตลอดไป และไม่สามารถประสานเข้าหากันได้ แต่ควรจะกล่าวถึงปัจจุบันและอนาคตเท่านั้นว่า หลักพระราชอำนาจกับหลักรัฐธรรมนูญนิยม เป็นสภาพความเป็นจริงและเป็นเงื่อนไขที่คนไทยจำเป็นต้องอาศัยเป็นหลักในการปกครองประเทศ และจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป

หลักพระราชอำนาจแท้ๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากไม่มีหลักรัฐธรรมนูญนิยมรองรับ เช่นเดียวกับหลักรัฐธรรมนูญนิยม ก็ไม่ได้แปลว่ามีการแยกอำนาจอย่างเด็ดขาด หรือแยกอำนาจโดยสมบูรณ์จนกระทั่งไม่มี 'พื้นที่' ให้แก่พระราชอำนาจเสียเลย ซึ่งเป็นความสุดโต่งทั้งคู่

ผู้เขียนมีความเห็นว่า คำอธิบายที่มีความซับซ้อน เป็นเหตุเป็นผล และเป็นที่เข้าใจได้ของสังคมคนไทยโดยเฉลี่ยๆ ว่า หลักพระราชอำนาจแปลว่าความสง่างามของการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญนิยมก็เป็นเสาหลักค้ำประกันการดำรงอยู่และเกียรติยศของหลักพระราชอำนาจ จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการประสานของหลักแนวคิดเข้าหากัน

สังคมการเมืองไทย ไม่ควรที่แตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ อีกต่อไป นอกเหนือไปจากความแตกแยกที่เกิดขึ้นแล้ว และขยายตัวออกไปในวงกว้าง อันเป็นผลเนื่องมาจากการก่อตัวและการดำเนินการของท่านผู้นำที่ไร้จริยธรรม และใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งกระทบโดยตรงต่อหลักพระราชอำนาจ และกระทบโดยตรงและอย่างรุนแรงต่อหลักรัฐธรรมนูญนิยม

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com