เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จดหมายถึงบรรณาธิการ O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O
เรื่องจากปก3 O
เรื่องจากปก4 O

รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O

หมายเหตุการณ์ O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O
โรงเรียนนอกหน้าต่าง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรื่องสั้น O

โหราศาสตร์ O
ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 

สัมภาษณ์พิเศษ / ภาวินี อินเทพ เรื่องและภาพ

ภารกิจ 'ครูตี๋' ภารกิจ 'รักษ์เชียงของ'

แม้จะสามารถรณรงค์ให้พี่น้องชาวบ้านได้เข้าใจ และลุกขึ้นมาเรียกร้องให้โครงการระเบิดแก่งหินในแม่น้ำโขง ช่วง อ.เชียงของ-อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ได้ยุติลงแล้วก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่าภารกิจพิทักษ์ธรรมชาติและฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น ของ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ 'ครูตี๋' แห่ง 'กลุ่มรักษ์เชียงของ' (หรือ เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านนา ในปัจจุบัน) ยังคงไม่สิ้นสุด

เพราะกำลังมีเหตุให้ครูตี๋ ลุกขึ้นมาสู้ (ด้วยข้อมูล) อีกครั้งหนึ่งแล้ว

นั่นคือ 'นิคมอุตสาหกรรม' ที่จะเข้าไปตั้งในเขตพื้นที่ อ.เชียงของ ภายใต้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ)

จริงอยู่ที่งานของรักษ์เชียงของ หรือเครือข่ายฯ เน้นไปที่สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นหลัก แต่เมื่อมีโครงการที่อ้างกระแสพัฒนาเหล่านี้เข้ามาในบ้านเกิดเมืองอันเป็นที่รักเช่นนี้แล้ว จึงต้องจับตามองเป็นพิเศษ

และหวังว่าการเปิดข้อมูล 'การพัฒนา' ที่แท้จริงแล้ว พี่น้องชาวบ้านจะได้เลือกหาแนวทางที่เหมาะสมให้กับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองว่าควรเป็นเช่นใด

ขณะเดียวกันก็รักษาธรรมชาติและวัฒนธรรมให้คงอยู่ควบคู่กันไปด้วย ในฐานะคนลุ่ม 'แม่น้ำโขง' หรือ 'น้ำของ' ในภาษาคนเชียงของ

งานอีกด้านหนึ่งที่ยังคงต้องทำต่อคือ ทำให้คนรู้จักเชียงของมากกว่าแค่จุดแวะพักที่เงียบ-เรียบง่าย หากเปิดตาเปิดใจเจาะลึกในพื้นที่นี้จริงๆ แล้ว จะพบว่าเชียงของมีอะไรมากกว่านั้น

เปิดศักราชใหม่ปี 2549 เป็นต้นมา จึงมีหลายโครงการต่อเนื่อง ด้านสื่อ เริ่มต้นด้วยการเปิดตัว 'แม่โขงโพสต์' หนังสือราย (หนึ่ง) เดือน และ '26x4,909 จากธิเบตถึงทะเลจีนใต้' รวมเรื่องเล่า บทกวี เรื่องสั้น สารคดี เกี่ยวกับแม่น้ำโขง ของซาวหก (26) นักเขียน

ต่อด้วยงานใหญ่ครั้งแรกของกลุ่ม คือ 'เปิดตำนาน วิถีธรรมชาติ : วิถีวัฒนธรรมสองฝั่งโขง' เมื่อ 24-26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่วิทยุชุมชนคนลุ่มน้ำของ FM 108 MHz ก็กระจายเสียงต่อเนื่อง

จากนี้ไปอีกไม่นานจะมี 'โฮมสเตย์' ที่เตรียมเปิดปลายปีนี้ เพื่อให้คนรักและหลงใหลแม่น้ำโขงได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเชียงของอีกรูปแบบหนึ่ง ระหว่างนี้กำลังทดสอบระบบอยู่ โดยมีเวบไซต์ mekonglover.com เป็นศูนย์กลางบอกข่าวความเคลื่อนไหว

สำหรับครูตี๋แล้ว ระยะเวลาที่ก่อตั้งกลุ่มรักษ์เชียงของมาก็ 10 ปีแล้ว ถึงวันนี้ถือว่าตัวเองตัดสินใจถูกแล้ว เพราะหากไม่ลาออกจากตำแหน่ง 'ครูใหญ่' มา คงมิอาจทำตามที่ตั้งใจฝันไว้ได้

แม้ครั้งหนึ่งจะถูกเรียกว่า 'ผีบ้า' ก็ตามที แต่วันนี้นอกจากไม่เป็นคนแปลกหน้าแล้ว ในแง่สังคมเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น 'คนดีศรีสังคม' และเป็น 1 ใน 50 คน ในกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยผู้นำท้องถิ่น ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่งตั้งขึ้นมาด้วย

"ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เพราะมันมีความชัดเจนว่า 'เราเป็นคนที่นี่' ใครจะว่าผมเป็นเอ็นจีโอหรืออะไร ก็ว่าไป แต่ผมเป็นคนบ้านนี้ เขามาเหยียบหัวบันไดบ้านผม บุกถึงหัวบันไดแล้ว เราจะไม่ลงไปสู้กับเขาหรือ จะปล่อยให้เขาพังบ้านเราหรือ ถ้าอะไรก็ปล่อยๆ เขาไป มันก็เสร็จเขาสิ แล้วเราจะไปเรียนหนังสือทำไมกัน ลูกหลานมีไว้ทำไม ถ้าไม่ใช่มีไว้ปกป้องบ้านนี้เมืองนี้"

บทสรุปของครูตี๋ ช่างสะท้อนใจนัก และหวังว่าจะเป็นอีกเข็มทิศที่นำทางให้คนหนุ่มสาวไกลบ้าน รู้จุดหมายชีวิตของตนเองอีกครั้งหนึ่ง-หลังจากบ้านเกิดเมืองนอนไปนานหลายปี!!

0 นิยามการพัฒนา หรือความเจริญในแบบฉบับของครูตี๋คืออย่างไร?

การพัฒนาบ้านพัฒนาเมืองอะไรก็ตาม มันจะต้องผ่านอดีตสู่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ๆ จะมองแค่ปัจจุบันอย่างเดียว โดยที่ไม่มองอดีตว่าตัวเองมีอะไร เราคิดจะค้าจะขายอะไรกัน เราต้องรู้ทุนของตัวเองสิ สิ่งที่เราไปค้าแล้ว สุดท้ายแล้วทุนที่มีอยู่ก็หายหมด ทั้งทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ถ้าไปมุ่งแต่เศรษฐกิจอย่างเดียว สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเหลือเลย

ถ้าเราไม่มองดูว่าประวัติศาสตร์เราเป็นอย่างไร บ้านเมืองเรามีอะไรบ้าง มีทุนทรัพยากรอย่างไรบ้าง แล้วอะไรคือหนทางที่มันมีอยู่แล้วสามารถนำไปประยุกต์ต่อได้ ไม่ให้หายไป แล้วให้ชาวบ้านได้ทำมาหากินได้ตลอด คืออะไรล่ะ มันก็ไม่พ้นเรื่องวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอยู่ดี ถ้าเราเดินอย่างนี้ นี่คือ 'ความยั่งยืน' จะพูดถึงความพอเพียงก็ได้ ใช่ไหม แต่ถ้าเราไปมองอยู่มุมเดียวตลอด มันก็ตาย เพราะฉะนั้น มันต้องพูดถึงเรื่องนี้ให้ได้

เหมือนกับที่ผมบอกว่า เชียงของจะไปมองแค่มุมการค้าอย่างเดียวก็ไม่ได้ ค้าต้องค้ากันอยู่แล้ว แต่จะค้าอย่างไรให้มันเป็นธรรม และไม่ทำลายคนที่อยู่ด้วย แต่ให้มันยั่งยืนด้วย ไม่ใช่คุณมาคิดว่าทำอย่างนี้ประเทศจะได้กำไรเท่านี้ๆ แต่คนท้องถิ่นตาย นี่ไม่ใช่แน่นอน

อย่างคุณจะมาสร้างนิคมอุตสาหกรรม คนท้องถิ่นยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่คนจะขายที่รู้กับนายทุน แล้วสุดท้ายผลกระทบมันไม่ได้กินพื้นที่อยู่แค่ 3-4 คนเท่านั้นนะ นิคมมันกินพื้นที่เท่าไหร่ ควันอะไรต่างๆ โดยไม่มองสภาพที่ตั้งเชียงของว่าเป็นอย่างไร เมืองขนาดไหน คุณจะมาทำอย่างนี้ แล้วคนไม่ได้ศึกษาแล้วทำเลยไง

0 ประเมินว่ากลุ่มทุนหรือภาครัฐตัดสินใจเพราะอะไร

เพราะเห็นศักยภาพไง ศักยภาพของเชียงของคือ มีแม่น้ำ มีที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ที่งาม มีแม่น้ำที่ดี แล้วมีคนด้วย เพราะว่าสามารถนำคนต่างถิ่นเข้ามาได้ง่าย คิดว่าจะต้องกำไรแน่นอน คิดว่าลดต้นทุนการผลิตที่สุด แต่ไม่ได้คิดว่า การลดต้นทุนของคุณได้ทำลายต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ของคนเจ้าของพื้นที่อันยิ่งใหญ่ที่คุณมาทีหลัง แล้วเป็นทุนที่สร้างใหม่ไม่ได้ด้วย ทุนเป็นพันๆ ล้านคุณลงทุนได้ แต่คุณได้ประเมินไหมว่า คุณค่าของเชียงของมันมียิ่งกว่าตัวเลขพันล้านนะที่ในระยะอีก 20 ปีต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้เราเห็นอยู่ว่าลำพูน เมื่อปี 2518 เป็นอย่างไร แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร

นั่นคือการพัฒนาที่ไร้ซึ่งอนาคตเลย มุ่งไปสู่ความตายทั้งนั้นเลย คนที่อยู่ก็เหนื่อย คนก็แตกออกจากบ้าน สุดท้ายก็ไม่มีใครอยู่ในบ้านเมืองของตัวเองแล้ว ควันคลุ้งเมืองไปหมด ปีเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าปีหนึ่งมาจัดแสดงงานเอ็กซ์โปเราก็ไม่ว่านะ เพราะจัดแล้วก็ไป มันก็ยังฟื้นฟูกันได้ คุยกันได้อยู่ แต่นิคมฯ นี่ไม่ได้เลย มันจะมีอยู่จนกว่าเราจะตายเลย เราตายไปกี่รุ่นก็ไม่รู้ จนกว่าทรัพยากรที่นี่จะหมด จนกว่าแม่น้ำอิงจะแห้ง น้ำใต้ดินจะแห้ง มันถึงจะย้ายกันไป คนที่นี่ก็จะไปเหลืออะไรล่ะ

แต่ขณะนี้คนบ้านเราบางส่วนก็ยังไม่ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้น มันต้องพูดคุยกันในเรื่องนี้ให้มาก พูดคุยความจริงให้มากว่าใครจะได้จะเสียประโยชน์มากกว่า แล้วสุดท้ายเราจะอยู่กันอย่างไร และหาวิธีการว่าถ้ามีอย่างนั้นจริงๆ เราจะอยู่อย่างไรได้ มันมีหนทางอยู่

0 เหมือนมาบอกว่าชีวิตคนเรายังมีทางเลือกที่จะดีได้

ใช่ๆ มีทางเลือกอยู่ อย่างเราพูดกันถึงเรื่องพอเพียง เราก็ยังเชื่อมั่นในเรื่องพอเพียงกันอยู่ แล้วเราก็ปฏิบัติ พอเพียงคืออะไร ก็ผืนแผ่นดินที่พ่อแม่ให้มามันงามหมด เรารักษาให้ดีๆ แล้วทำมาหากินกับของท่านนั่นแหละก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่อื่นมันหมดไปแล้ว ถ้าไม่รักษาไว้ก็น่าเสียดาย

0 การตอบรับของพี่น้องชาวบ้านเป็นอย่างไรตั้งแต่เริ่มต้น

คือมันไม่ใช่การตอบรับ ต้องพูดถึงที่พื้นฐานแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่ได้ดูถูกชาวบ้านว่าเป็นคนโง่หรืออะไรเลย แต่เขา 'ไม่รู้' มากกว่า อยู่กับบ้านวันๆ ก็ออกแต่ไร่นา ไม่ได้รู้ข่าวสารอะไรมากมาย นี่คือสภาพสังคมบ้านเรา คำว่า 'ไม่รู้' นี่ ไปกล่าวโทษเขาไม่ได้ เพราะเขาอาจจะเข้าใจผิดเพราะเขาไม่รู้ ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ศึกษา นี่คือเรื่องสำคัญ แต่ว่าถ้าคนบางส่วนรู้ ได้อ่านหนังสือ ได้ติดตามข่าวสาร เขาจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ชาวบ้านเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอ่อนไหวที่สุด เราจะไปตัดสินว่าชาวบ้านจะเข้าข้างฝ่ายไหนยังไม่ได้ ว่าจะเอาหรือไม่เอา ต้องให้ความรู้ก่อน

แต่ว่ารัฐนี่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องความรู้กันเลย มาถึงถามเลย 'ดี' 'เอามั้ย' 'ได้เงินนะ' เราจะได้ทำงานนี่คือง่ายที่สุด แต่ถามว่าได้ศึกษากี่อย่างแล้ว ได้ทำงานวิจัยหรือศึกษาผลกระทบมั้ย คนเราจะทำอะไรสักอย่างนี่ มันต้องศึกษาให้ละเอียด เพราะนี่คืออนาคตของบ้านเมืองเลยนะ แต่ถ้าคุณคิดง่ายๆ เอาทุนมาเริ่มต้น อันนี้ก็เสร็จทันที เพราะฉะนั้นต้องให้ความรู้กับชาวบ้าน

0 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาก็ยังเห็นว่าโครงการภาครัฐก็จะเป็นลักษณะนี้มาตลอด?

ใช่ ก็อย่างนิคมฯ ที่ประกาศจะเข้ามาเชียงของนี่ ก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่เดิมตั้งไว้ที่ อ.เชียงแสน แต่พอไม่ได้สร้างที่นั่นแล้วก็ผลักมาที่เชียงของต่อ ที่จริงจะมาสร้างที่เชียงของก็ตายเหมือนกัน เราก็ถามว่าได้ถามคนเชียงของหรือยัง เคยลงมาเสนอความรู้ให้กับตัวแทนชาวบ้านได้รับทราบข้อดี-ไม่ดีทั้งสองด้านหรือยัง ก็ยัง ไปบอกอยู่ที่ไกลเลยว่า 'สมควร' สมควรเพราะอะไร อย่างที่พูดไปคือประหยัด ใกล้แม่น้ำ การขนส่ง แรงงาน ก็สบาย แหล่งน้ำก็อุดมสมบูรณ์ นี่คุณคิดด้านเดียวนี่ เชียงของก็ตายสิ

เราต้องให้ความรู้กับชาวบ้านสุดท้ายให้ชาวบ้านตัดสิน ผมและเครือข่ายฯ ก็ตัดสินให้ไม่ได้หรอก เพราะก็คือคนๆ เดียวในเชียงของเหมือนกัน แต่ว่าเราก็ต้องเดินหน้าเรื่องนี้ต่อเพราะอยากให้ชาวบ้านเขาได้รับรู้ จะเอา-ไม่เอา ไม่ว่า แต่ต้องเอาองค์ความรู้ต่างๆ มาตีแผ่แล้ววิเคราะห์ร่วมกัน สุดท้ายมันจะเป็นอย่างไรก็เป็นไป ใช่ไหม บ้านเมืองก็เหมือนเรารบทัพ เราวางแผนร่วมกันหมด ว่าเราจะสู้-ไม่สู้นี่ เราจะยอมเขาหรือจะสู้ล่ะ ถ้าว่าเราสู้ตาย ถ้าไม่สู้ตายแน่ เราก็ต้องลุกขึ้นสู้ร่วมกัน หรือว่า ถ้าชาวบ้านจะยอม เราก็ว่าอะไรไม่ได้ เราจะสู้อยู่คนเดียว มันก็ไม่ใช่จะไปชนะอะไรได้

ตอนนี้นิคมฯ เป็นเรื่องใหม่ที่เข้ามาหนักอีก ต้องเหนื่อยกันอีก ต้องให้ข้อมูลกันครั้งใหญ่อีก ผมอยากให้รัฐเข้ามาทำงานร่วมกันเลย ในการดูแลเรื่องทรัพยากร สิ่งที่มันมีอยู่ ดูเรื่องคุ้ม-ไม่คุ้ม ใครได้-ใครเสีย อย่างรัฐธรรมนูญว่าชาวบ้านมีสิทธิดูแลรักษาทรัพยากร แต่ถ้าไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมแล้ว จะมีรัฐธรรมนูญไว้ทำไมล่ะ

0 ส่วนร่วมนี้คือไม่ใช่แค่คำตอบ เอา-ไม่เอา

ใช่ ส่วนร่วมต้องได้คิดหมด ต้องได้รู้ ว่า คุณจะทำนิคมฯ อย่างไรด้วย คุณต้องพาพวกผมไปดู ที่ว่า นิคมฯ ดีๆ ต้องพาผมไปดูก่อน ไปดูลำพูน ระยอง ตราดกันก่อนไหม ต้องอย่างนั้น นั่นคือ ความโปร่งใสที่ชัดเจน ถ้าจะตายก็ให้มันตายไปเลย รับกันมาแล้ว ถือว่าชาวบ้านเลือกแล้ว แต่นี่มันไม่ใช่ มันโผล่มาอย่างนี้ตลอด ผิดพลาดมาตลอด จะว่าชาวบ้านโง่ไม่ได้นะ เขาไม่รู้ต่างหาก

0 ภาพความเปลี่ยนแปลงที่ครูตี๋ในฐานะคนบ้านนี้เกรงว่าจะเกิดขึ้น คือยังไง

ถ้าคนบ้านเราตกลงใจจะให้เชียงของเป็นเมืองอุตสาหกรรมแล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกันสิว่า อุตสาหกรรมมันมีอะไรดีบ้าง อย่างตอนนี้ คนเชียงของมีประมาณ 7 หมื่นคน คนเวียงแก่นอีกประมาณ 3 หมื่นกว่าคน ถ้าว่าสร้างนิคมฯ คนจะต้องเข้ามาอีกประมาณ 6 หมื่นคน นี่เฉพาะคนที่จะเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมนะ แล้วที่ติดตามเข้ามาอีกล่ะ จะเป็นแสนๆ คนหรือเปล่า เพิ่มอีกเท่าตัว แล้วเมืองเชียงของมันจะเปลี่ยนไปขนาดไหนคิดดูเถิด อาชญากรรม ปัญหาสังคม ถ้าไม่มีนี่ให้ฆ่าเลย บ้านนี่เปิดประตูไว้ไม่ได้แล้วนะวันข้างหน้า แต่ละบ้านก็ต้องปิดประตูบ้านใครบ้านมัน อยากอยู่อย่างนั้นหรือครับพี่น้อง สภาพควันขึ้นฟ้าตลอดเช้าจรดค่ำ อีก 20 ปี เมืองเชียงของจะเป็นยังไง น้ำจะเสียขนาดไหน ถ้าคิดไปนี่มันมืดมนเลยนะอนาคต แต่ถ้าหากว่า เราจะค่อยๆ เดินทางกันไป ทำมาหากินอย่างนี้ ค่อยไปๆ นี่สิ บ้านชุ่มเมืองเย็น ทำไมจะเอาโครงการอะไรเยอะแยะมาใส่ให้กลายเป็นบ้านร้อนเมืองร้อนกันด้วย

0 เชียงของจะมีกระแสพัฒนาเข้ามาชนตลอดเลย

ใช่ เพราะว่าเป็นเมืองที่พร้อมหลายด้าน อยู่ติดแม่น้ำ เป็นเมืองหน้าด่าน เป็นเมืองเกษตร มีแม่น้ำสาขาลงแม่น้ำโขงอุดมสมบูรณ์ มีที่ราบลุ่ม พร้อมหมด อย่างกลุ่มท่องเที่ยวก็คิดเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงวิถีชาวบ้าน มาแบบว่าถึงที่แล้วชาวบ้านรวมกันมาแสดงอย่างนี้มันก็เป็นของบริษัทไป ลักษณะนี้มันไม่ใช่วิถีของคนที่นี่ ถ้าจะให้เป็นของคนที่นี่ คุณต้องไปท่องเที่ยวในบ้านของเขา ทำเป็นโฮมสเตย์ให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมของตัวเอง ถ้าเข้าใจแล้ว ก็จะได้ทำมาหากินกับวัฒนธรรมแล้ว เราต้องรักษาวัฒนธรรมของเขาสิ เพราะนี่คือสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ต้องไปหาใหม่อีก เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่หาไว้ให้หมดแล้ว

0 นึกว่าเรื่องท่องเที่ยวที่เชียงของลงตัวแล้ว

ไม่เลย เรื่องโฮมสเตย์ เครือข่ายฯ กำลังจะเริ่มนี่แหละ ตอนนี้มีคนมาท่องเที่ยวอยู่ก็จริง แต่เป็นเกสต์เฮาส์ ยังโชคดีที่ประธานชมรมท่องเที่ยวเชียงของ เราคุยกันรู้เรื่อง ผมก็เป็นที่ปรึกษา เราคุยกันรู้เรื่องอยู่ว่าวิถีควรทำอย่างไร เรามองอันเดียวกันอยู่ แต่ว่า วิธีคิดทุนใหญ่จากที่อื่นเริ่มจะเข้ามาที่นี่มากขึ้น

0 ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

สมัยก่อนประมาณ ปี 2543-254444 ส่วนมากจะเป็นหมู่ชาวบ้านทำกันเองหมด แต่ปัจจุบันนี้ เราก็คิดว่าในบ้านรอบนอกเชียงของนี่ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่ริมน้ำโขง อิงบ้าง บนดอยบ้าง เขาน่าจะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย ที่เป็นชุมชนจริงๆ ไม่ใช่คนมาเปิดเกสต์เฮาส์ หรือโรงแรมอย่างเดียว

กลุ่มนี้อยู่ดีๆ เขาคงไม่เข้ามาเปิดหรอก แต่เพราะเห็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งบางทีเราอยู่ที่นี่เราก็ไม่รู้หรอก ผู้เฒ่าผู้แก่เขาเรียกว่า มัน 'หลืด' หรือคุ้นเคยไปเสีย จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตัวเราเองมีดีอย่างไร แต่จริงๆ เรามีคุณค่าอะไรตั้งหลายอย่าง เมื่อเราเดินทางไปข้างนอก เรารู้เลยว่า โอ้-บ้านเรานี่ยิ่งกว่าเขาอีก คนอื่นเขามาเห็น แม่น้ำโขงปุ๊บ ร้องโอ้โหกันเป็นแถว

อีกอย่างที่กระแสทัวร์เริ่มเข้ามาแย่งซื้อที่แถบนี้เยอะขึ้น ก็เพราะทำมาหากินง่าย ก็เนื่องจาก วัฒนธรรมที่ชาวบ้านเขามีอยู่แล้ว ความหลากหลาย ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์งดงาม ผู้คนวัฒนธรรม ในท้องถิ่นนี้ นี่คือเสน่ห์ของมัน เขาจึงแห่เข้ามากัน

0 ตัวอย่างโฮมสเตย์ ตอนนี้ถึงไหนแล้ว

ปีนี้เรากำลังเริ่ม อย่างบ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น นี่กำลังไปพูดคุยกัน ตอนนี้ทำเวบไซต์อยู่ด้วย แต่ได้บุกเบิกมาก็คือที่ บ้านสองพี่น้อง (วิถีชีวิตวัฒนธรรมชนเผ่าลาหู่) เริ่มมีทัวร์ตัวอย่างเข้าไปนอนกัน 2-3 ชุดละ ติดต่อมาทางเครือข่าย เราก็จัดส่งไปให้ชาวบ้าน

ที่เราเริ่มตอนนี้ก็คือ ห้วยลึก-ปากอิง นี่จะพูดเรื่องแม่น้ำของเอาเป็นหลักไว้ก่อน บ้านม่วงชุม นี่จะพูดเรื่องพื้นที่เวทแลนด์ (wet land) คือป่าชุ่มน้ำ ประมาณ 500 ไร่ ทำมา 4-5 ปีละ เวลาน้ำอิงขึ้นมาจะท่วม ปลาจะขึ้นมาไข่ เกิดมีหนองน้ำมีหลุมเยอะ หน้าแล้งเป็นที่เพาะพันธุ์ปลาด้วย หน้าน้ำก็จะใช้เรือพายเข้าไป หน้าธรรมดาก็เดินเข้าไปได้ มีป่าสมุนไพรและไก่ป่าเป็นพันตัวอยู่ที่ แล้วก็จะมีหมู่บ้านเลี้ยงวัวที่ม่วงชุมด้วย ใครอยากไป 'โฮมสเตย์เลี้ยงวัว' ก็ไปได้ จะมีให้เลือกหลายแบบ

เดิมทีอากาศก็ดีอยู่แล้ว ถ้าได้สัมผัสอย่างนี้อีกก็ยิ่งดี อย่างไปบ้านห้วยลึก ก็จะได้ไปลงน้ำ หาปลากับชาวบ้านใส่เสื้อชูชีพด้วย หาปลากับชาวบ้านมันสนุกแค่ไหน วันหนึ่งกินข้าวกับชาวบ้านสามมื้อ หมดเงินร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง

0 วางแนวทางไว้อย่างไรบ้าง

เราจะให้มันเกิดขึ้นมาจากชาวบ้านกันเอง ระบบจัดการโฮมสเตย์ก็จะให้ชาวบ้านจัดการเอง แต่เราก็เข้าไปพุดคุยกับชาวบ้านอยู่บางเรื่อง เช่น ความสะอาดควรเป็นอย่างไร วิธีการกินการอยู่ ก็คือ เราไปไหนเขาไปด้วย แล้วเรื่อง 'ราคา' เราจะช่วยดูด้วย ว่าชาวบ้านจะอยู่ได้ขนาดไหน ต่อไปก็ดูรายละเอียดได้จากเวบไซต์ทั้งเรื่องความเป็นมา ความน่าสนใจของแต่ละหมู่บ้าน

อันนี้จะเป็นประโยชน์อยู่ ต่อไปจะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่รักการท่องเที่ยวอย่างนี้ ที่ผ่านมาบางทีเขามาก็ด้วยความจำใจ เกาะทัวร์ไปโน่นนี่ เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ ไปเรื่อยๆ ก็แค่ 'ได้มา' แต่ 'ไม่ได้รู้จัก' เชียงของจริงๆ แต่ถ้ามีโฮมสเตย์ให้เลือก มันมีหลากหลาย แปลกใหม่ให้ได้ศึกษาเรียนรู้ซึ่งกัน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นจุดเด่นหนึ่งของเชียงของ

0 เป็นห่วงไหมว่า ที่ผ่านมาบางทีโฮมสเตย์ก็มีปัญหาจัดการไม่ลงตัว

ก็เป็นห่วงอยู่ แต่เราก็มีคนที่มีประสบการณ์ มาช่วยดู เรื่องการมีปัญหาหรือไม่นั้น ผมคิดว่า อะไรก็ตามอยู่ที่การเริ่มต้น ถ้าเราวางรากฐานเริ่มต้นให้ชาวบ้านเข้าใจว่า อันนี้คือวิถีของเราต้องทำเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณจะมารวยกับเรื่องโฮมสเตย์ไม่ใช่เลย แต่ว่า นี่คือเป็น 'อาชีพเสริม' ของคุณ โดยที่อาชีพเสริมนี่รายได้มาจากคุณได้กระทำหรือรักษาเรื่องวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของคุณอยู่ปกตินี่แหละ เขาก็เลยมา

เราคาดหมายว่าจะเปิดเต็มที่ประมาณปลายปีแหละ ตอนนี้เริ่มทดสอบโปรแกรมอยู่ คือบางคนมาไม่ได้หลายวัน แค่สัก 2 คืน เราก็จัดโปรแกรมให้ เช่นพาลงไปนอนหาด พูดคุยกัน เราจะให้คนในองค์กรนี่แหละไปพูดคุยเรื่องน้ำโขงให้ฟัง แล้วนอนที่หาดเลย อีกวันก็จะพาไปนอนบ้านชาวบ้าน ก็จะได้รู้จักทั้งแม่น้ำโขง และก็กลุ่มชาติพันธุ์ที่สนใจด้วย ก็คิดไว้อย่างนี้

0 ต่อไปสะพานไทย-ลาวแห่งใหม่ก็กำลังจะเกิดขึ้นที่เชียงของด้วย

เป็นเรื่องการค้าอนุภาคภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ แต่ค้าอย่างไรให้เป็นธรรม มันมีสะพานข้ามทำไปเถอะเพราะต้องค้าขายกัน แต่ข้ามไปมาแล้วจะมีนิคมฯ อยู่ที่เชียงของ มันก็ไม่ถูก หรือจะเป็นที่ไหนที่เหมาะสมต้องดูให้ดี การพัฒนามันต้องมีความเป็นธรรม ทำให้คนท้องถิ่นอยู่ได้ คนที่จะมาต้องให้เกียรติคนที่อยู่เดิมด้วย นี่คือธรรมะ ไม่ใช่คนที่มาใหม่ใหญ่กว่าคนที่อยู่ ไม่ใช่ธรรมะละ

0 อธิบายเรื่องเขื่อนอย่างไร?

ชาวบ้านเข้าใจว่าน้ำขึ้นลงไม่ปกติแล้ว เรื่องน้ำโขงจะแห้งภายใน 10 ปีนี่มีความเป็นไปได้มากว่ามันจะเปลี่ยนไปหมด เพราะจีนจะสร้างอีก 8 เขื่อน นี่สร้างไปแล้ว 2 อีก 2 กำลังสร้างต่อ

เรื่องระเบิดแก่งหินนี่ เรายังสู้ในบ้านเราได้ เพราะเป็นสิทธิของเราเต็มที่ แต่เรื่องเขื่อนก็เป็นสิทธิของคนต้นน้ำอยู่ แต่พูดกับจีนยาก เพราะเรื่องนี้ต้องคุยกับคนทั้งสายน้ำเลย อะไรก็ตามถ้าไม่เกิดความเป็นธรรมมักเกิดปัญหา ถ้าเป็นธรรมแล้ว ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก เรื่องเขื่อนนี่น่ากลัวที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเขื่อนแม่น้ำโขงนี่ เพราะมันจะสร้างความเสียหายไปทั้งทวีป ตลอดกว่า 4,000 กิโลเมตรนี้ ถ้าสร้างเขื่อนต้องมีผลกระทบแน่

0 สิทธิคนกลางน้ำทำอะไรได้บ้าง?

เราก็ประสานกับองค์กรระหว่างประเทศบ้าง คนลุ่มน้ำทางอีสาน ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง นำเสนอผ่านไปทางจีนบ้างถึงความเสียหายมากมายที่จะเกิดขึ้น จีนก็เฉยๆ เพราะได้ประโยชน์ นี่ยังไม่พอคนไทยยังไปซื้อไฟฟ้าจากจีนอีก

อย่างเขื่อนแห่งที่สามที่กำลังสร้างนี่ ถามว่าซื้อไฟฟ้าเข้ามาบอกว่าไทยจะได้ไฟฟ้าใช้ ถามว่าแล้วชาวบ้านได้ราคาถูกลงมั้ย ทุกวันนี่พิสูจน์ออกมาแล้วว่าค่าเอฟทีก็ขึ้น มันชัดเจนเลย ไม่ใช่ว่าไปซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศแล้ว ค่าไฟจะถูกลง แล้วคุณก็ได้กำไรจากชาวบ้านไม่พอ ยังเอาบ้านเมืองไปอ้างว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์เรื่องไฟฟ้าจากเขื่อนนี้มาอีก ถือว่าเรื่องที่บอกว่าประเทศไทยเราจะได้ประโยชน์เรื่องไฟฟ้าจากเขื่อนที่สร้างในจีนนั้นเป็นเรื่องที่ 'พูดความจริงไม่หมด' อีกเหมือนกัน ว่าแท้จริงประโยชน์อยู่ที่ไหนกันแน่

ผมยังคิดว่านี่อายุเยอะแล้ว ถ้าคิดว่า 'ช่างมันเถอะ' แล้วรุ่นต่อไปที่ตามมาล่ะ จะอยู่อย่างไรกัน ยิ่งสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมอนาคตเป็นเรื่องใหญ่เลย เรามาดูประเทศที่เจริญแล้วเขาห่วงเรื่องนี้ที่สุดเลย เพราะเห็นแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะเจอหายนะของการพัฒนามาแล้ว เพราะฉะนั้นประเทศพัฒนาเขารู้หมดแล้ว มีแต่ชาวบ้านเรา ที่ไม่รู้ เขาไม่รู้ ถ้าเขารู้เขาก็กลัวเหมือนกัน

คนเราถ้าได้เรียนรู้ศึกษาติดตามข้อมูลมันก็จะรู้สำหรับตัดสินใจ ก็มีเรื่องน่ากลัวหลายอย่าง แต่ว่างานของเครือข่ายฯ ต่อไปก็ถือว่ายังเหนื่อยหนักอยู่ หลังจากยุติเรื่องระเบิดเกาะแก่งไปแล้วก็นึกว่าจะสบายใจแล้ว ก็มาหนักใจเรื่องนี้อีกละ

0 เพราะต้องการให้ข้อมูลด้วยหรือเปล่า ถึงทำให้มาเปิดหนังสือ

เรามาคิดกันว่า ถ้าเราจะมาสู้เป็นกรณีๆ ไป เรื่อยๆ มันก็เหมือนกับรอวันตาย ทำอะไรเขาไม่ได้ มันจะต้องมองภาพรวม งานรณรงค์ของเราก็ต้องควบคู่ไปกับองค์ความรู้ด้วย ซึ่งงานด้านรณรงค์ไม่ใช่ว่าจะออกไปพูดคุยกับชาวบ้านอย่างเดียว มันก็ต้องเป็นเรื่องสื่อด้วย

อีกอย่างคือ 'ห้องเรียนแม่น้ำโขง' ที่เราจะพาทั้งนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ตลอดจนคนที่สนใจไปเรียนรู้ร่วมกัน หมู่บ้านเหล่านี้จะเป็นห้องเรียนที่ไม่มีเปิดหรือปิดเทอม หัวข้อการเรียนรู้ก็จะขึ้นอยู่กับฤดูกาล ก็ใช้หมู่บ้านต่างๆ ในเครือข่ายเป็นห้องเรียน โดยมีแม่น้ำโขงเป็นครูใหญ่ที่จะสอนเรา

มีสามสี่อย่างที่คิดๆ กันอยู่และต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ให้ชาวบ้านได้รับรู้เหมือนสร้างวัคซีนป้องกันไปในตัว

0 ตอนนี้ต้องฉีดวัคซีนความรู้กันอีกเยอะเลย

เหนื่อย คือเราไม่ทัน มีคนถามเราเหมือนกันว่า เราจะสามารถหยุดอะไรได้มั้ย แต่จะให้ผมบอกว่าหยุดได้หรือไม่ได้นี่ มันก็ยาก อย่างระเบิดแก่ง แรกๆ ก็มี เหมือนกัน ว่าเราเป็นองค์กรเล็กๆ แต่ปัญหาระดับประเทศจะทำได้หรือ เราก็บอกว่า 'เราจะสู้'

พูดง่ายๆ ก็เหมือน 'หมาจนตรอก' นะ แต่จนตรอกอย่างเราไม่ได้กัดไปทั่ว จนตรอกอย่างเรา เรายังรู้จักมีสติอยู่ ว่าเราจะทำอะไรบ้างเพื่อรุก แต่เรารู้ว่า เราเป็นรองในเรื่องกระแสโลกาภิวัฒน์เรื่องทุนนิยม เราก็ลำบากเรื่องเงินเรองทอง แต่เอาหัวจิตหัวใจ การเสียสละมาพูดกันให้มาก มันเหนื่อยอยู่ แต่ว่าต้องประคับประคองให้ได้ มีหลายเรื่องแต่เราต้องสู้

0 ถ้าคิดจะอาศัยพลังคนหนุ่มคนสาวคนบ้านเรา

ตอนนี้มีทั้งคนบ้านเราและคนที่อื่นสนใจมาเป็นอาสาสมัครอยู่ แต่ถ้าพูดถึงคนหนุ่มสาวบ้านเราจริงๆ ไม่ค่อยมีใครอยู่บ้าน นี่เป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครอยู่บ้านเท่าไหร่

0 จุดนี้จะเป็นรอยต่อที่ต้องเชื่อมยังไงบ้าง

ผมว่ามันคงมีอยู่ โดยกระแสตอนนี้ คนออกไปข้างนอกมันได้เรียนรู้รับรู้ในเรื่องนี้มากพอสมควร สังเกตุว่าคนบ้านเราที่ออกไปที่อื่นพอกลับมาจะสนใจเรื่องนี้มากเลย เราจะไปพูดคุยด้วยนี่เข้าใจง่ายมาก แต่คนที่อยู่ที่นี่ทำมาหากินกับที่นี่ บางทีจะไม่ค่อยรู้เรื่อง คือมันหลืด (คุ้นเคย) แต่คนที่อื่นพอเจอถามผมตลอดว่า อย่างนี้ ๆ แสดงว่าสนใจอยู่ตลอด ก็ดีอยู่ อย่างน้อยก็เห็นชัดว่าคนเราถ้างอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ ก็ปล่อยให้คนอื่นทำอย่างเดียว ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องป้องกันตัวเอง ก็จะโดนคนอื่นเขากระทำตลอด

0 ถือหลักว่า 'เราเป็นคนบ้านนี้' ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

อันนี้มันสำคัญนะ ถ้าเราบอกว่าสูเป็นคนบ้านไหน ไม่รู้นี่ ยุ่งนะ แต่ถ้าบอกว่าเราเป็น 'คนบ้านนี่แหละ' ถ้าจะว่าอีกที ก็คือคนของโลกนี้ แต่ว่าเริ่มต้นที่บ้านซึ่งเป็นจุดเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยออกไปทีละก้าว

0 ฝากความหวังที่ใครบ้าง คนอยู่บ้าน หรือคนไกลบ้าน?

ทุกๆ อย่างรวมกันเลย อย่าง การระเบิดเกาะแก่งที่พูด เราก็คิดว่า ไม่ไหวมั้ง ชาวบ้านก็บอกไม่ไหวมั้งครู เขาตกลงกันแล้ว เราก็คิดว่า ในเมื่อมันผิดก็น่าจะพูดคุยกันได้ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเขาจะสร้างเราจะไปฆ่าเขาก็คงไม่ได้ แต่ถ้าเขาฟังก็ดี คนเราต้องใช้สติปัญญาคุยกัน จะใช้อาวุธฆ่าฟันกันอย่างสมัยก่อนคงไม่ได้ เราต้องสู้ก่อน นักมวยยังไม่ได้ชกกันเลย ฟุตบอลยังไม่ได้ลงสนามก็ว่าแพ้แล้ว คงไม่ใช่ แต่เราไม่ต้องการแพ้ชนะ เราคิดว่า ให้เสมอกันเถอะ จะได้เป็นธรรม ไม่ได้ไม่มีคนเสียใจเพราะแพ้ หรือเหิมเกริมเพราะชนะ เสมอกัน มีความเป็นธรรมต่อกัน แล้วเราก็ไปข้างหน้าด้วยกันได้

0 ก้าวต่อไปของเครือข่ายฯ

ทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านรู้สึกรักบ้านของตัวเองและรู้จักคุณค่าบ้านของตัวเอง และมองอนาคตของตัวเองให้เห็นด้วยว่าบ้านของตัวเองน่าจะเป็นอะไร น่าจะเป็นเมืองยังไง

0 ถ้าจะต้องบอกถึงเสน่ห์ของเชียงของอีกครั้งว่าทุกวันนี้ยังคงอยู่แค่ไหน

ทั้งจังหวัดเชียงรายนี่ เชียงของ-เวียงแก่น ถือเป็นเมืองที่น่าอยู่นะ ถ้าพูดถึงว่าเป็นเมืองที่มีแม่น้ำผ่านนี่ ก็ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ แล้วสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็ไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว ข้างหลังเป็นภูเขา ข้างหน้าเป็นแม่น้ำใหญ่ มีแม่น้ำสาขาสองข้างขนาบ มีลุ่มน้ำ ที่กว้างใหญ่ ที่ทำไร่ทำนามาก ความอุดมสมบูรณ์มีหมด วัฒนธรรมผู้คนก็ยังมีเหลืออยู่ ไปมาหาสู่ยิ้มแย้มแจ่มใสกันอยู่ รู้จักหัวบ้านท้ายบ้านอยู่ เรื่องวัดเรื่องวาก็ยังมีหัววัดอยู่ มันยังเห็นอะไรมากในความงดงามที่ว่ามันหายไปแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังมีหลงเหลือเยอะอยู่ เพราะฉะนั้น นี่คือความงดงามของเชียงของที่สมควรรักษาไว้ และก็สามารถจะทำมาหากินกับมันได้ด้วย แต่ถ้าไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้แล้วเอาอะไรมายัดเยียดใส่ มันจะเปลี่ยนไปหมดอย่างน่าเสียดาย

เพราะฉะนั้นเรื่องความยั่งยืนที่พูดกันตลอดเวลานี้ ถ้าไม่เกิดจากชุมชนเป็นไปไม่ได้แน่ จะไปพูดลอยๆ หรือทำแค่วันสองวันเพื่อเอาหน้าเอาตากันก็ไม่ได้นะ เรื่องนี้ต้องทำจริง ต้องสร้างสำนึกจากข้างในออกมาเลย มันถึงจะหวงแหนดูแล และเข้าใจทำตามนั้น มันก็จะอยู่ได้ตลอดไป

(ล้อมกรอบ)

ประเด็น

เปิดตา-เปิดใจไปกับ 'แม่โขงโพสต์'

เนื้อเรื่อง

แม่โขงโพสต์ (Mekong post) นิตยสารรายเดือนว่าด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นลุ่มน้ำโขง (เล่มละ 80 บาท) เล่มปฐมฤกษ์เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เปิดตัวด้วยการเปิดตำนาน 'สวัสดีเชียงของ' (Hi The Mekong) พาไปรู้จักเชียงของ-เวียงแก่น อย่างรอบด้าน

"เราเป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเป็นไปของคนแม่น้ำโขง ทั้งเรื่องโครงการพัฒนาที่จะเข้ามาบ้าง หรือสิ่งที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบ หรือสิ่งที่ชาวบ้านคิดฝันอยากให้เป็น เราก็จะนำมาเสนอในเล่มนี้"

สุดเก๋ไก๋ด้วยการนำนางแบบ-นายแบบ (มีครีบ-มีหาง) จากน้ำโขงแท้ๆ มาเฉิดฉายในเล่มหลากพันธุ์ พร้อมบทสัมภาษณ์พวกเขาและเธออย่างจุใจ

นำทีมโดย น.ส.บึก ปู่ระหึ่งสกุล (ปลาบึก) อันเป็นสัญลักษณ์เชียงของ พร้อมทั้ง น.ส.เจนนี่ ค้าว วอ (ปลาค้าววอ), นายไก ไหลตลอด (ไก หรือสาหร่ายแม่น้ำโขง) ฯลฯ

หนังสือดีไม่ใช่เกิดที่กรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะองค์ความรู้มีอยู่ทุกที่

'แม่โขงโพสต์' เป็นอีกเล่มหนึ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ริมโขง ในออฟฟิศเล็กๆ ห่างหาดแม่น้ำโขง (ฝั่งตรงข้ามลาวที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว) ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรนี่เอง มีเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เป็นเจ้าของ

โดยมี นพรัตน์ ละมุล เป็นบรรณาธิการเล่ม ส่วน นิวัฒน์ ร้อยแก้ว (ครูตี๋) เป็นผู้อำนวยการ และ สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา เป็นฝ่ายประสานงาน ร่วมด้วยทีมนักเขียนอีกเพียบ

ทีมงานหวังอย่างยิ่งว่า แม่โขงโพสต์จะทำให้คนอ่านทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ได้รู้จักเชียงของ-เวียงแก่น ซึ่งมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็เป็นการปลุกกระแสรักการอ่านหนังสือให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงการเกิดของนักเขียนชาวบ้านหน้าใหม่อีกมากมายในอนาคต ทั้งรุ่นผู้อาวุโส และเด็กๆ สืบไป

"ต้องรู้จักตัวเองให้เรียบร้อยก่อน เวลาไปบ้านเมืองคนอื่นแล้วจะได้รู้จักเปรียบเทียบ และนำมาปรับประยุกต์กับบ้านของเราให้เข้าท่าเข้าทางต่อไปได้"

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็จะสอดคล้องไปกับโฮมสเตย์ และ 'ห้องเรียนแม่น้ำโขง' ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งไปสู่การรู้จัก 'ครูใหญ่' ที่แท้จริง ก็คือ 'แม่น้ำโขง' นั่นเอง

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com