 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
รายงานพิเศษ / มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
คุณทักษิณต้องทำใจไว้ ถ้าสูญเสียอะไรมากกว่านี้ ต้องพูดกับตัวเองว่า 'ตถตา'
5 ปีที่ผ่านมา นับแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการอยู่ในขณะนี้นั้น เมื่อย้อนรอยคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวกระมังที่อ้างธรรมะของท่านพุทธทาสมาพูดถึงบ่อยที่สุด จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่ว่าจะไปปราศรัยหาเสียงที่ไหน ก็มักจะยกธรรมะของท่านพุทธทาสมากล่าวเสมอ แท้จริงแล้วการพูดธรรมะอย่างพร่ำเพรื่อ จะเป็นดาบสองคมไหม พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ อธิบายให้เห็นภาพว่าการกล่าวอ้างธรรมะกับการปฏิบัติธรรมนั้น แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ดังนี้
000
ต้องเข้าใจว่า คุณทักษิณถูกโจมตีเรื่องบกพร่องทางจริยธรรม ไม่มีจริยธรรมที่มั่นคงเพียงพอ ก็เลยพยายามสร้างภาพขึ้นมาโดยอาศัยธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส เพื่อที่จะบอกว่าตัวท่านมีธรรมะธัมโม แต่ว่าอย่างที่รู้กันว่า ธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาสที่จริงก็คือธรรมะของพระพุทธเจ้า และเป็นธรรมะที่มีความลึกซึ้ง
อย่างเช่นคำว่า 'ตถตา' ที่แปลว่า 'เช่นนั้นเอง' ถ้าเข้าใจตถตา ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ว่าคุณทักษิณในช่วงไม่กี่ปีผ่านมา ก็รวยแล้วรวยอีก ไม่เห็นปล่อย ไม่ยอมวางสักที แม้กระทั่งขายหุ้นได้เงินมาตั้ง 73,000 ล้าน ก็ยังไม่เสียภาษีแม้แต่สลึงเดียว แสดงว่าความยึดมั่นถือมั่นก็ยังมีอยู่มาก แม้กระทั่งหลักธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสเรื่องโพธิสัตว์ ก็คือ สุทธิ เมตตา ขันติ ปัญญา ก็เป็นเรื่องสำคัญที่นักการเมืองและทุกคนต้องน้อมมาใส่ใจ
ชี้ให้เห็นว่า เวลานี้ธรรมะถูกใช้ไปในการสร้างภาพด้วย ไม่ได้นำมาปฏิบัติ เราต้องระวัง พระพุทธเจ้าเคยเปรียบว่าธรรมะเปรียบเหมือนอสรพิษ ท่านอธิบายอย่างนี้ว่า บางคนเรียนมากเลยใช้ธรรมะไปข่มผู้อื่น อันนี้ต้องระวัง คนไม่ค่อยเข้าใจ พระพุทธเจ้าเตือนมากว่า ธรรมะถ้าใช้ไม่เป็นก็จะไปทำร้ายผู้อื่น เช่น การยกตนข่มท่าน
ในกรณีอย่างนี้ ก็เป็นเครื่องเตือนสติ ฝึกตัวเรา และผู้ที่ไม่ชอบคุณทักษิณด้วยว่า เวลาไปว่าเขาไม่มีธรรมะ ก็พยายามดูตัวเองด้วยว่า การกระทำของเรา คำพูดของเรา พฤติกรรมของเรา ประกอบไปด้วยธรรมะไหม มีสติไหม มีเมตตาไหม มีความยึดมั่นในสัจจะไหม มีความอดกลั้นไหม สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ เป็นสิ่งที่เราต้องมีกันทุกฝ่าย
คุณทักษิณถึงแม้จะใช้ธรรมะเหล่านี้ไปประชดประชันผู้อื่น หรือสร้างภาพให้กับตัวเอง แต่เราก็ต้องน้อมนำธรรมะเหล่านั้นเข้ามาในตัวเราตลอดเวลา เพราะธรรมะเท่านั้นเองที่จะทำให้อธรรมพ่ายแพ้ได้ จะสู้กับอธรรม ก็ต้องเอาธรรมะเข้าไปสู้ ถ้าเอาอธรรมกับอธรรมมาเจอกัน มันก็พินาศทั้งสองฝ่าย
ธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส จริงๆ ก็ไม่ใช่ธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส แต่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า อย่าง เมตตา และขันติ ต้องมี ไม่ใช่ว่าจะทำให้เขาพินาศย่อยยับไปอย่างเดียว ปัญญาก็ต้องมี ที่สำคัญคือ สุทธิ คือความบริสุทธิ์ใจก็ต้องมี ปัญหาคือว่า อย่าให้คุณทักษิณเอาธรรมะมาใช้อย่างเดียว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคุณทักษิณก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเองก็ต้องอยู่บนความถูกต้องด้วย
คุณทักษิณถ้าลาออกเสียแต่วันนี้ ก็จะเป็นวีรบุรุษ แต่ว่าเนื่องจากไม่ลาออก เพราะฉะนั้นจะกลายเป็นว่าจะค่อยๆ เห็นความเสื่อมถอยและความตกต่ำของตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็น่าเศร้า ถึงที่สุดแล้วจะเป็นความเจ็บปวดมากกว่า เหมือนกับนักมวย ถ้าแขวนนวมตอนที่ยังเป็นแชมป์อยู่ ก็จบสวย คนก็ยังระลึกได้ถึงนักมวยคนนั้นในทางที่ดี
ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสาร น่าเห็นใจที่คุณทักษิณไม่เลือกการลงจากเวทีในฐานะวีรบุรุษ คุณทักษิณพลาดมาทีหนึ่งแล้ว ระหว่างการเป็นรัฐบุรุษก็ไม่ได้เป็น เพราะตัดสินใจเอาเงินเป็นหลัก อยากรวยมากกว่าการเป็นรัฐบุรุษ เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะลงอย่างวีรบุรุษก็หมดโอกาสแล้ว ซึ่งก็น่าเห็นใจและน่าเสียดาย
ตอนนี้อาตมามองไม่เห็นว่าคุณทักษิณจะจบอย่างไร นอกจากเหมือนกับนักมวยที่หมดรูปมวยเลย ถึงจุดสูงสุดแล้วยังขึ้นบนเวทีแล้วถูกคู่ต่อสู้เขาถลุงจนอ่อนแรงไปเรื่อยๆ แล้วบอบช้ำ คุณทักษิณเพิ่งอายุ 57 ปี ต้องลงเอยอย่างนี้ ก็น่าเสียดาย
อย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ครองบ้านครองเมืองมา 5-6 ปี โชคดีที่ตายไว คือตอนที่ตายความล้มเหลวยังไม่ค่อยปรากฏ มีแต่ความสำเร็จก็มาตายเสียก่อน เวลาบ้านเมืองเกิดปัญหาอะไรก็เลยนึกถึงจอมพลสฤษดิ์ในทางที่ดี
แต่ว่าคุณทักษิณไม่เลือกเงื่อนไขลาออก ถ้าอยู่ต่อไปก็อีก 3 เดือน 4 เดือนก็จะเห็นความล้มเหลวและความบอบช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีความสามารถที่จะปกครองบ้านเมืองได้อีกต่อไป น่าเสียดายที่คุณทักษิณพลาดโอกาสไปหลายครั้งในการที่จะทำดี อาตมาเห็นแล้วก็สงสารคนที่มีสติปัญญาอย่างคุณทักษิณที่รวยอันดับที่ 14 ของโลก
อาจารย์ประเวศ วะสี ก็มีความปรารถนาดีกับคุณทักษิณที่อยากให้บวช แต่เหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้คุณทักษิณไม่มาทางนี้ ถ้ายังคิดจะสู้ต่อไปเรื่อย ไม่สนใจว่ามีขึ้นก็ต้องมีลง ถ้ารู้จักลงแบบนุ่มนวล (soft landing) ก็ไม่มีความเสียหาย รู้ว่าน้ำมันจะหมดก็ลง แต่คุณทักษิณเลือกที่จะดิ่งลงแบบ fast landing คือไม่รู้ว่าน้ำมันจะหมด ก็ยังเหินฟ้าสูงไปเรื่อยๆ ก็น่าเห็นใจ
000
อาตมาเห็นใจทั้งสองฝ่าย สำหรับคุณทักษิณ ที่เลือกทางทำให้พลาดไปเรื่อยๆ คนเขาเตือนให้ลาออก ให้ถอยไป ก็ไม่ทำ อย่างว่า เขาตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่เรียกว่า 'ตถตา' ก็เป็นเช่นนี้เอง คือทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราอยากจะให้เป็น ก็ต้องพูดว่า 'ตถตา' เพราะเหตุปัจจัยมันเป็นเช่นนั้นเอง แต่อาตมาคิดว่า คุณทักษิณก็ยังมีโอกาสที่ตัดสินใจได้อีก ถ้าไม่อย่างนั้นอาจจะลงเอยแบบ สโลโบดัน มิโลเซวิช (Slobodan Milosevich) อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐเซอร์เบีย ซึ่งทรงอำนาจมาก ที่เคยไปเปิดสงครามที่บอสเนีย
มิโลเซวิชเป็นเผด็จการแล้วคิดว่าตัวเองมีอำนาจมาก เพราะมีตำรวจและทหาร และคิดว่าประชาชนสนับสนุน เพราะใช้วิธีคิดแบบชาตินิยม สามารถปลุกให้คนในประเทศสนับสนุนเขาให้ไปทำสงครามกวาดล้างมุสลิมในบอสเนียและโคโซโว แต่เขาไม่รู้ว่าแท้จริงประชาชนเอือมระอา แล้วเขาก็ไปแก้รัฐธรรมนูญจนกระทั่งคิดว่าตัวเองจะได้รับเลือกตั้งใหม่ ก็เลยลงสมัครรับเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ประชาชน นักศึกษาและฝ่ายค้านรวมตัวกัน ปรากฏว่าฝ่ายค้านชนะ แล้วมิโลเซวิชไม่ยอม ก็จะเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ประชาชนบอยคอตกันทั้งประเทศ ทั้งกรรมกรก็สไตรค์ ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ หยุดงาน รถจากชนบทก็เข้าเมืองเพื่อมาประท้วงกับนักศึกษา
ในที่สุดก็ยุบสภาฯ มิโลเซวิชก็ยอมแพ้ คือตอนแรกสามารถจะลงจากการเมืองได้ก็ไม่ลง ยังต่อสู้ดิ้นรนไป จนประชาชนใช้สันติวิธี มิโลเซวิชมีตำรวจ ทหารอยู่ในมือ ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจ ทหารไม่เอาด้วย สุดท้ายมิโลเซวิชก็ถูกจับเป็นอาชญากรสงคราม ตอนนี้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่
อาตมาดูแล้ว คุณทักษิณกลัวว่าจะลงเอยแบบมิโลเซวิชหรือเปล่า และถ้าเขาลงตอนนี้จะสูญเสียน้อยกว่าตอนที่เขาบังคับให้ลง เพราะเขาไม่มีความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองอยู่แล้ว
คือคุณทักษิณตอนนี้ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เช่น ขายหุ้นเสียภาษีนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไรไป ก็ไม่ยอมเสีย แล้วตอนนี้เป็นไง เสียเก้าอี้ไปเลย
000
ตอนที่พรรคฝ่ายค้านเชิญมาลงสัตยาบัน ก็ไม่ยอมมา เพราะกลัวจะเสียหน้าที่จะไปลงสัตยาบันกับฝ่ายค้าน คือไปหาฝ่ายค้านรู้สึกเสียหน้า จะต้องให้ฝ่ายค้านมาหาตัวเอง แล้วเป็นยังไง เสียหมดเลย เขาล้มกระดานหมดเลย
ตอนนี้คุณทักษิณต้องทำใจไว้เลยว่า ถ้าสูญเสียอะไรมากกว่านี้ ต้องพูดกับตัวเองไว้เลยว่า 'ตถตา' ต้องเตือนตัวเองนับจากนี้ไป อาตมาดูแล้วจะมีแต่ลงอย่างเดียว แล้วคุณทักษิณอายุยังไม่ถึง 60 แล้วลงนะ ลงเลยแบบนี้อาตมาว่าจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต
ในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เห็นความทุกข์ของเขา เห็นความลำบากของเขา ก็เกิดความเห็นใจ สงสารเขา ทำให้เรามีเมตตากับเขาได้ ในขณะเดียวกัน เราอาจจะมองว่า จริงๆ คุณทักษิณก็ไม่ได้เป็นปีศาจเลวร้ายอะไร เราก็มีเชื้อของคุณทักษิณอยู่ในตัวกันทั้งนั้น คุณทักษิณไม่ได้ตรงข้ามกับพวกเรา ถ้าเราตระหนักตรงนี้ คุณทักษิณก็คือกระจกสะท้อนตัวเราว่า ถ้าเรามีอำนาจ เราก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเรามีเงิน มีอำนาจ มีบริษัท มีบริวาร เราก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเราเห็นเช่นนี้ เรากับคุณทักษิณก็ไม่แตกต่างอะไรกันเลย
ระหว่างคุณทักษิณกับพันธมิตร ก็ไม่แตกต่างกัน ต่างเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน ในความหมายที่ว่า เราก็มีเชื้ออย่างนั้นอยู่ ที่ทำให้คุณทักษิณเป็นอย่างทุกวันนี้ เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะเห็นใจกันมากขึ้น เราก็จะระวังว่า เราอย่าเป็นอย่างเขา ถ้าเราปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด ความโลภเกิดขึ้นในใจเรา เราก็จะต้องลงเอยแบบเขา
ตอนนี้เราต้องระวัง คุณทักษิณเป็นอย่างนี้ได้เพราะมีอำนาจ มีเงิน มีบริษัท มีบริวารเยอะแยะ มีคนเป็นแสน หรืออาจจะเป็นล้านอยู่ข้างตัว มันก็เกิดตัวกู ของกู หรืออหังการได้เหมือนกัน เราก็ต้องระวังตัวนี้ด้วย อย่าให้ความอหังการเกิดขึ้นจนกระทั่งเราเป็นคนที่เห็นแก่อำนาจ หรือไม่มีความเมตตากรุณา
ปัจจุบันทำให้เราเห็นความไม่แน่นอน ระหว่างอดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 กับคุณสมัคร สุนทรเวช ก็มาอยู่ค่ายเดียวกัน ส่วนผู้คัดค้านคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มาร่วมมือกับคุณเสนาะ เทียนทอง ซึ่งเคยอยู่กันคนละค่าย นี่ก็คืออนิจจัง เพราะฉะนั้นเราอย่าไปทุ่มเทลงไปสุดขั้ว จนกระทั่งทำร้ายซึ่งกันและกัน เพราะในที่สุดเราไม่รู้ว่าอีก 10 ปีเราอาจจะมาร่วมเวทีกับคุณทักษิณอีกก็ได้ จับมือกันใหม่ คนที่เป็นศัตรูเราวันนี้ อาจจะเป็นมิตรกับเราในวันหน้า เพราะฉะนั้นอย่าทำกันให้ถึงตาย ถ้าเรามีสติตรงนี้เราก็โอภาปราศรัย อะลุ้มอล่วยกันได้
000
ในที่สุดเราไม่ลืมเรื่องธรรมะ ต้องทำเพื่อธรรมะ ไม่ใช่ตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลบางทีถ้าเขาเป็นพวกเรา แล้วเขาไม่มีธรรมะ เราก็ต้องระวัง ไม่ใช่ว่าตอนนี้ใครเป็นพวกฉัน ฉันเอาหมด เขาจะมีพฤติกรรมที่น่าระแวงอย่างไร ฉันไม่สนใจ ฉันคบหมด ฉันเอามาเป็นพวกหมด อันนี้ต้องระวัง เพราะถึงที่สุดธรรมะต้องเป็นใหญ่ พูดง่ายๆ ธรรมาธิปไตย สำคัญกว่าอัตตาธิปไตย
อัตตาธิปไตยคือการเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ส่วนโลกาธิปไตย เอาพวกพ้อง เอาคะแนนเสียง หรือความนิยมของผู้คนเป็นใหญ่ แต่เราต้องเอาธรรมาธิปไตย เอาธรรมะเป็นใหญ่
เพราะถ้าใช้อัตตาธิปไตย แล้วอ้างธรรมะ ธรรมะก็จะกลายเป็นดาบสองคม เป็นเครื่องมือของกิเลสในการยกหูชูหางเท่านั้นเอง
|
|
|
|
|
|
|
|