 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
รายงานพิเศษ /มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
การเมืองต้องมีศีลธรรม
ส่วนหนึ่งของการเสวนาเรื่อง 'มองอนาคตผ่านฐานคิดและชีวิตท่านพุทธทาส' ในงานแถลงข่าว 'พุทธทาส 100 ปี : ร้อยใจ ฟื้นไทย ให้คืนธรรม' เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549
ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ได้เสนอประเด็นทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤติศีลธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
อาตมาอยากให้มองย้อนระลึกไปเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเริ่มตั้งสวนโมกขพลารามในปีพ.ศ.2475 ก่อนการปฏิวัติ ตอนนั้นท่านอายุ 26 ปี ท่านมองว่าโลกในอนาคตจะเสื่อมโทรมทางศีลธรรมมากขึ้น เมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไป (ปี พ.ศ.2500) ปาฐกถาธรรมของท่านเรื่อง 'โลกวิปริต' สะท้อนให้เห็นมุมมองเกี่ยวกับอนาคตว่า โลกจะเสื่อมทางศีลธรรมไปเป็นลำดับ แล้วจะมีความวิปริตมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ท่านพุทธทาสไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายอย่างเดียว ท่านมองว่าโลกจะวิปริตยิ่งขึ้นนั้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ขณะเดียวกัน ท่านเชื่อว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นในหลายส่วนก็อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ตัวเล็กๆ ทัดทาน ท้าทาย หรือควบคุมกำลังได้ ตรงนี้เองที่เราสามารถดูจากชีวิตของท่านอาจารย์พุทธทาส
สมัยที่ท่านตั้งสวนโมกข์เมื่ออายุ 26 ปี ท่านเป็นพระชั้นผู้น้อย แต่ในใจของท่านเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เต็มไปด้วยปณิธานที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะผลักดันกงล้อแห่งพระธรรมจักรให้คืบหน้าต่อไป ท่านเชื่อว่านี่คือสำนึกของชาวพุทธ ท่านไม่ได้เป็นบุคคลมหัศจรรย์ หรืออภิมนุษย์ แต่ท่านมีสำนึกว่านี่คือภารกิจของชาวพุทธ เป็นภารกิจของคนธรรมดาคนหนึ่ง แล้วอ่านจากจดหมายที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเขียนถึงธรรมทาสที่เป็นน้อง ก็เห็นปฏิปทาและความมุ่งมาดเช่นนั้น ท่านตรงกลับไปสวนโมกข์ แล้วสร้างสวนโมกข์ขึ้นมาจากศูนย์ โดยที่ท่านไม่มีวาสนาบารมีอะไรเลย แต่ท่านมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อย
ในแง่นี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสมองอนาคตโดยไม่ได้อยู่ในภาวะจำยอม แต่มองอนาคตว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย ท่านพูดด้วยซ้ำว่า โชคดีที่ได้มาเกิดในยุคสมัยที่วิปริตเช่นนี้ ท่านมองว่าโลกนี้จะเจริญได้ก็ด้วยธรรม ท่านมองโดยใส่แว่นของศาสนาหรือธรรมะอย่างชัดเจน คือ โลกนี้จะทรงอยู่ได้ก็ด้วยธรรมะ ไม่ใช่เพราะว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี หรือประชาธิปไตย อะไรทั้งสิ้น
สรุปก็คือ ธรรมะคือสิ่งที่จะยังโลก และครองโลกให้เป็นไป ถ้าโลกจะเสื่อมก็เพราะธรรมะในใจคนเลือนหายไป ท่านจึงพยายามที่จะนำธรรมะกลับมา โดยการย้อนกลับมาหารากเหง้าของพระศาสนาคือพระไตรปิฎก กลับมาสู่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่ทรงไว้ในพระไตรปิฎก
ที่สำคัญคือ ท่านย้อนกลับมาที่ตัวเอง ทำอย่างไรจึงจะต่อสู้กับกิเลสตัณหา อวิชชาในตัวเอง อันนี้คือรากเหง้าที่สำคัญ เปรียบไปก็ไม่ต่างจากที่จะง้างธนู จะยิงลูกศรพุ่งไปข้างหน้า ก็ต้องง้างธนูไปข้างหลังให้มากที่สุด ยิ่งง้างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ลูกธนูไปข้างหน้ามากเท่านั้น นี่คือวิธีการของท่านอาจารย์พุทธทาส คือท่านถอยกลับมาที่สวนโมกข์ ถอยกลับมาที่พระไตรปิฎก ถอยกลับไปที่กิเลสตัณหาอุปาทานในตัวเอง เอาจิตใจเป็นสมรภูมิที่จะต่อสู้เพื่อจะทำตัวเองให้เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตให้กับพระศาสนา เพื่อที่จะฟื้นฟูพระศาสนาให้ดีขึ้น
ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา ว่าคนโบราณบอกว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมโทรมไปหลังพุทธกาลก็ปล่อยให้มันเป็นไป แต่อาจารย์พุทธทาสไม่เป็นเช่นนั้น
ตรงนี้ถ้าเราจะมองอนาคตจากจุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ อาตมาคิดว่าฐานคิดและชีวิตของท่านสำคัญมากคือ แม้ว่าเราจะมองเห็นโลกอนาคตที่กำลังเชี่ยวกรากด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาจจะนำไปสู่โลกาวินาศ เนื่องจากปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม ความวิบัติทางด้านบรรยากาศของโลก ความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม การเอารัดเอาเปรียบกันอย่างขนานใหญ่ในนามของตลาดเสรี แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรทำให้เราเกิดความท้อแท้ สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากท่านอาจารย์พุทธทาส คือความสำนึกในภาระของตนที่จะทำอะไรได้ และสำนึกอันนั้นในแง่ของอาจารย์พุทธทาส จุดชี้ขาดคือเรื่องศีลธรรม จริยธรรม และธรรมะ
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่จะทัดทานโลกไม่ให้เสื่อมทรามไป สิ่งที่อยากจะเน้นคือ ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ได้มองอนาคตเฉยๆ แต่ท่านขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่น ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเริ่มต้นมาจากตัวท่านเองกับมิตรสหายไม่กี่คน แต่ว่าสามารถที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้หลายอย่าง
จะได้เห็นว่า คนเล็กๆ คนหนึ่ง หรือสองสามคน สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าใช้ปัญญาอย่างถึงที่สุด และมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยธรรมฉันทะ คือท่านไม่ได้คิดถึงตัวเอง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ
มาถึงในยุคของเรา เราต้องพยายามสร้างสรรค์อนาคต อย่างน้อยก็ให้มันพ้นจากความวิปริต หรือไม่ให้เข้าสู่ความวิปริตอย่างรวดเร็วเกินไป สิ่งที่เราควรจะทำมีอะไรบ้าง แน่นอน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเอาศีลธรรมกลับมาอย่างสมสมัย ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดเสมอว่า ต้องระดมธรรมให้ศีลธรรมกลับมา ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ อาจารย์พุทธทาสมองทั้งโลก แต่เราอาจจะไม่มีความกล้าหาญที่จะมองไปทั้งโลก เราอาจจะมองเพียงแค่ประเทศไทย เราก็จะบอกว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา สยามรัฐนาวาจะวิบัติ อับปางก็ได้
ปัญหาคือว่า จะนำศีลธรรมกลับมาได้อย่างไร เราจะใช้วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนากันไปเรื่อยๆ อย่างที่ทำอยู่ พูดให้มากขึ้น เขียนหนังสือให้มากขึ้น เท่านั้นเพียงพอไหม อาตมาคิดว่าไม่เพียงพอ ปัญหาหนึ่งคือว่า ศีลธรรมทุกวันนี้ไม่สามารถวิ่งไล่ทันความชั่วร้ายของยุคสมัยได้ ทุกวันนี้สิ่งที่เรียกว่าความชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นคอร์รัปชัน การขโมย ความโลภ มันได้พัฒนาไปจนกระทั่งสามารถที่ทำให้คนเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือสามารถที่คิดจะทำได้ โดยไม่กลัวเรื่องผิดกฎหมาย
กรณีตัวอย่างข่าวที่ผ่านมา 4-5 ปีที่ผ่านมา เรื่องการคอร์รัปชัน การโกง สามารถใช้วิธีซิกแซกจนกลายเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมายได้ หรือเลวยิ่งกว่านั้นคือ มันกลายเป็นความชอบธรรมขึ้นมาได้ ขายหุ้นแต่ไม่เสียภาษี กลายเป็นสิ่งชอบธรรม กลายเป็นเรื่องธรรมดา นี่เป็นสิ่งน่ากลัว
ดังนั้น ความชอบธรรม หรือจริยธรรม ต้องพัฒนาไปจนกระทั่งสามารถไปดัก หรือไปชี้ได้ว่า ไม่ว่าจะซิกแซกแค่ไหน ก็ผิดศีลธรรม มันก็ยังไม่ชอบธรรมอยู่ดี แต่ตอนนี้คือความชอบธรรมหรือศีลธรรมไปไม่ถึงตรงนั้น
ปัญหาคือจะทำอย่างไร การไปแก้ที่กฎหมายคงไม่พอที่จะทำให้คอร์รัปชันเป็นสิ่งผิดกฎหมายได้ เราต้องสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ปัญหาคือเวลานี้ศาสนาไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเกณฑ์ทางจริยธรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเลย
เราต้องชิงพื้นที่ทางศีลธรรมขึ้นมาในวิถีชีวิต ไม่เพียงบนหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ บนจอทีวีหรือคลื่นวิทยุเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในการสัมพันธ์กับผู้คน ในตลาดหุ้น ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นที่ปลอดศีลธรรมไปแล้ว
การเคลื่อนไหวเรื่องคัดค้านการซุกหุ้น อาจเป็นโอกาสในการกลับมาทางศีลธรรม ถ้าปล่อยให้การซุกหุ้นยังดำเนินต่อไป พื้นที่ทางศีลธรรมก็จะหดแคบเข้าจนการเมืองกลายเป็นเรื่องอธรรม แต่เราต้องทำด้วยสันติวิธี ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง หรือเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ตรงนี้ไม่ใช่ธรรม
ท่านพุทธทาสท่านมองลึกมาก ท่านบอกว่า ระบบศีลธรรมที่ถูกต้องนั่นเอง เป็นรากฐานอย่างแท้จริงของระบบการเมืองที่ดี ที่จะทำให้บ้านเมืองมีสันติสุข คือเราจะต้องทำให้การเมืองมีศีลธรรมให้ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นมิติใหม่ในทางพุทธศาสนา
จะทำให้การเมืองมีศีลธรรมได้อย่างไร สุดท้ายสมรภูมิทางจริยธรรมที่สำคัญคือใจของเรา ไม่ใช่อยู่ที่ข้างนอก ไม่ใช่อยู่ที่สนามหลวง จะสู้กับโลกวิปริตได้มันต้องเริ่มต้นที่ใจ
อาจารย์พุทธทาส ตระหนักดีว่า ความวิปริตของโลกมันร้ายแรง เพราะฉะนั้นท่านต้องสู้ด้วยโลกุตรธรรม ไม่ใช่ศีลธรรมพื้นๆ แค่ศีล 5 มันต้องเอาโลกุตรธรรมเข้าไปสู้เลย ไฟยิ่งร้อนเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้น้ำแรงเท่านั้น
โลกุตรธรรม คือน้ำที่สู้กับไฟได้ แม้ว่าโลกุตรธรรมนั้นจะสถิตอยู่ในใจของตนเพียงคนเดียว แต่ถ้าเป็นโลกุตรธรรมที่เป็นอิสระจากโลกธรรม เป็นอิสระจากความสับสนปรวนแปรของความสำเร็จ ล้มเหลว ชื่อเสียง เกียรติยศ ถ้าโลกุตรธรรมไปถึงขั้นนี้ มันสู้โลกวิปริตได้
เป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องฟื้นฟูโลกุตรธรรมขึ้นมาให้สถิตกลางใจเรา แล้วแผ่ออกไปเป็นเครือข่าย ขยายพื้นที่โลกุตรธรรมออกไปสู่สังคม ขยายมิติของจริยธรรมให้กว้างกว่าที่เป็นอยู่ อาตมาคิดว่าอันนี้แหละคือสิ่งสำคัญที่เราจะสู้กับโลกวิปริตได้
|
|
|
|
|
|
|
|