 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ประกอบปก / กตัญญู ประยุกต์ศิลป์
มวลชนคนรากหญ้า คือฐานรากระบอบทักษิณ
ฝัก-ฝ่ายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจากเหตุการณ์ 'ล้มทักษิณ' ที่เป็นอยู่ นานวันจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ฝักหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่ขาดซึ่ง 'จริยธรรม' ก็ยังคงปักหลักสู้ไม่ถอย
ฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุนรัฐบาล ก็ออกโรงเต็มตัวว่าสู้เช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งไม่ว่าจะมาด้วย 'แรงจูงใจ' อะไรก็ตาม แต่ก็สร้างความ 'พองลม' ให้กับ 'นายกฯ รักษาการ' คนที่ชื่อ 'ทักษิณ' ได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี เมื่อหันมามองในมุมหนึ่งที่น่าสนใจของฝักและฝ่ายที่ว่ามา จะพบว่าเหมือนเป็นการต่อสู้ของคนสองลักษณะ
ลักษณะหนึ่ง คือ คนที่มีโอกาสผ่านการศึกษาเล่าเรียน และมีภูมิความรู้พอที่จะ 'ชี้นำ' สังคมได้
อีกลักษณะ คือ กลุ่มชนชั้นที่ขาดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน แต่ใช้ชีวิตอยู่ในสัมมาอาชีพ และส่วนใหญ่ค่อนข้างลำบาก ซึ่งต้องได้รับการเกื้อกูล-ดูแลจากภาครัฐทั้งการอยู่-กิน และอื่นๆ
ดังนั้น เมื่อคนสองกลุ่มมาพบกันบนความขัดแย้งที่มีฉากหลังเป็น 'การเมือง' ภายใต้รัฐบาลที่เคยได้คะแนนเสียงท่วมท้นล้นหลาม จนมั่นใจว่าจะ 'ได้อีก' จากนโยบาย 'ประชานิยม' ที่หว่านลงไปให้กับคนลักษณะที่สอง ซึ่งถือเป็นคน 'กลุ่มใหญ่' ของประเทศ..นั้น
ถึงวันนี้..จึงน่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น และคนกลุ่มไหนจะเป็นฝ่าย 'ชนะ'?
ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พูดถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ในงานเสวนา 'ผ่าทางตัน วิกฤติการเมือง' ครั้งที่ 6 ซึ่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่นฯ ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา
ใจความสำคัญของเสวนาในวันนั้น อาจสรุปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป แต่ ดร.ผาสุก ได้ให้เหตุผลว่า อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ มีคนใน 'ฐานราก' หรือคนลักษณะที่สองดังกล่าวมาข้างต้น คอยสนับสนุนอีกมหาศาล ทั้งนี้ ด้วยนโยบายประชานิยม นั่นเอง
"เราอาจเห็นว่าคุณทักษิณสามารถนำคนเรือนแสน มาฟังคำปราศรัยที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 3 มีนาคมได้ ส่วนหนึ่งเพราะว่าอำนาจรัฐช่วยให้มีการสำแดงความนิยมนี้ให้มันดูมากมาย อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ผู้คนยังชื่นชมกับนโยบายประชานิยม"
ในส่วนของประชานิยมนั้น ดร.ผาสุก ได้อธิบายว่า การที่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวออกมาแสดงพลังเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เพราะต้องการให้นโยบายประชานิยมคงอยู่ เพื่อต่อชีวิตแบบที่พวกเขาไม่เคยเจอให้ดำรงต่อไป
ซึ่งเมื่อมองในส่วนที่เป็น 'ข้อดี' ของนโยบายประชานิยม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าเป็น 'ระบอบทักษิณ' นั้น ดร ผาสุกให้เหตุผลว่า เพราะมันได้สร้าง 'ความหวัง' ให้แก่ผู้คนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"ส่วนบวกของระบอบทักษิณที่เกิดขึ้น ก็คือ ระบอบทักษิณได้ยกระดับความคาดหวังของผู้น้อยในสังคมไทย ให้เขารู้ว่าการเมืองในกรอบรัฐสภาประชาธิปไตยนี้ สามารถจะให้ 'อะไร' กับเขาได้บ้าง อย่างชนิดที่ไม่เคยได้รับมาก่อนที่จะมีนายกฯ ชื่อทักษิณเลย"
ถึงตรงนี้จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า ในเมื่อเรารับรู้มาตลอดว่ารัฐบาลไทยไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนที่สร้างความ 'อู้ฟู่' ให้กับมวลชนคนรากหญ้าได้เท่ากับรัฐบาลชุดนี้ แม้ว่าความอู้ฟู่นั้นจะหมายเพียงแค่การได้พก 'โทรศัพท์มือถือ' เครื่องละไม่กี่พันบาท แต่สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว นั่นกลับหมายถึงการมี 'คุณภาพชีวิต' ที่ดี
ครั้นเมื่อรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ สนองตอบตรงนี้ให้พวกเขาได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่แรงสนับสนุนจากชาวรากหญ้าจะไหลทะลักเข้าสู่เมือง และที่สุดตรงนี้เองจะเป็น 'กำแพง' แน่นหนา ที่ทำให้เกิดความ 'ยากยิ่ง' ในการล้มล้างรัฐบาลของกลุ่ม-แกนต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ความยากในการที่จะล้มระบอบทักษิณเลยอยู่ตรงที่ว่า ในภาค 'เศรษฐกิจนอกระบบ' ซึ่งหมายถึง เกษตรกรรายย่อย คนสลัม คนหาเช้ากินค่ำ หาบเร่แผงลอย แรงงานอพยพ หรือแม้กระทั่งคนทำงานโรงงานในระบบรับเหมาช่วง ซึ่งไม่ได้มีเงินเดือนประจำ ซึ่งจากการวิเคราะห์สถิติแรงงานของไทยในภาวะร่วมสมัยนี้ พบว่าคนเหล่านี้มีสัดส่วนของแรงงานทั้งหมด อยู่ระหว่าง 70-75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นกลุ่มที่จะสนับสนุนคุณทักษิณ"
ทั้งนี้ ดร.ผาสุกชี้ว่า คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับประโยชน์จากระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยก่อนหน้านายกฯ ทักษิณอย่างเป็นกอบเป็นกำ และในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะได้รับแต่เพียงความผิดหวังจากคำมั่นสัญญามากมาย ซึ่งท้ายที่สุดไม่สามารถทำได้อย่างที่พูด จนกลายเป็นความผิดหวังอยู่เสมอ ที่สำคัญ ยังขาดซึ่ง 'ความเข้าใจ' อย่างเห็นได้ชัด
"เราจึงพบว่า กลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่เราไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และบางคนไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าใจ เพราะว่าไม่เคยซาบซึ้งเลยว่ามีกลุ่มคนเหล่านี้ และบางทีไม่สามารถจะพูดกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ในภาษาที่พวกเขาจะซาบซึ้ง คือมีปัญหาในเรื่องคอมมิวนิเคชั่นกันด้วย"
ที่สุดจึงทำให้เกิด 'ช่องว่าง' ระหว่างคนสองกลุ่ม และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณแทรกตัวเข้ามาได้
"แต่คุณทักษิณดูเหมือนว่าจะสามารถเข้าใจ และจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ แล้วเราก็มองเห็นว่า คนส่วนนี้ก็พร้อมที่จะเจรจาต่อรองกับรัฐบาลทักษิณ ตัวอย่างเป็นที่น่าสังเกตว่า 'สมัชชาคนจน' ไม่ได้ร่วมขบวนกับกลุ่มของขบวนการประชาธิปไตยในขณะนี้ คือเขาเข้ามา แต่เขาไม่ร่วมขบวนด้วย แล้วเขาขอเจรจากับรัฐบาล แยกต่างหาก อย่างที่มีการเปิดเจรจากับแกนนำรัฐบาลบางคนเมื่อเร็วๆ นี้"
ดังนั้น ดร.ผาสุกจึงวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจคงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป แต่ก็เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะในระยะยาวคนก็จะตระหนักว่าผู้นำแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยแท้จริง ปกป้องมหาเศรษฐีก่อนเป็นอันดับแรก และคิดถึงคนจนเป็นอันดับสองเท่านั้น
"นโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นจุดแข็งของคุณทักษิณ ไม่ใช่ของจริง เพราะว่าไม่ใช่นโยบายเพื่อคนจนที่แท้จริง แต่เป็นไปเพื่อที่จะปกป้องและดำรงฐานะของกลุ่มมหาเศรษฐี เป็นข้ออ้างที่จะดำเนินนโยบายเพื่อคนจน แต่จริงๆ ไม่ใช่ เป็นการลวง เป็นการหลอก..
"ที่สุดเขาก็จะตระหนักว่าเขาจะต้องมีผู้นำของเขาเอง ถึงขนาดที่อาจจะต้องคิดถึงการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเขา โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งผู้นำที่มากับ 'ม้าขาว' แบบนี้ เขาจะต้องการผู้นำที่ไม่ได้ปล้นเศรษฐกิจ ไม่ได้ปล้นสังคม แล้วก็ไม่ได้ปล้นการเมืองไทย"
อย่างไรก็ดี นอกจากนี้ ดร.ผาสุก ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดความยากยิ่งในการล้มล้างระบอบทักษิณ โดยที่คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายประชานิยมโดยตรง หากแต่ได้รับผลพลอยได้แบบ 'เต็มหน้าตัก' จากสต็อคมาร์เก็ต (ตลาดหุ้น) นั่นคือ คนในโลก 'ทุนนิยม' สุดขั้ว หรือที่ ดร.ผาสุก เรียกว่า 'ขบวนการโลกาภิวัตน์'
"คุณทักษิณอาจจะประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีแรงหนุนจากขบวนการโลกาภิวัตน์อย่างแน่นหนา เพราะถ้าคุณฟังซีเอ็นเอ็น ดิ อีโคโนมิสต์ คุณก็จะพบว่า ขณะนี้ทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ กำลังตื่นเต้นกับเมกะโปรเจคทั้งหลายที่คุณทักษิณเสนอ"
"เพราะฉะนั้นพวกเขาจะรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าผู้นำแบบคุณทักษิณที่จะทำให้สต็อคมาร์เก็ตฟู ทำให้เกิดเมกะโปรเจคที่เขาจะเข้ามาลงทุนแล้วก็ได้สิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งเข้ามาลงทุนในเรียลเอสเตทที่รวมกับพวกเมกะโปรเจคเหล่านี้ มันสูญสลายไป"
0 0 0
แม้ว่า ดร.ผาสุก มิอาจ 'ฟันธง' ว่าที่สุดของที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น หากแต่ทิ้งทวนไว้อย่างน่าสนใจว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งแบบ 'ไม่ธรรมดา'
"เรากำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่การเลือกตั้งแบบธรรมดาๆ แต่เป็นการลง 'ประชามติ' เกี่ยวกับคุณทักษิณ เพราะในคำปราศรัยเมื่อ 3 มีนาคม คุณทักษิณเจาะจงว่า ถ้าไทยรักไทยได้คะแนนน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ก็จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยังบอกว่าจะพยายามปฏิรูปรัฐธรรมนูญภายใน 9-15 เดือน"
ดังนั้น แนวทางที่จะล้มทักษิณให้ 'อยู่หมัด' คนไทยควรไปออกเสียงเลือกตั้งทุกคน ที่สำคัญ ต้องโหวตให้พรรคอื่น หรือกาช่องไม่โหวตใครเลย เพราะน่ากลัวว่าคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีทางประกาศลาออกแน่นอน
"คุณทักษิณจะไม่ยอมลาออกแน่นอน ยกเว้นว่าอาจจะต้องถูกจี้ หรือเกิดแอ็คซิเดนท์ เพราะว่าความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ไม่เกิดเฉพาะกับตัวคุณทักษิณเอง แต่จะเกิดกับครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมทั้งระบบราชการที่เข้าไปสนับสนุน จะเรียกว่าล้มทลายกันเป็นระนาบเลย ซึ่งคุณทักษิณคงไม่อยากจะให้มีผลกระทบไปถึงครอบครัว เพราะฉะนั้นจะไม่ยอมลาออกแน่นอน"
ถึงตรงนี้ ดร.ผาสุกจึงอดสะท้อนใจถึงประเด็นทาง 'จริยธรรม' ไม่ได้ว่า ด้วยการต้องดิ้นเอาตัวรอด นายกฯ รักษาการผู้นี้ อาจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ 'ชนะ' ด้วยกลวิธีแบบ 'ถนัด' ที่สุด และได้ใจคน 'ง่ายที่สุด' ที่สำคัญ ไม่เฉพาะกับคนรากหญ้าเท่านั้น
"และที่ดิฉันเชื่อว่าคุณทักษิณเชื่อก็คือ เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะประสบการณ์ของคุณทักษิณ คือได้ซื้อ ส.ส. และวุฒิสมาชิก บางกลุ่ม-บางคนมาแล้ว..
"ดังนั้น ถ้าเกิดกระบวนการปฏิรูปหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จะ 'การันตี' ได้อย่างไรว่ากระบวนการปฏิรูปจะไม่ถูกซื้อมา"
|
|
|
|
|
|
|
|