 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
เรื่องจากปก / สิริวิชญ์
ชำแหละ 'ประชาธิปไตย' แบบทุนสามานย์
อุณหภูมิการเมืองที่ร้อนแรงยามนี้ ชวนให้สงสัยว่าทำไมความไม่ชอบธรรม ตลอดจนข้อผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนพุ่งเป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี
ทั้งที่ความจริงแล้ว ภายในรัฐบาลประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง ในอดีต เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องร่วมรับผิดชอบ
ยังมีระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยม ซึ่งเป็นทิศทางหลักที่โลกกำลังพุ่งไป ทำไมจึงถูกชนชั้นนำในประเทศไทยคัดค้าน กระทั่งสะดุดลง
รากเหง้าของปัญหาคืออะไร?
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า เป็นผลผลิตของโครงสร้างทางสังคม ที่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบทุนนิยมเต็มตัว แต่โชคร้ายกลายเป็น 'ทุนสามานย์' กล่าวคือ ไม่โปร่งใส ไม่มีดุลยภาพ ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้กำลังถูกตั้งคำถาม และนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1) รัฐบาลกับปัญญาชน คนชั้นกลาง 2) กลุ่มทุนใกล้อำนาจรัฐ กับกลุ่มทุนนอกอำนาจรัฐ 3) รัฐบาลกับพนักงานรัฐวิสาหกิจ 4) รัฐบาลกับกรรมกร 5) ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับภาคใต้
"เป็นความโชคร้ายของนายกฯ ทำให้คนมองว่า ท่านเป็นตัวแทนของความขัดแย้งทั้ง 5 ประการ เพราะโดยบุคลิกภาพส่วนตัว ความขัดแย้งไปรวมศูนย์ที่ท่าน คือไม่รู้จักกระจายความขัดแย้งไป... พูดประสาการรบคือ คุณทักษิณตีศัตรูให้ไปรวมกัน และมีเป้าหมายร่วมกันคือสู้คุณทักษิณ"
รศ.ดร.ณรงค์กล่าวว่า การปรับโครงสร้างให้เป็นทุนนิยมก้าวหน้า เกิดขึ้นจากทั่วทั้งสังคม มีการถ่วงดุลทุกจุด แปลว่า ต้องสร้างกลไกกติกา ที่เปิดให้ทุกกลุ่มคนและชนชั้น มีโอกาสทางการเมือง เศรษฐกิจ ตามลักษณะผลประโยชน์ และอุดมการณ์ของตนเอง
เดิมการเมืองในระบอบรัฐสภาของทุนนิยมก้าวหน้าทั่วโลก ถูกปกครองด้วยกลุ่มอนุรักษ์ ทุนเติบโตขึ้นก็ไปแข่ง แต่บางครั้งไม่เอื้อต่อประชาชนแท้จริง จึงเกิดการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 3 มีการสร้างกลไกกติกา เอื้อให้กลุ่มมวลชนเข้าไปมีส่วนร่วมการเมือง แล้วเกิดพรรคการเมืองมวลชน ดังนั้น รูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้าอย่างยุโรป สแกนดิเนเวีย หรือประชาธิปไตยแบบทุนนิยม จะถูกเปลี่ยนอำนาจตามสถานการณ์ โดยพรรคการเมือง 3 แนวทาง คือ แนวทางอนุรักษ์ ทุน และแนวทางมวลชน
"ปัจจุบันสังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ กลุ่มทุนผมเรียกทุนสามานย์ เพราะคล้ายกับผลไม้บ่มแก๊ส ซึ่งไม่ได้สุกงอมตามธรรมชาติ... เปิดโอกาสให้เกิดทางเลือกที่ 3 ขึ้นมา ตอนนี้จะเห็นกลุ่มพันธมิตร มวลชนต่างๆ ไม่ได้ก่อตัวเป็นพรรคการเมือง แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ไม่นาน กลุ่มคนจะรวมตัวกันเป็นทางเลือกที่ 3 ของการเมืองในระบบรัฐสภา ถ้าเราไปแก้กลไกกติกา เปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้รวมตัวกัน ผมคิดว่าจะทำให้การปรับโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจดีขึ้น" 00000
รศ.ดร.ณรงค์ อธิบายว่า โดยปกติแล้ว 'ทุน' มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ในสังคมที่ทุนนิยมพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง มันค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปสู่ 'ทุนก้าวหน้า' ซึ่งการเปลี่ยนนั้น เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุน กับกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่นอกทุน ซึ่งมีการตรวจสอบ-ต่อต้าน-กดดัน ทำให้ทุนต้องปรับตัวเองไปสู่ทุนก้าวหน้า ซึ่งมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย โปร่งใส มีความยุติธรรมและดุลยธรรม
"แต่ทุนสามานย์ไม่ใช่ ทุนสามานย์เคยเกิดขึ้นในอเมริกาและยุโรปมาก่อน ยุคที่คนกำลังคลั่งเงิน อยากเป็นเจ้าของธุรกิจและเติบโตขึ้นมา ประเภทว่าทำลายคู่แข่ง ซื้อนายอำเภอ ฯลฯ นักประวัติศาสตร์เรียกพวกนี้ว่าขุนนางโจร และทุนไทยก็เข้าสู่ช่วงนี้ มันเข้ามาเร็วโดยจำกัดกลุ่มคนด้วย จึงหนักเข้าไปอีก ทุนไทยเข้าสู่ภาวะชั่วร้าย เหมือนกับเป็นผลไม้บ่มแก๊ส ทำให้สุกเร็ว หง่อมเร็ว เน่าเร็ว และร่วงเร็ว"
"ทุนสามานย์จะเปลี่ยนผ่านช้าเร็วแค่ไหน ขึ้นกับส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทุน โดยทั่วไปตัวชี้ขาดคือ คนชั้นกลาง ปัญญาชน ถ้าสองกลุ่มนี้ลุกขึ้นมาต่อสู้ ทุนสามานย์จะต้องถอยไปก้าวสองก้าว และปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นทุนก้าวหน้า ยอมรับประชาธิปไตยแท้...และยอมรับอำนาจถ่วงดุลจากฝ่ายอื่น ขณะนี้เราจะเห็นว่าองค์กรอิสระ ไม่เป็นอิสระจริง... เมื่อทุนสามานย์พยายามเอาชนะคนอื่นด้วยวิธีการต่างๆ เรียกว่า คิดถึงเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เติบโตขึ้นมาเป็นทุนกลุ่มใหญ่ ผูกขาดตลาด และเอาอำนาจผูกขาดตลาดนี้ไปผูกขาดการเมือง จึงเข้าลักษณะว่าพอมีอำนาจผูกขาด ก็มีเงินเยอะ เอาเงินไปซื้อคน เอาคนไปสร้างพรรค เอาพรรคไปยึดอำนาจรัฐ แล้วเอาอำนาจรัฐไปหาเงิน นี่คือวงจรของทุนสามานย์"
รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า ความสามานย์ของทุนที่ลดน้อยลง มิได้เกิดจากจริยธรรมของเจ้าของทุน
"จริยธรรมของทุน ไม่ได้เกิดจากเจ้าของทุนโดยตรง แต่เกิดจากการดัน การสู้ การถ่วง ถ้าสังคมนั้นไม่มี ทุนก็จะไร้จริยธรรมไปเรื่อยๆ ไหลไปตามกระแส ผลประโยชน์ของมัน ทั้งที่ อดัม สมิธ เคยพูดถึงทฤษฎีความรู้สึกเชิงจริยธรรมของคนว่ามีอยู่ แต่เมื่อกระแสทุนแรง ความรู้สึกเชิงจริยธรรมจะถูกกลบ หากมีสังคมมาคอยดุล คอยถ่วง คอยสะกิดสะเกา จะทำให้ความรู้สึกเชิงจริยธรรมนี้โผล่ออกมาได้ พยายามกวาดทุนออกไปบ้าง อย่าให้มันทับถมหนาเกินไป..."
และการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ได้ทำให้ภาพร่างความเลวร้ายของทุนชัดเจนขึ้น
จึงน่าไม่แปลกใจที่ผู้คนในสังคมจะถามหา 'จริยธรรม' ของผู้นำประเทศกันกระหึ่มเมือง ในฟากประชาชนก็มีการ 'นัดกันไปม็อบ' อยู่เนืองๆ สอดคล้องกับที่ รศ.ดร.ณรงค์ บอกว่า
"ภายใต้บรรยากาศที่ไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง คนจะไม่สนใจทางการเมือง เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งปรากฏขึ้นและยาวนาน มันจะไปปลุกให้คนสนใจการเมืองขึ้นมาเอง...."
00000
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลชวน ใช่ว่าจะไม่มีความขัดแย้ง คำถามคือว่า ทำไมสมัยรัฐบาลทักษิณจึงรุนแรงนัก? รศ.ดร.ณรงค์ ตอบว่า ตอนรัฐบาลชวนขึ้นมา ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับปัญญาชน เป็นแนวทางของการแก้ไข เช่น นักวิชาการค้าน ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลัง (ขณะนั้น) ว่าไม่ควรใช้แนวทางไอเอ็มเอฟ ซึ่งการต่อสู้ด้านแนวทางไม่สามารถชี้ผิดถูกแบบขาวดำ
แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันระหว่าง 1) ปัญญาชนกับรัฐบาลทักษิณ เป็นเรื่องที่ปัญญาชนเห็นว่า รัฐบาลนี้ไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ไม่ใช่เรื่องแนวทางบริหารเศรษฐกิจ ถ้าโยงถึงแนวทางก็บอกว่า แนวทางบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เปิดช่องว่างให้มีการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ซึ่งมันต่างกัน 2) ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนนอกอำนาจรัฐ และทุนใกล้อำนาจรัฐ ซึ่งรัฐบาลยุคอื่นไม่ชัดเท่า 3) รัฐวิสาหกิจกับรัฐบาล มีความชัดเจนตอนแปรรูป ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความพยายาม หรือมีเล่ห์กลเท่า ความขัดแย้งจึงอยู่ในระดับต่ำ
3) รัฐบาลชวนกับกรรมกร จริงอยู่ว่ารัฐบาลชวนก็ไม่ได้ดูแลกรรมกรเช่นกัน แต่รัฐบาลนี้ทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบ กล่าวคือ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ แต่ไม่ขึ้นให้กรรมกร นอกจากนี้รัฐบาลยังนำเงินของคนงาน (หมายถึง กองทุนประกันสังคม) ไปใช้ เช่น ซื้อหุ้นชินคอร์ป 23 ล้านหุ้น, ซื้อหุ้นไทยธนาคาร ซึ่งมูลค่าหุ้นอยู่ที่ 6 บาท แต่ซื้อในราคา 9 บาท กรรมกรบางส่วนรู้เข้าก็ไม่พอใจ
หากว่ารัฐบาลไม่ได้แตะโครงสร้างที่กล่าวมาข้างต้น ความขัดแย้งคงไม่รุนแรงนัก
อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะบุคลิกของ 'ซีอีโอสไตล์' จึงทำให้นายกฯ ทักษิณ กลายเป็น 'สัญลักษณ์ของความขัดแย้ง'
"ความจริงในโครงสร้างของทุนอย่างนี้ มันจะเกิดทักษิณ 1 ทักษิณ 2 ทักษิณ 3 ไปเรื่อยๆ โดยโครงสร้างไม่เปลี่ยน ทีนี้ผมเห็นด้วยว่าในการแก้ไขต้องแก้ระยะสั้นไปด้วย เพราะเป็นการปูทางให้การแก้ไขระยะยาวราบรื่น การแก้รัฐธรรมนูญต้องมีมาตรการบางประการออกมาบล็อกทุน คือเราต้องมีกติกาบางตัวขัดขวาง ไม่ให้ทุนสามานย์เกินไป และให้คนค่อยๆ พัฒนา เป็นการต่อสู้กันระหว่างทุนและไม่ใช่ทุน เพื่อให้ทุกฝ่ายปรับตัว แต่ถ้าทุนสามานย์เกินไป คนอื่นสู้ไม่ได้ ใช้ทุกกลวิธีมาเล่นงาน อย่างปัจจุบันเอาเงินซื้อได้สารพัด ไม่มีการลงโทษอะไร แต่ถ้าเรามีกลไกกติกาบางตัวในรัฐธรรมนูญ ทุนจะสามานย์น้อยลง เขาจะระวังตัว"
กล่าวโดยสรุป การแก้ปัญหาต้องแก้ที่โครงสร้างของความขัดแย้ง โดยเบื้องต้นต้องปรับกลไก วิธีการ เพื่อการผ่อนคลายอารมณ์ทางการเมืองก่อน เพื่อให้คนพูดกันง่ายขึ้น วิธีการคือคนที่ได้ประโยชน์และแสวงประโยชน์จากช่องโหว่ของกติกา ไม่ควรเป็นผู้นำในการปรับกติกา ต้องให้คนที่ไม่เคยแสวงประโยชน์มาเป็นผู้นำในการปรับปรุง ในส่วนของภาคประชาชนเอง ก็ต้องดูแลผลแห่งการต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย ถ้าไม่ถึงกับตั้งพรรค ก็ต้องมีองค์กร กระบวนการ เน็ตเวิร์ค คอยดูแลประคับประคองให้ต้นไม้ประชาธิปไตยต้นใหม่งอกงาม ขั้นสูงสุดคือเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครอง คือมีพรรคการเมืองเอง
"ครั้งนี้ถ้าเราสามารถผ่านได้อย่างสันติ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของโลก สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือการชุมนุมต่อเนื่องยืดเยื้อ (ไม่ได้หมายความว่าทุกวัน อาจหลายๆ วันครั้ง แต่มีความถี่ต่อเนื่อง) เป็นการให้ข้อมูลต่อเนื่องต่อคนได้ อารมณ์คนก็ต่อเนื่องได้ วันนี้ชุมนุมไป วิพากษ์วิจารณ์ไป ชุมนุมใหม่ก็กลับมาอีก...
"เพราะคนที่ไปชุมนุม มีอย่างน้อย 3 ประเภท คือ 1) พวกสังเกตการณ์ไม่แอคทีฟ 2) ฝ่ายตรงข้าม 3) พวกแอคทีฟ ซึ่งอารมณ์สูงสุดอยู่ที่คนกลุ่มนี้
"เมื่อเราชุมนุมบ่อยๆ เกิดเป็นวัฒนธรรมย่อยของคนชุมนุม ได้เจอเพื่อนใหม่ มีความคิดใกล้กัน รู้สึกอยากเจอกันอีก สนุกดี...คนกลุ่มนี้สำคัญ เขาจะอยากไปทุกครั้งที่มีการชุมนุม เพราะรู้สึกว่าอยากเจอเพื่อนเก่า เพื่อนคุย เลยกลายเป็นว่าการชุมนุมต่อเนื่องเป็นการเปิดเวทีให้คนสนทนาแลกเปลี่ยนกัน"
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ม็อบต้านทักษิณจึงไม่หมดพลังลงสักที นัด (เจอ) ครั้งใด ก็มีสมาชิกมาร่วมชุมนุมกันอย่างคึกคัก
ซึ่งเป็นภาพที่บาดตา นายกฯ เป็นยิ่งนัก!
ข้อเสนอ 7 ประการ ของ 'ธีรยุทธ บุญมี'
ข้อเสนอแนะต่อพันธมิตรประชาธิปไตย ควรใช้ยุทธศาสตร์มั่นคง ยืดเยื้อ ไม่รวบรัดปิดบัญชี แต่ขยายความมีเหตุมีผล เพื่อล้างคนชั่วโกงเมือง
1.การต่อสู้ของประชาชน แม้จะเริ่มจากสนธิ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่พอใจทักษิณเป็นการส่วนตัว หรือจำลองซึ่งมีลักษณะแข็งกร้าว แต่คนเริ่มยอมรับในคุณประโยชน์การเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะได้พัฒนาขยายเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อ และพลังภาคประชาชนอื่นๆ ได้ช่วยสร้างดุลยภาพการตรวจสอบในระบอบการเมืองไทยให้ดีขึ้น เพราะสามารถบีบให้รัฐบาล 375 เสียง ซึ่งอหังการในอำนาจ ไม่ยอมรับกลไกตรวจสอบ ต้องยอมยุบสภาฯ หลังอยู่ในอำนาจเพียงไม่ถึงปี
2.ดังได้วิเคราะห์ว่า เวลาไม่ได้อยู่ข้างทักษิณ คนไทยจะมองเห็นว่าทักษิณปกครองประเทศไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความเสียหายจากความแตกแยกในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจประเทศจะถูกกระทบและถูกผลาญโดยการเมืองประชานิยม ประเทศที่ถูกปกครองโดยสภาโจ๊ก รัฐบาลโจ๊กจะเสื่อมเสียเกียรติภูมิแก่ทุกคนในชาติ ทักษิณคล้ายเป็นเด็กกลับกลอก พันธมิตรฯ จึงต้องเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ น่าจะใช้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคง แต่ยืดเยื้อ ไม่รวบรัดรวดเร็ว
3.พันธมิตรฯ ควรทำความเข้าใจเรื่อง การแข็งขืนแบบอารยะ (civil disobedience) ซึ่งก็คือการใช้สิทธิของคนกลุ่มน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือกดขี่ข่มเหงจนต้องออกมาแข็งขืน โดยยอมเสียสละ ยอมเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งยอมสละชีวิตได้ การแข็งขืนแบบอารยะ ไม่ได้ถืออำนาจรัฐ ทหาร หรือตำรวจเป็นศัตรู แต่ถือการล้มอำนาจของทักษิณเป็นเป้าหมาย การแข็งขืนแบบอารยะ คือการทำให้อำนาจของทักษิณไม่สามารถทำงานได้ จนในที่สุดคนจะไม่ยอมรับทักษิณ ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบมาก
4.พันธมิตรฯ ยังไม่ควรรวบรัดการชุมนุม สร้างการเผชิญหน้าจนต้องปิดบัญชีในขณะนี้ แต่ควรรุกแล้วผ่อน คือเดินขบวนแล้วกลับมาชุมนุมไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การเคลื่อนไหว 3 ส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พันธมิตรประชาธิปไตย และการแข็งขืนโดยอารยะของภาคสังคม สอดคล้องประสานกันมากขึ้น ให้มีประเด็นความเสียหายที่ทักษิณก่อขึ้นเป็นที่ชัดเจนต่อสังคม ยืดเวลาให้พลังชนชั้นกลางและภาคธุรกิจ ก้าวเข้ามาร่วมปฏิเสธทักษิณมากขึ้น
5.พันธมิตรฯ ควรปรับกระบวนตัวเอง รวมทั้งขยายความเป็นเหตุเป็นผลของการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมมากขึ้น
6.ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังอยากใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งพันธมิตรฯ และทุกฝ่ายควรยอมรับ แต่ควรชี้ให้ประชาชนเห็นว่าสิทธิประชาธิปไตยมีหลากหลาย และสำคัญพอๆ กัน เรามีกติกาเลือกตั้ง แต่เราก็มีกติกาว่า ประชาชนมีสิทธิอยู่ในระบบที่มีคุณธรรมและศีลธรรมที่ดี ถ้าผู้ปกครองฉ้อฉล โกงเมือง แม้จะเพิ่งได้รับเลือกเข้ามา ก็ต้องถูกขับไล่ได้อีก พันธมิตรฯ จึงอาจใช้ยุทธศาสตร์รุกแล้วผ่อนๆ จนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจเรียกชุมนุมใหญ่เพื่อตัดสินชะตากรรมของคนชั่วโกงเมืองอีกครั้ง
7.ขั้นสุดท้าย การแข็งขืนแบบอารยะ ถือเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการที่จะโค่นล้มรัฐบาลทรราช
|
|
|
|
|
|
|
|