 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ประกอบปก
มองข้ามช็อต..หลังแก้ รธน.
มาถึงวันนี้ คงชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะไม่ยอม 'ลาออก' และ ต้องการผ่าทางตันให้กับตัวเอง ด้วยการชิงเป็นผู้นำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมืองรอบสอง
"การปฏิรูปการเมืองของพรรคไทยรักไทย ชัดเจนว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะปฏิรูปทันที จะตั้งคณะกรรมการกลางเข้ามาดูแล โดยจะให้เหมือนกับสมัชชาสนามม้าในอดีต ที่เอาบุคคลหลายๆ ฝ่ายมาเลือกกัน แม้แต่ช่างตัดผมหรือคนขับรถตุ๊กตุ๊กก็เข้ามาเป็นได้ เพราะรัฐธรรมนูญจะต้องมีผลระยะยาวของคนไทยทั้งประเทศ พอร่างเสร็จจะมีการออกกฎหมายลูก และจะมีการแก้กฎหมายลูกในเวลาต่อมา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี บวกลบ 3 เดือน ก็น่าจะเสร็จ ถ้าถามประชาชนแล้วประชาชนเห็นด้วย ผมก็พร้อมจะยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่" นี่คือคำยืนยันต่อหน้าประชาชนที่มาชุมนุมให้กำลังใจที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา
ทั้งยังต้องการอาศัยการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการ 'ฟอกตัวเอง' จากข้อกล่าวหาสารพัดของหลายฝ่าย รวมถึงปรากฏการณ์เคลื่อนไหวกดดันอย่างยืดเยื้อของ 'เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' ด้วย
"ถ้าคนที่ไปออกเสียงและผลสุดท้ายผลการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของคนที่ไปออกเสียงและงดออกเสียง พรรคไทยรักไทยได้ไม่ถึงครึ่ง ผมจะไม่ขอเป็นนายกฯ ผมพร้อมจะถอย ประชาชนไม่ต้องรอ แต่ถ้าประชาชนเลือกผม เลือกไทยรักไทยเกินกึ่งหนึ่ง และผมจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้หรือไม่ อยากให้ทุกท่านมองว่าการยุบสภาฯ เป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน" ความตอนหนึ่งในการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ
อย่างนี้ก็เท่ากับปิดประตู 'ลาออก' ตามเสียงเรียกร้องอย่างชัดเจน?
และพร้อมเดินหน้าฟันฝ่าอุปสรรคที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ให้เห็นอยู่แล้วว่า ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหา หากเขตใดพรรคไทยรักไทยไม่มีคู่แข่ง ตามกฎหมายเลือกตั้งจะต้องให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ตามที่กฎหมายกำหนด กรณีดังกล่าวหลายฝ่ายเชื่อว่า อาจเกิดขึ้นได้ในจังหวัดภาคใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดครองพื้นที่มายาวนาน และแทบจะผูกขาด ส.ส.ภาคใต้ส่วนใหญ่ก็ว่าได้
ปัญหาก็คือ เมื่อ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง ไม่ครบ 500 ที่นั่ง สภาผู้แทนราษฎรก็จะเปิดไม่ได้ และการแต่งตั้งตำแหน่งทางบริหารก็ทำไม่ได้ด้วยเช่นกัน
อย่าลืมว่า นี่คือสถานการณ์พิเศษ ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ โอกาสที่ปัญหาทำนองนี้จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูง เนื่องเพราะพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มี ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่แล้ว ประกอบด้วย ประชาธิปัตย์, ชาติไทย มหาชน คว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
ดังนั้น พรรคไทยรักไทยจะต้องแข่งขันกับพรรคเล็กพรรคน้อยซึ่งสมัยที่แล้วไม่มี ส.ส.ในสภาฯ และคาดว่า แต่ละพรรคจะไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทั้ง 400 เขตอย่างแน่นอน
ที่น่าสนใจอีกอย่าง พรรคประชาธิปัตย์กำลังชี้ชวนให้จับผิดผู้สมัครพรรคเล็กที่คุณสมบัติอาจไม่ครบตามกฎหมายกำหนด หรือมีการทำหลักฐานเท็จ โดยเฉพาะประเด็นต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน ฯลฯ
ถามว่า อะไรทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเดินหน้าอย่างท้าทาย ทั้งที่หลายฝ่ายคัดค้านอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างไม่มีทางหลีกพ้น
นี่คือประเด็น และนับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
ที่น่าวิเคราะห์อาจเริ่มนับแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เชื่อว่าการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ชินคอร์ป โดยกลวิธีหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
ขณะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนในตัวเองว่า คนสนับสนุนยังมีอีกมาก เห็นได้จากความต้องการพิสูจน์ให้เห็นผ่านไปรษณียบัตรผ่านตู้ ปณ.888
ยิ่งเวลานี้สามารถกล่าวอ้างได้แล้วว่า มีไปรษณียบัตรส่งมาจำนวนหลายล้านฉบับ ก็ยิ่งแทบไม่เห็นปัญหาที่หลายฝ่ายสะท้อนออกมาอยู่ในสายตา
ทั้งย่ามใจด้วยว่า ถึงแม้ 'ยุบสภาฯ' ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะยังคงเลือกตัวเองกลับมาอีกครั้ง และอาจเล็งผลเลิศถึงขั้น 'ฟอกตัวเอง' จากปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเสียด้วยซ้ำ หากผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นไปอย่างท่วมท้นเช่นเคย
ความจริง พ.ต.ท.ทักษิณ อาจไม่คาดคิดว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง แต่พอพรรคร่วมฝ่ายค้านตัดสินใจคว่ำบาตรฯ ก็เท่ากับว่า 'ความชอบธรรม' ที่เคยคาดหวัง ลดลงโดยฉับพลัน
อาจถึงขั้น ขาดความเชื่อถือศรัทธาเลยทีเดียว
นี่ต่างหากที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มเห็นถึงปัญหา และกลับลำเป็นผู้นำแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปการเมืองรอบสอง ชิงเดินเกมเปิดทางรอดให้ตัวเอง
รวมถึงเรียกร้องให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง
แต่ในเมื่อจนแล้วจนรอด พรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงยืนยันจุดยืนเดิม คือคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
พรรคไทยรักไทย จึงสุ่มเสี่ยงเดินไปสู่เส้นทาง อย่างที่ ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกขาน 'สภาโจ๊ก' หรือสภา 'นอมินี' (ตัวแทน) ของใครบางคนเท่านั้น
แต่อีกด้านหนึ่ง แม้การตัดสินใจคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะไม่เป็นผลดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย
แต่ถ้ามองในท่ามกลาง 'เกม' การต่อสู้ทางการเมือง พลพรรคฝ่ายค้านบางส่วนก็เริ่มฉุกคิดถึงผลเสีย หรือจุดอ่อนของการตัดสินใจคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งอยู่เหมือนกัน
และนั่นก็คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในพรรค โดยเฉพาะประเด็นที่แกนนำพรรคและสมาชิกพรรคในพื้นที่ภาคใต้ ไม่พอใจการตัดสินใจคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งของ 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' หัวหน้าพรรค ถึงขั้นมีการเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคทีเดียว
เพราะมีการวิเคราะห์กันว่า การไม่ส่งผู้สมัครจะเท่ากับเป็นการเปิดทางให้พรรคไทยรักไทยที่ต้องการยึดครองสนามเลือกตั้งภาคใต้ให้ได้อยู่แล้ว ฉวยโอกาสขยายผลหาส่วนแบ่งคะแนนนิยมจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อปักธงในพื้นที่ภาคใต้ให้ได้เป็นอย่างน้อย
อยู่ที่ว่าการไหลบ่าเข้าไปของนโยบาย 'ประชานิยม' ในท่ามกลางกระแสทุนนิยมกำลังครอบงำไปทั่วทุกหย่อมหญ้า กับ 'อุดมการณ์' ทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ฟูมฟักและปลูกฝังกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จะสามารถต้านทานได้หรือไม่ เพียงใด
อย่าลืมว่า หลังการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน แนวโน้มที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเร่งสร้างความยอมรับให้กับประชาชนทั่วประเทศในสองเรื่อง มีความเป็นไปได้อย่างสูง
เรื่องแรกคือ ความพยายามที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปการเมืองรอบสอง ตามที่พ.ต.ท.ทักษิณทำสัญญาประชาคมเอาไว้
เรื่องที่สอง รัฐบาลจะต้องเร่งสานต่อนโยบายประชานิยม สร้างฐานความนิยมเอาไว้ให้แน่นหนามากที่สุด ทุกรูปแบบ เท่าที่จะทำได้ เพื่อรองรับการเลือกตั้งภายหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น และมีการยุบสภาฯ ตามสัญญาประชาคม
นี่อาจเป็นแนวทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทย วิเคราะห์เกมเอาไว้แล้วก็เป็นได้?
เว้นเสียแต่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ที่ใครก็ไม่อาจคาดคิดเท่านั้น!?
|
|
|
|
|
|
|
|