 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
สุทธิชัย หยุ่น
เว้นวรรคทักษิณ ไร้ความหมาย ถ้าไม่ปลดแอกสื่อของรัฐ
เงื่อนไขที่ต้องให้ ทักษิณ ชินวัตร 'เว้นวรรค' ทางการเมือง เพื่อไม่ต้องเป็นนายกฯ รักษาการในช่วงการจัดให้มีการเลือกตั้งนั้น ไม่เพียงแต่เพื่อไม่ให้เขาและพรรคพวกเป็นผู้สามารถควบคุมกลไกของการหาเสียงและการนับคะแนนเท่านั้น
ที่สำคัญกว่านั้นคือ การที่ทักษิณและพวก จะต้องไม่สามารถควบคุมสื่อมวลชนของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์และวิทยุทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กลายเป็น 'ตัวประกัน' และ 'ทาสรับใช้' ของระบอบทักษิณมาตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย
การล้มล้าง 'ระบอบทักษิณ' ไม่เพียงแต่หมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้กลไกของการตรวจสอบอำนาจรัฐ และสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังจะต้องทำให้ผู้นำประเทศและรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมทีวีและวิทยุของรัฐอย่างเป็นจริงในทางปฏิบัติอีกด้วย
ฉะนั้น การ 'เว้นวรรค' สำหรับทักษิณยังไม่พอที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสื่อของรัฐจะมีอิสระและเสรีในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างรับผิดชอบต่อประชาชน แต่การ 'ปฏิรูปการเมืองรอบ 2' ที่เป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการรณรงค์คราวนี้ จะต้องรวมถึงการวางมาตรการอย่างจริงจัง
ที่จะเอาสื่อทีวีและวิทยุออกจากการควบคุมของรัฐอย่างเด็ดขาดชัดเจน
นั่นย่อมหมายถึงการตั้งองค์กรอิสระที่สังคมทุกภาคส่วนจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการดูแลปกป้องและวางนโยบายการทำงานของสื่อทีวีและวิทยุอย่างมีประสิทธิภาพ, สามารถตรวจสอบและมีการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปีต่อสาธารณชนอย่างมีระบบ
ตราบเท่าที่รัฐบาลยังสั่งการทีวีและวิทยุที่อยู่ใต้การกำกับดูแลของกรมประชาสัมพันธ์, อสมท, หน่วยราชการทั้งหลายทั้งปวงอย่างที่เป็นอยู่, การทำหน้าที่ของสื่ออย่างเป็นอิสระและตอบสนองความต้องการของประชาชน ก็มิอาจจะเกิดขึ้นได้
ระบอบทักษิณได้ใช้วิธีการควบคุม, คุกคาม, กดดัน และกำหนดทิศทางของสื่อของรัฐทุกวิถีทางตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม, ทั้งโดยวิถีทางการเมืองและการพาณิชย์, ทั้งด้วยอาศัยช่องว่างในระบบและอิทธิพลส่วนตัวเพื่อให้สื่อทั้งหลายต้องสยบอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจทางการเมืองอย่างน่ารังเกียจเสมอมา
ตอนหนึ่งของมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ บอกอย่างจะแจ้งว่า
"คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ..."
แต่ทักษิณและพวกใช้ความถี่วิทยุและโทรทัศน์เสมือนเป็นทรัพยกรส่วนตนและครอบครัว, ไม่ได้ทำเพื่อ 'ประโยชน์สาธารณะ'
มาตรา 41 ระบุว่า
"พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์, วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ, รัฐวิสาหกิจหรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ
"ข้าราชการ, พนักงาน, หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจการวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง"
แต่ที่ผ่านมา 5 ปี, ภายใต้ 'ระบอบทักษิณ' นั้น คำว่า 'ไม่ตกอยู่ในอาณัติของหน่วยราชการ...' ไร้ความหมาย เพราะคนทำสื่อทุกสื่อของรัฐ ตกอยู่ภายใต้ความหวาดผวาของการข่มขู่และคุกคามของคนของทักษิณตลอดเวลา
ดังนั้น เพียงแค่ทักษิณ 'เว้นวรรค' เฉพาะกาลระหว่างการเลือกตั้งไม่พอ จะต้องมีมาตรการทั้งระยะสั้น, กลางและยาว ที่จะต้อง 'ปลดแอก' สื่อของรัฐให้รอดจากอิทธิพลมืด และมือสกปรกของอำนาจการเมืองอย่างชัดเจน และมีผลทางปฏิบัติอีกด้วย
จะได้รู้ว่าที่ทักษิณประกาศกลางเวทีที่ท้องสนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า 'สื่อแทรกแซงผม' นั้น เป็นเรื่องตอแหลและไร้จริยธรรมเพียงใด
|
|
|
|
|
|
|
|