เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O
O
O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
บทความพิเศษ O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรืองรอง รุ่งรัศมี O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ในโลกไขลาน O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 

กีฬา / สิงห์เจ้าท่า

เหยื่อของความไม่ซื่อสัตย์

ทันทีที่ข่าวคราวของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ถูกนำเสนอต่อหน้าสาธารณชน เรื่องที่เขาแอบไปเจรจาลับกับ 'ชีคอาหรับ' มหาเศรษฐีที่ต้องการนำเงินเข้ามาเทคโอเวอร์ซื้อกิจการสโมสรลูกหนัง ที่อยากให้เขารับงานคุมทีม เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนชาวเมืองผู้ดีเป็นอย่างมาก เพราะมันถูกตีความหมายว่า 'สเวนนิส' เป็น คนทรยศ

หากเหตุการณ์นี้เป็นความเกิดที่พอจะเป็นไปได้ มันก็คงเป็นเรื่องเป็นราวที่มากกว่านี้แน่ แต่ทั้งหมดกลับเป็นเพียงแค่ 'การจัดฉาก' ของสื่อเมืองผู้ดีที่ต้องการขายข่าว จนลืมถึงเรื่อง 'จรรยาบรรณ' ที่พวกเขาควรจะมี แม้จะบอกว่าทำตามอาชีพหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ ซึ่งสุดท้ายแล้ว กุนซือชาวสวีดิช ต้องตกเป็น 'เหยื่อ' ของสังคมอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนในเห็นถึงความคิดของ อีริคส์สัน ก็คือ เขาเริ่มไม่ค่อยมีใจให้กับ 'สิงโตคำราม' เท่าที่ควร นั้นอาจเป็นเพราะว่า ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แม้จะคุมทีมมานานถึง 5 ปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อมันเป็น 'หน้าที่' เขาก็ควรที่จะให้เกียรติกับตำแหน่งนี้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเขายังมีสัญญาอยู่ถึงปี 2008 และเป็นเรื่อง มารยาท ที่เขาควรจะมี

การที่ถูกเปิดเผยว่าเป็นคนแนะนำให้ มหาเศรษฐีชาวอาหรับ ลงทุนซื้อสโมสร แอสตัน วิลล่า ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า ดั๊ก เอลลิส ประธานลูกหนังแห่งวิลล่า ปาร์ค แก่เกินแกง แถมสุขภาพไม่ดี และกำลังอยากที่จะขายกิจการอยู่พอดี นั่นแสดงให้เห็นว่า เขายังมีความสัมพันธ์กับเมืองผู้ดีอยู่ แต่หาใช่เรื่องของความผูกพัน แต่มันเป็นเรื่องของ 'เงิน' มากกว่า

เนื่องจากยังมีการแฉถึงบทสนทนาที่ว่า 'สเวนนิส' ตกปากรับคำเพื่อไปคุมทีมของ 'ชีคอาหรับ' โดยให้คำมั่นสัญญาว่า พร้อมที่จะลงจากเก้าอี้ 'สิงโตคำราม' ทันที ถ้าเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี แถมยังมีการตกลงรายละเอียดเบื้องต้นที่มีเงินสูงถึง 5 ล้านปอนด์ต่อปี (ประมาณ 375 ล้านบาท) หากเขาทำตามที่เจรจากันเอาไว้

และยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ อีริคส์สัน ยังบอกอีกว่า พร้อมที่จะเจรจาดึงตัวสองดาวเตะอย่าง เดวิด เบ็คแฮม กองกลางกัปตันทีมชาติอังกฤษของ รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งศึกสแปนิช ลาลีกา ที่เขาสนิทสนมเป็นการส่วนตัว ให้กลับมาค้าแข้งในลีกบ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งการพูดแบบนี้มันเหมือนเป็นการเจตนาที่จะ ตีท้ายครัว 'ราชันชุดขาว' แน่ๆ หากเขามีโอกาส

รวมถึง ไมเคิล โอเว่น อีกคนหนึ่งที่เขาบอกว่า กองหน้าของ นิวคาสเซิล รายนี้ไม่มีความสุขในถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค และเหตุที่ยอมย้ายซบทีม 'สาลิกาดง' นั้น ก็เป็นเพราะเรื่องของ 'เงิน' มากกว่า แม้ล่าสุด ตัวนักเตะเองได้ออกมาปฏิเสธ ถึงเรื่องดังกล่าว แถมแจงว่าเหตุที่ย้ายกลับบ้านเกิดเป็นเพราะว่าต้องการลงสนามเป็นตัวจริงไม่เกี่ยวกับเรื่อง 'เงิน'

ช่วงที่ 'สเวนนิส' มีปัญหากับเรื่องความสัมพันธ์ฉาวกับ ฟาเรีย อลัม เลขานุการสาวของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากลูกทีม 'ทรีไลออนส์' ทุกคนที่ช่วยกันปกป้อง เจ้านาย แต่กลับกลายเป็นตัว นายใหญ่ เองกลับเลือกที่จะ 'หักหลัง' ลูกน้องที่มอบหัวใจให้กับเขามา โดยเฉพาะ โอเว่น คงรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงทาง อีริคส์สัน จะออกมากล่าว ขอโทษ แล้วก็ตาม

แม้ตอนนี้ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ยังปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ขอรวบรวมข้อมูลก่อน เพื่อพิจารณาบทลงโทษที่อาจถึงขั้น ไล่ออก แต่เชื่อว่าคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นแน่ อีริคส์สัน จะยังคงเป็นผู้จัดการได้คุมทีมไปเมืองเบียร์ เพียงแต่หากเขาไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์โลกได้ ก็คงไม่มีใคร ง้อ ให้เขานั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อไปเมื่อเหมือนก่อน

เพราะเวลานี้คงเป็นเรื่องยากที่จะหาใครเข้ามาแทนที่ หากมองไปที่ตัว กุนซือชาวอิงลิชแท้ๆ ก็ไม่มีผู้ใดที่มีฝีมือดีพอเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะ 'แหกกฎ' ยอมให้ โค้ชต่างชาติ เข้ามากุมบังเหียนทีมบ้านเกิดของพวกเขาแบบนี้หรือ จนกลายเป็น 'ผู้นำ' แบบอย่างให้ชาติอื่นๆ ในยุโรปจ้าง โค้ชนอก มาคุมทีม

ฉะนั้น สิ่งที่ 'สเวนนิส' ทำผิดพลาดไปยังพอมีทางแก้ไขได้บ้าง นั่นก็คือ การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ให้ได้ ตามที่เขาได้พูดออกไป แม้มันจะเป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นการแสดง 'ความจริงใจ' ที่ โค้ชชาวสวีดิช รายนี้พอจะทำได้ และเชื่อว่า หากเขาคนนี้ทำได้จริง คำยกย่องสรรเสริญ ก็จะเข้ามาแทนที่ คำด่าขับไล่ไสส่ง เหมือนอย่างทุกวันนี้ แถมทุกคนก็พร้อมที่จะให้อภัยเขาทันที

ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวของผู้ชายที่ชื่อ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน จะจบแบบ 'พระเอก' ที่ทุกคนชื่นชอบ หรือจะตายแบบ 'ผู้ร้าย' ที่ถูกสาปแช่ง และไม่มีใครต้องการ

(ล้อมกรอบ - 1 / บายไลน์ - กิตติ แก้วจินดา)

ไอดี 4226129 -

เดนเวอร์ บรองโกส์ กลายเป็นเต็งแชมป์ซูเปอร์โบวล์ หนนี้

ประเด็น

ซูเปอร์โบวล์ 40

จะพลิกล็อกอีกมั้ย

เนื้อเรื่อง

ศึกชนคนอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ฤดูกาล 2005-06 ถือว่าเดินทางมาถึงใกล้โค้งสุดท้ายเต็มแก่ หลังจากเหลือแค่อีก 3 เกม คือรอบชิงแชมป์สาย 2 เกม ในคืนวันอาทิตย์ที่ 22 ต่อเช้าวันจันทร์ที่ 23 มกราคม ก่อนจะหา 2 ทีมสุดท้ายไปชิงซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 40 ที่ฟอร์ด ฟิลด์ เมืองดีทรอยต์ ในเช้าวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์

ว่ากันว่า เกมกีฬาที่แข่งกันวันเดียวแล้ว มีคนดูมากที่สุดในโลกคือ ซูเปอร์โบวล์ มากยิ่งกว่ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเสียอีก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในเอ็นเอฟแอลฤดูกาลนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น อินเดียนาโปลิส โคลท์ส ออกสตาร์ท ชนะรวด 13 เกมติดต่อกัน ในฤดูกาลปกติ มีลุ้นจะเดินหน้าทำเพอร์เฟกต์ ซีซั่น เหมือนกับ ไมอามี ดอลฟินส์ ชนะทุกเกมจนคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ ในปี 1972 แต่ในเกมที่ 14 พวกเขากลับแพ้ ซานดิเอโก ชาร์จเจอร์ส คาบ้าน

นอกจากนั้น โทนี ดันจี้ โค้ชของโคลท์ส ยังสูญเสียหนักอย่างยิ่ง หลังจากที่ เจมส์ ดันจี้ ลูกชายคนโตวัย 18 ปี คิดสั้นฆ่าตัวตาย

ขณะเดียวกัน วอชิงตัน เรดสกินส์ ยักษ์ที่หลับมานาน กลับเข้าสู่เพลย์ออฟได้อีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของ โจ กิ๊บบ์ ยอดโค้ชระดับตำนานที่กลับมาคุมทีมได้แค่ 2 ปี เช่นเดียวกับ ซินซินเนติ เบงกอลส์ ขึ้นคว้าแชมป์กลุ่มเอเอฟซี เหนือ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี แต่สุดท้ายต้องเสีย คาร์สัน พาลเมอร์ ยอดควอเตอร์แบ็ค ที่เอ็นเข่าพัง ในเกมไวล์คาร์ด และฤดูกาลหน้ายังไม่รู้ว่าจะกลับมาฟิตทันหรือไม่ และ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ แชมป์เก่า 2 สมัย ที่ต้องลุ้นเหมือนกัน สำหรับการเข้าสู่เพลย์ออฟ เพื่อหวังสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 3 สมัยซ้อนเป็นทีมแรก

แต่แล้วเมื่อเหลือ 4 ทีสุดท้าย สำหรับทีมที่จะขึ้นไปชูวินซ์ ลอมบาร์ดี โทรฟรีในปีนี้ กลับไม่มีทีมที่กล่าวมาเลยแม้แต่ทีมเดียว

4 ทีมที่ผ่านเข้าถึงรอบชิงแชมป์สาย ปรากฏว่ากลายเป็น เดนเวอร์ บรองโกส์ พบกับ พิตต์สเบิร์ก สตีเลอร์ส ในสายเอเอฟซี และ ซีแอตเทิล ซีฮอว์คส์ พบ แคโรไลนา แพนเธอร์ส ในสายเอ็นเอฟซี

และในรอบดิวิชั่นนอลเพลย์ออฟ ถือได้ว่ามีการพลิกล็อกหลายคู่ โดยเฉพาะในสายเอเอฟซี พิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส ที่เข้ารอบมาเป็นอันดับ 6 ของสาย นัดไวล์คาร์ด ทำลายซีซั่นของ เบงกอลส์ ด้วยชัยชนะ 31-17 ก่อนบุกไปเยือนโคล์ทส์ ทีมเต็งจ๋าในปีนี้ แต่กลับเป็น สตีลเลอร์ส ที่พลิกโผจากเล่นแบบเน้นวิ่ง กลับเปิดเกมด้วยขว้างจนเจ้าถิ่นเสียแต้มอุตลุต รวมไปถึง เพย์ตัน แมนนิ่ง ยอดควอเตอร์แบ็คของโคลท์ส กลับเล่นได้ย่ำแย่ ตั้งแต่ต้น พอกลับตัวได้ ก็ไล่ไม่ทันเสียแล้ว ทำให้ สตีลเลอร์ส ชนะ 21-18 กลายเป็นทีมแรกที่เป็นอันดับ 6 แต่ได้เข้าชิงแชมป์สาย

พร้อมกับปิดฤดูกาลที่เหมือนความฝันของ โคลท์ส ลงไปแบบที่เรียกว่า ทีมอาจจะแตกได้ในอนาคต

ขณะที่อีกคู่ในสายเอเอฟซี บรองโกส์ เปิดบ้านเจอกับแพทริออตส์ ซึ่งตอนนั้นกำลังคืนฟอร์มกลับมาหลังจากขยี้แจ็คสันวิลล์ จากัวร์ส มาแบบสบายในรอบไวล์คาร์ด และถือว่าสูสีกันอย่างยิ่ง แต่แล้ว ความผิดพลาดของทีมเยือนที่เสียถึง 5 เทิร์นโอเวอร์ โดยเฉพาะในจังหวะที่ทอม เบรดี้ จอมทัพแพทริออตส์ ขว้างไปโดน แชมป์ เบลีย์ ตัวคุมปีกเจ้าถิ่นอินเตอร์เซฟท์ในเอนด์โซน ก่อนตะลุยมาถึงเส้น 1 หลาของ แพทริออตส์ และเป็นไมค์ แอนเดอร์สัน วิ่งทัชดาวน์ในเพลย์ต่อมา เป็นจุดพลิกผันให้ บรองโกส์ ชนะ 27-13

สำหรับในสายเอ็นเอฟซี อาจจะดูเหมือนไม่พลิกล็อกมาก แม้ว่า แคโรไลนา แพนเธอร์ส รองแชมป์ซูเปอร์โบวล์เมื่อ 2 ปีก่อน จะไปเยือน ชิคาโก แบร์ส ทีมอันดับ 2 ของสายในปีนี้ ที่มีเกมรับสุดยอดมาก แต่ว่ากลายเป็น สตีฟ สมิธ ปีกของแพนเธอร์ส ที่ฉีกเกมรับเจ้าถิ่นขาดกระจุย ทำระยะได้ถึง 215 หลา พร้อมชัยชนะ 29-21 ถือว่าเป็นการทำแต้มสูงมาก ระหว่างทีมที่มีเกมรับดีมากของทั้งคู่ แต่ที่แพนเธอร์ส เสียหายก็คือ ดีชอว์น ฟอสเตอร์ รันนิ่งแบ็คตัวจริงข้อเท้าหัก

ส่วนอีกคู่ ซีแอตเทิล ซีฮอว์คส์ ทีมอันดับ 1 ในปีนี้ ก็ใช้เกมรับที่เหนียวแน่น และการเล่นของ แมทท์ ฮัสเซลเบค จอมทัพของพวกเขา เอาชนะ วอชิงตัน เรดสกินส์ ลงได้ 20-10 ทั้งที่ ซีฮอว์คส์ ต้องเสีย ชอว์น อเลกซานเดอร์ รันนิ่งแบ็ค และผู้เล่นทรงคุณค่าประจำฤดูกาลนี้ ที่มีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง ไปตั้งแต่ควอเตอร์แรก

ใน 4 อรหันต์ที่เหลือ บรรดาเกจิของอเมริกัน มองว่า บรองโกส์ คือทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์ในปีนี้ โดยที่ ซีฮอว์คส์ กับ สตีลเลอร์ส เป็นเต็ง 2 เท่ากัน และแพนเธอร์ส เป็นเต็งบ๊วย

นอกจากนั้นยังมองอีกว่าในรอบชิง ไม่ว่า บรองโกส์ หรือ สตีลเลอร์ส จากเอฟเอซี ยังคงเหนือกว่า ซีฮอว์คส์ กับ แพนเธอร์ส จากเอ็นเอฟซีอยู่ดี

เพราะว่า บรองโกส์ อดีตแชมป์ 2 สมัยซ้อน จะได้เล่นในบ้านเป็นเกมต่อไป ที่จะพบกับ สตีเลอร์ส ทำให้ไม่ต้องเดินทาง ผู้เล่นก็ไม่มีใครบาดเจ็บ เจค พลัมเมอร์ ควอเตอร์แบ็ค ก็ไม่ต้องเล่นอยู่คนเดียว มีผู้ช่วยอย่าง ทาทัม เบลล์ กับ ไมค์ แอนเดอร์สัน คอยช่วยวิ่ง และมี ร็อด สมิธ และ แอชลีย์ ลีลี คอยรับบอล ส่วนเกมรับ มีแนวที่คล่องมาก แม้ไม่เน้นแผนบลิตซ์ ก็กดดันควอเตอร์แบ็คทีมเยือนได้ดี

ขณะที่ทางฝั่ง สตีลเลอร์ส เจ้าของดีกรีแชมป์ 4 สมัย กำลังต้องการเป็นทีมอันดับ 6 ที่ได้ชิงซูเปอร์โบวล์ พวกเขาโทรมกว่าแน่ เพราะเล่นมา 2 เกมแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีความฮึกเหิมสูงมาก โดยเฉพาะ 'เจ้าบัส' เจอโรม เบตติส ตัววิ่งที่ต้องการซูเปอร์โบวล์ก่อนเลิกเล่น ที่จะวิ่งคู่กับ วิลลี่ พาร์คเกอร์ คนหนึ่งมีลูกหนัก และอีกคนมีความเร็ว รวมทั้ง เบน โรธลิสเบอร์เกอร์ จอมทัพหนุ่มประสบการณ์ 2 ปี ยิ่งเล่นยิ่งเก๋า รวมทั้ง 2 ปีกนอก อองตวน แรนดอล เอล กับ ไฮน์ส วอร์ด และปีกใน ฮีท มิลเลอร์ ส่วนเกมรับอันดับ 4 ของลีก ที่นำโดย ทรอย พาลามาลู เซฟตี้จอมโหด

ส่วนในสายเอ็นเอฟซี ซีฮอว์คส์ ในฐานะเจ้าถิ่นต้องการเข้าชิงซูเปอร์โบวล์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้ ชอว์น อเลกซานเดอร์ กลับมาเล่นอีกครั้ง หลังเจ็บไม่หนัก รวมทั้ง แมทท์ ฮัสเซลเบค คุมเกมรุก ส่วนเกมรับก็ยังเหนียวแน่น ขณะที่ แพนเธอร์ส ดูเหมือนจะเสียหายมากกว่า กับการเสีย ดีชอว์น ฟอสเตอร์ ต้องใช้ นิค โกอิ่ง เป็นตัวจริง แต่ เจค เดลโฮลมม์ จอมทัพซีฮอว์คส์ มีประสบการณ์ในเพลย์ออฟเหนือกว่าฝั่งตรงข้าม

เกมของทั้ง 4 ทีมออกมาคล้ายกันมาก มีทั้งความเหนียวแน่น และแข็งแกร่งในเกมรับ แต่เกมรุกดูเหมือนว่าทางเอเอฟซี จะเหนือกว่าในความหลากหลายของอาวุธ

แต่อย่าลืมว่ารอบที่ผ่านมาๆ การพลิกล็อกเป็นเรื่องปกติ แล้วมาดูกันว่า ซูเปอร์โบวล์ หนนี้ จะเป็นอย่างไร

(ล้อมกรอบ - 2 / บายไลน์ - บับเบิ้ล bubble_raksuwan@hotmail.com)

ประเด็น

ตำน้ำพริกบอลไทย

เนื้อเรื่อง

ใครที่ติดตามข่าวสารในวงการฟุตบอลไทยมาช้านาน คงจะได้ยิน ข้อแก้ตัว ที่เกือบเข้าขั้นเป็นวลีอมตะนิรันดร์กาลของ สมาคมฟุตบอลไทย ว่า ไม่มีเงิน

แต่แท้จริงแล้วมาถึงนาทีนี้ รู้มั้ยครับว่าสมาคมฟุตบอลไทย ไม่ใช่ยาจก อีกต่อไปแล้ว เพราะแต่ละปีได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนเป็นหลักเฉียด ร้อยล้านบาท เลยทีเดียว

สมาคมฟุตบอลไทย เซ็นสัญญารับการสนับสนุนจาก 'เบียร์ช้าง' เป็นเงินก้อนมโหฬารถึง 300ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายให้ปีละ 30 ล้านบาทเป็นเวลา 10 ปี

นอกจากนั้นยังเพิ่งจะได้รับการสนับสนุนจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) อีกเป็นเงินถึง 60 ล้านบาท แต่จะได้รับแบบแบ่งจ่ายให้ปีละ 20 ล้านบาทเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งงบประมาณตรงนี้มาจาก โครงการ 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา

เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะได้รับงบประมาณสนับสนุนในแผน 'ยุทธศาสตร์ 4 ปีสร้างกีฬาชาติ' อีกด้วย ซึ่งเงินตรงนี้อยู่ในช่วงของการพิจารณาขออนุมัติ เลยยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าเป็นจำนวนเท่าใด แต่คาดกันว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

เบ็ดเสร็จรวมแล้วอย่างต่ำตลอด 3 ปีจากนี้ สมาคมฟุตบอลไทยน่าจะมีเงินในกระเป๋าเกือบๆ หนึ่งร้อยล้านบาทต่อปี

ถึงตรงนี้ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีเงิน แต่อยู่ที่ว่า จะใช้เงินที่มีอย่างไร เพราะการที่มีเงินก็ไม่ได้หมายความจะซื้อความสำเร็จได้เสมอไป ไม่อย่างนั้นทีมในตระกูลเศรษฐีน้ำมันหลายๆ ทีมคงได้ไปซ่าในเวทีโลกกันนานแล้ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวออกมาว่า สมาคมฟุตบอลเตรียมใช้เงินที่ได้จาก ปตท. มาต่อยอดใน โครงการสานฝันฟุตบอลโลก ที่ได้ 'เบียร์ช้าง' สนับสนุนอยู่ในขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเน้นไปที่สนับสนุนทีมชาติไทยเป็นหลัก

แนวคิดของสมาคมฟุตบอลตรงนี้จะเป็น 'วิสัยทัศน์' หรือ 'วิสัยทึบ' คงแล้วแต่ท่านๆ จะพิจารณา แต่ถ้าเอาไปเทียบเคียงแล้ววิเคราะห์ตามสูตรสากลของวงการลูกหนังโลกและปรัชญาลูกหนังที่กูรูทุกสำนักฟันธงว่า 'ลีกแข็งแกร่ง ทีมชาติแข็งแกร่ง' ก็น่าจะฟันธงได้ว่าสมาคมฟุตบอลไทย คิดผิด

ไม่มีชาติใดในโลกที่ประสบความสำเร็จในเกมลูกหนังด้วยการมุ่งเน้นไปเฉพาะที่ ยอดปลาย ตรงทีมชาติ และคงเป็นไปไม่ได้ที่ทีมฟุตบอลชาติใดจะได้ไปซ่าในเวทีโลก หากว่า รากฐานสำคัญ หรือว่าลีกของประเทศนั้นๆ ไม่เข้าข่ายคำว่า 'ฟุตบอลอาชีพ'

ประเทศที่พัฒนาทางเกมลูกหนัง ต่างมุ่งพัฒนา ฟุตบอลในบ้าน ของตัวเองให้แข็งแกร่งก่อนเสมอ เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญ ถ้ารากฐานแน่นปึ้กลีกแข็งแกร่ง ย่อมผลิตทรัพยากรป้อนสู่ทีมชาติได้แบบมีคุณภาพ

สมาคมฟุตบอลไทยเคย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ด้วยการผลาญเงินก้อนโตในโครงการสานฝันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมามาแล้ว เพราะไปเน้นที่ทีมชาติเป็นหลัก แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า และไม่เหลือโครงสร้างอะไรให้สานต่อได้เลย ทุกอย่างต้องกลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่หมด

ตัวอย่างเก่ามีให้เห็นแล้ว แต่ถ้าสมาคมฟุตบอลยังคิดแต่จะต้ำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีกครั้ง ก็คงไม่ต่างอะไรจากการ ฆ่าตัวตาย

เพราะถือเป็นการประจานวิสัยทัศน์และการบริหารงานของตัวเองให้ชาวบ้านได้เอือมระอาอีกครั้ง และน่าจะเป็นครั้งที่ไม่มีใครให้อภัยอีกแล้ว

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com