 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ข่าวต่างประเทศ (2)
ผู้นำหญิงกำลังมาแรง
เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกและกลุ่มสิทธิสตรีได้รับข่าวดี เมื่อ นางเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ นักการเมืองหญิงวัย 67 ปี เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศไลบีเรีย โดยเธอเป็นผู้นำหญิงที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของทวีปแอฟริกา
หลายฝ่ายตั้งความหวังว่า การขึ้นสู่อำนาจของเซอร์ลีฟ ซึ่งชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จะช่วยให้ไลบีเรียเข้าสู่ยุคใหม่แห่งสันติภาพและประชาธิปไตย หลังชาติในแอฟริกาตะวันตกนี้เผชิญสงครามกลางเมืองและการปกครองอย่างกดขี่นานหลายปี
ไลบีเรียเกิดสงครามกลางเมืองปี 2532-46 ประชาชนเสียชีวิต 250,000 คน โดยเป็นสงครามที่เปิดฉากโดย ชาร์ลส์ เทย์เลอร์ ประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งถูกบีบลงจากอำนาจและต้องลี้ภัยการเมืองตามแผนสันติภาพของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
เซอร์ลีฟประกาศก่อนเข้าพิธีสาบานตนว่าจะฟื้นฟูความหวังของประชาชน ซึ่งครึ่งหนึ่งชีวิตต้องจมปลักกับสงคราม
"เราจะทำให้เด็กกลับมายิ้มอีกครั้ง เราจะมอบวัยเยาว์และอนาคตให้พวกเขา"
ที่อีกมุมหนึ่งของโลก ก็มีเรื่องน่ายินดี เมื่อประเทศชิลีประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า นางมิเชลล์ บาเชเลท แห่งพรรคสังคมนิยม ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของชิลี และผู้นำหญิงคนที่ 3 ของภูมิภาคละตินอเมริกา ตามรอย ไวโอเลตตา ชามอร์โร ซึ่งปกครองนิคารากัว ปี 2533-2540 และมิเรยา มอสโคโซ ซึ่งปกครองปานามา ปี 2542-2547
บาเชเลทวัย 54 ปี ชนะศึกเลือกตั้งเหนือ นายเซบาสเตียน ปิเนรา มหาเศรษฐีพันล้านจากพรรคแนวอนุรักษนิยม ในการหย่อนบัตรเมื่อวันที่ 15 มกราคม ชัยชนะของเธอทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแนวกลาง-ซ้าย ที่บริหารชิลีนับตั้งแต่นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ อดีตผู้นำเผด็จการถูกโค่นล้มเมื่อปี 2533 สามารถบริหารประเทศต่อไป
ชัยชนะของบาเชเลทไม่ใช่เรื่องเกินคาด โดยนักการเมืองหญิงที่เลี้ยงบุตร 3 คนตามลำพังนี้ เคยฝากฝีมือระหว่างเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม จนได้รับการยอมรับทั่วประเทศ จากความสามารถประสานรอยร้าวระหว่างฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารที่มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเผด็จการ
ก่อนหน้านี้ บาเชเลทยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขคนแรกของชิลี ก่อนได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนแรกของประเทศ ส่วนการได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกครั้งนี้ เธอกล่าวว่า ย่อมมีความหมายอย่างมากกับผู้หญิงทั่วโลก
"ฉันทำงาน ดูแลบ้าน และส่งลูกไปโรงเรียน แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็เป็นชาวชิลีที่รู้สึกถึงเสียงเรียกร้องให้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและทำงานรับใช้สังคม"
อดีตของบาเชเลททำให้เธอได้รับความเห็นใจไม่น้อย โดยบิดาของเธอ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดี ซัลวาดอร์ อัลเลนเด ที่ปิโนเชต์ก่อเหตุยึดอำนาจเมื่อปี 2516 ถูกทรมานจนเสียชีวิตในคุก ส่วนบาเชเลทและมารดาถูกขังที่ศูนย์ทรมานนักโทษวิลลา กริมัลดี เมื่อปี 2518 นาน 2 สัปดาห์ ก่อนหลบหนีไปออสเตรเลีย และเยอรมนีตะวันออก
นางเบเชเลท ให้คำมั่นว่าจะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีริคาร์โด ลากอส ซึ่งกำลังพ้นตำแหน่ง ผ่านการผลักดันนโยบายตลาดเสรี ปรับปรุงระบบสาธารณสุข การเคหะ และการศึกษา และปฏิรูประบบประกันสังคม
การชนะเลือกตั้งของเซอร์ลีฟ และบาเชเลท สะท้อนว่า โลกกำลังมีผู้นำหญิงเพิ่มขึ้น หลังจากเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ชาวเยอรมนีสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเลือก นางแองเจลา เมอร์เคล ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน คริสเตียน เดโมแครต (ซีดียู) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ โดยเมอร์เคิลสามารถเอาชนะนายกรัฐมนตรีเกอร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ หัวหน้าพรรคโซเชียล เดโมแครต (เอสพีดี) ซึ่งต้องการอยู่ในตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3
กระแสยอมรับผู้นำหญิง ยังมีให้เห็นในชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ เมื่อกัลลัป โพลล์ เผยผลสำรวจความเห็นล่าสุด ชี้ว่า ชาวอเมริกัน 70% ยอมรับว่าอาจเลือกผู้หญิงเป็นผู้นำในปี 2551
นางลอรา บุช สุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐ เคยกล่าวระหว่างร่วมพิธีสาบานตนของเซอร์ลีฟว่า สหรัฐอาจมีผู้นำหญิงคนแรกในเร็วๆ นี้
"ฉันคิดว่าต้องเกิดขึ้นแน่ และอาจเกิดในการเลือกตั้งสมัยหน้า"
ความเห็นดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูง หลังจากชาวอเมริกันเริ่มพูดถึงศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยหน้า ซึ่งตรงกับปี 2551 ระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐ วัย 57 ปี ซึ่งปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิกรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต กับ ดร.คอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐ
ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายชนะ แต่ชาวอเมริกันจะได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ
|
|
|
|
|
|
|
|