 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ข่าวต่างประเทศ
คดีฉาวล็อบบี้ยิสต์ ด้านมืดการเมืองมะกัน
ออตโต วอน บิสมาร์ค รัฐบุรุษเยอรมัน เคยนำกฎหมายไปเปรียบเทียบกับไส้กรอก ว่าคงเป็นการดีกว่ามากหากไม่เห็นกระบวนการผลิต ล่วงมาถึงปัจจุบัน คนอเมริกันอาจตระหนักดีถึงการเปรียบเปรยนี้ เพราะกำลังได้เห็นสิ่งที่พวกเขายากจะยอมรับ ในเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองครั้งใหญ่
การตกจากสวรรค์ของนักล็อบบี้ยิสต์คนดัง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การสำรวจความเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่สงสัยว่ามีการคอร์รัปชันในวงกว้างในกรุงวอชิงตันดีซี
ล็อบบี้ยิสต์ที่ตกเป็นข่าว คือนายแจค อบรามอฟฟ์ ซึ่งสารภาพผิดต่อศาลในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ฉ้อโกง และเลี่ยงภาษี ในคดีที่อาจกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวคอร์รัปชันทางการเมืองครั้งใหญ่สุดในรอบหลายสิบปีของสหรัฐ การยอมรับสารภาพมีขึ้นหลังการเจรจาต่อรองหลายวันระหว่างคณะทนายความของนายอบรามอฟฟ์และอัยการ ทั้งยังปูทางไปสู่การที่เขาจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนที่อาจโยงใยไปถึงสมาชิกรัฐสภาทรงอิทธิพล รวมถึงนายทอม เดอเลย์ อดีตผู้นำเสียงข้างมากพรรครีพับลิกันในสภาล่าง ซึ่งต้องออกจากตำแหน่งหลังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน
นายอบรามอฟฟ์อาจถูกตัดสินจำคุกถึง 30 ปี และชดใช้ค่าเสียหาย 25 ล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าเขาจะได้ลดหย่อนแลกเปลี่ยนกับการขึ้นให้การปรักปรำอดีตสมาชิกสภาและคนสนิท การกระทำดังกล่าวอาจสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแวดวงการเมืองในปีแห่งการเลือกตั้งกลางเทอม โดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา น่าจะได้รับผลกระทบมากสุด เพราะมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายอบรามอฟฟ์ ขณะที่พรรคเดโมแครต ซึ่งมีเสียงข้างน้อย ตั้งใจจะหยิบยกเรื่องจริยธรรม เป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง
ข้อหาสุดฉาว
เอกสารของศาลกล่าวหานายอบรามอฟฟ์และพวกว่าสมคบกับให้ เสนอ และสัญญาจะให้ของมีค่า รวมถึงเงิน อาหาร การท่องเที่ยว และบันเทิง แก่เจ้าหน้าที่รัฐ หวังสร้างอิทธิพลแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงในการทำการบางอย่าง ในกรณีหนึ่งมีรายงานว่าเขาจ่ายเงิน 50,000 ดอลลาร์แก่ภรรยาของผู้ช่วยคนหนึ่งของสมาชิกสภา เพื่อให้ช่วยยับยั้งร่างกฎหมายการพนันทางอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าของเขา โดยผู้ช่วยคนนี้ทำงานให้นายเดอเลย์
นอกจากนั้น นายอบรามอฟฟ์ยังให้การขัดกับ ส.ส.บ็อบ เนย์ จากพรรครีพับลิกัน ด้วยการยอมรับว่านายเนย์ไปตีกอล์ฟที่สกอตแลนด์เมื่อปี 2545 โดยทราบดีว่าลูกค้าชาวอินเดียนของนายอบรามอฟฟ์ ควักกระเป๋าจ่ายค่าเดินทางให้ทั้งหมด ทั้งยังมีเรื่องที่นายอบรามอฟฟ์ไปชักชวนจนบริษัทโทรศัพท์ไร้สายแห่งหนึ่งจ่ายเงินมาให้ 50,000 ดอลลาร์ และไปเจรจากับนายเนย์จนยอมตกลงจะผลักดันใบสมัครติดตั้งโครงสร้างโทรศัพท์ไร้สายของบริษัทรายนี้ ให้ผ่านสภาผู้แทนฯ
นอกจากติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว นายอบรามอฟฟ์ซึ่งทำหน้าที่ตัวแทนให้ชนเผ่าอินเดียน ยังยอมรับว่าฉ้อโกงเงินจากชนเผ่าอินเดียน 4 เผ่า รวมถึงลูกค้าคนอื่นๆ ทั้งยังรับสินบนหลายล้านดอลลาร์จากอดีตหุ้นส่วนธุรกิจ นำเงินการกุศลไปใช้ในทางที่ผิด และไม่จ่ายภาษีเงินได้
อัยการระบุว่า นายอบรามอฟฟ์กล้าถึงขนาดไปรับเงินมาจากลูกค้ารายหนึ่ง พร้อมสัญญาว่าจะช่วยเหลือ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขากำลังทำงานให้ลูกค้าอีกคนหนึ่ง และช่วยให้ลูกค้าคนนี้ชนะลูกค้าอีกรายหนึ่ง โดยลูกค้าทั้งสองกลุ่มนี้เป็นชนเผ่าอินเดียนจากรัฐเท็กซัสและลุยเซียนา ซึ่งกำลังขับเคี่ยวกันเรื่องกาสิโน
นอกจากทำหน้าที่ล็อบบี้ในสภาแล้ว นายอบรามอฟฟ์ยังระดมเงินให้การรณรงค์หาเสียงสมัยสองของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ จนได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกในการหาเสียง
อบรามอฟฟ์ขึ้นชื่อว่าเป็นนักล็อบบี้ยิสต์ที่มีเส้นสายดี สามารถเรียกค่าธรรมเนียมได้แทบไม่จำกัด ครั้งหนึ่งชนเผ่าอินเดียนในลุยเซียนา เคยจ่ายให้นายอบรามอฟฟ์ และนายไมเคิล สแกนลอน อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของเขา เป็นเงินกว่า 30 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลากว่า 26 เดือน
เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม คาดจะได้หลักฐานมากมายจากอีเมลและสมบัติในครอบครองของนายอบรามอฟฟ์ ซึ่งเชื่อว่าพัวพันไปถึงสมาชิกสภาและผู้ช่วย 20 คน แม้ขอบเขตของการสอบสวนการติดสินบนครั้งนี้ยังไม่ชัดเจน แต่ที่ปรึกษาทางการเมืองและนักวิเคราะห์บางคนนำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับธนาคารในสภาล่างเมื่อปี 2535 ที่ทำให้สมาชิกสภา 77 คนต้องออกจากหน้าที่
โฉมหน้าอุตสาหกรรมล็อบบี้
กรณีของอบรามอฟฟ์ ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของอุตสาหกรรมล็อบบี้ที่มีเงินหมุนเวียนปีละ 2,100 ล้านดอลลาร์
สมาชิกสภาสหรัฐทุกคน จะมีนักล็อบบี้ยิสต์ประมาณ 50 คนคอยพยายามเข้ามาโน้มน้าวให้สมาชิกสภาเหล่านี้โอนเอียงไปทางลูกค้าของตนเอง ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงเกษตรกร และชนเผ่าอินเดียน
ขณะที่กรณีของนายทอม เดอเลย์ อดีตผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันวาระของบุชให้ผ่านสภา เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ของผู้คนในแวดวงนี้ โดยนายเดอเลย์ ช่วยริเริ่มโครงการ 'ถนนสายเค' เพื่อขยายอิทธิพลของพรรครีพับลิกันในหมู่นักล็อบบี้ยิสต์ หวังจะนำพาพรรคกลับไปครอบครองสภาเหมือนสมัยปี 2537
โครงการที่ตั้งชื่อตามถนนสายหนึ่งในวอชิงตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบรรดาบริษัทล็อบบี้ยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายที่การกดดันบริษัทล็อบบี้ให้จ้างพนักงานที่มีใจเป็นรีพับลิกัน แลกเปลี่ยนกับการป้อนงานให้มากมาย โดยนักล็อบบี้ยิสต์ของพรรครีพับลิกันนั้น ได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยหาเงินเข้าพรรค
ทั้งนี้ นักล็อบบี้ยิสต์หลายคนก็คือสมาชิกสภานั่นเอง เมื่อหมดหน้าที่ในสภาลง คนเหล่านี้ก็อาศัยเส้นสายและชื่อเสียงของตัวเอง เพื่อให้ได้ทำงานกับบริษัทล็อบบี้
"นักล็อบบี้ยิสต์รับเงินมาเพื่อทำสิ่งหนึ่ง นั่นคือ เข้าไปมีอิทธิพลต่อร่างกฎหมายและกฎระเบียบ อุตสาหกรรมล็อบบี้ทุกวันนี้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น และทรงอิทธิพลมากกว่าในอดีต ถึงขั้นที่จริงๆ แล้วนักล็อบบี้ยิสต์บางคนคือผู้ที่ร่างกฎหมาย" อเลกซ์ นอตต์ แห่งกลุ่มวอชท์ดอก ศูนย์คุณธรรมประชาชน ระบุ
เรียกศรัทธาคืน
การล็อบบี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายในสหรัฐ จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญสหรัฐได้เขียนสิทธิในเรื่องนี้ไว้ แต่นักล็อบบี้ยิสต์วิตกว่าคดีของอบรามอฟฟ์ และเรื่องอื้อฉาวทางจริยธรรมอื่นๆ อาจทำให้อาชีพของพวกเขามัวหมอง
"เราทุกคนที่ทำอาชีพนี้ ถูกประชาชนรังเกียจ" พอล มิลเลอร์ ประธานสันนิบาตนักล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน ระบุ เขาและนักล็อบบี้ยิสต์คนอื่นพยายามลบภาพลักษณ์ที่สาธารณชนมีต่ออาชีพนี้ว่าเกี่ยวกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่ในห้องด้านหลังที่เต็มไปด้วยควันซิการ์
มิลเลอร์กล่าวว่า นักล็อบบี้ยิสต์คือผู้ให้บริการแก่สมาชิกสภา ในแง่ของการช่วยเหลือด้านความชำนาญ ประเด็นการวิจัย และการนำเสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม คดีของนายอบรามอฟฟ์น่าจะส่งผลต่อเนื่องตามมา เพราะสมาชิกสภาจะต้องกระหายที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ถูกควบคุมจากกลุ่มผลประโยชน์ใดเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงมีการยื่นข้อเสนอมากมายให้เปลี่ยนแปลงกฎล็อบบี้ยิสต์ในสภา ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยบังคับใช้กันอย่างเข้มงวด
สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่าง กำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาทิ การห้ามสมาชิกสภาเดินทางโดยมีเอกชนเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย ขณะที่ ส.ว.จอห์น แมคเคน จากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายเพิ่มความโปร่งใสให้แก่การทำงานของนักล็อบบี้ยิสต์และสมาชิกสภา ด้วยการกำหนดให้นักล็อบบี้ยิสต์รายงานกรณีให้ของกำนัลราคามากกว่า 20 ดอลลาร์ ส่วนสมาชิกสภาและคนสนิทต้องจ่ายเงินเองกรณีใช้เครื่องบินส่วนตัว หรือไปเล่นกีฬา หรือกิจกรรมเพื่อความบันเทิง
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเรียกศรัทธาคืนจากประชาชน หลังจากการสำรวจความเห็นของประชาชนพบว่า 44% ของคนอเมริกันคิดว่าสมาชิกสภาไม่ซื่อสัตย์มากกว่าคนทั่วไป และคนอเมริกัน 9 ใน 10 คนเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายสำหรับนักล็อบบี้ยิสต์ในการออกค่าเดินทาง หรือให้ของมีค่าแก่สมาชิกสภา
|
|
|
|
|
|
|
|