 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
กะเทาะหุ้น / สุนันท์ ศรีจันทรา
ไออีซี...หุ้นเดิมพันเก้าอี้ 'กิตติรัตน์'
บ่ายวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดแถลงข่าวด่วนถึงการตรวจสอบการซื้อขายหุ้น บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ไออีซี) และการสั่งพักซื้อขายหุ้น 5 วัน หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายการสร้างราคา โดยมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 30 คน
การประกาศพักการซื้อขายหุ้นไออีซี มีผลทำให้หุ้นเก็งกำไรนับสิบบริษัท ซึ่งมีพฤติกรรมการสร้างราคาในลักษณะคล้ายกัน และอาจจะเกิดจากฝีมือคนกลุ่มเดียวกันตกรูดกันยกแผง
หุ้นไออีซีถูกจัดเป็นหัวขบวนของหุ้นเก็งกำไร หรือหุ้นที่มีพฤติกรรมการปั่นราคา และมีข่าวว่านักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยตลอดปี 2548 ราคาทะยานขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกับการปล่อยข่าวลือและการสร้างข่าวดีสนับสนุน
เมื่อสิ้นปี 2547 ราคาหุ้นไออีซี ปิดที่ราคาเพียง 78 สตางค์ แต่สิ้นปี 2548 ราคาพุ่งขึ้นมาปิดที่ 4.88 บาท โดยช่วงเวลาเพียง 1 ปี ราคาเพิ่มขึ้น 4.10 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว และช่วง 2 สัปดาห์แรกของปีใหม่ ราคาหุ้นยังร้อนแรงไม่เลิก ก่อนจะปิดล่าสุดที่ 7.40 บาท ทั้งที่ผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง มียอดขาดทุนสะสมสูง
เส้นทางความเคลื่อนไหวของหุ้นไออีซี ไม่แตกต่างจากหุ้นในกลุ่มรีแฮปโก้ หรือกลุ่มฟื้นฟูกิจการอีกหลายๆ แห่ง โดยบริษัทเคยประสบปัญหาด้านฐานะการเงิน จนต้องปรับโครงสร้างทางการเงิน เปลี่ยนกลุ่มผู้ถือหุ้นและกลุ่มผู้บริหารใหม่
แต่เมื่อเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารใหม่แล้ว จะมีการสร้างข่าวกระตุ้นราคาหุ้นอย่างเป็นกระบวนการ ทั้งข่าวที่เกิดจากผู้บริหารบริษัท และการปล่อยข่าวลือ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหุ้น บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด หุ้นบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด หุ้นบริษัท อกริเพียวโฮลดิ้ง จำกัด หรือหุ้นบริษัท บีเอ็นที
ตลาดหลักทรัพย์เฝ้าจับตาหุ้นไออีซีมาตั้งแต่กลางปี 2548 และมีการขึ้นเครื่องหมายพักการซื้อขายหุ้นหลายครั้ง สั่งให้ผู้บริหารบริษัทชี้แจงข้อมูลการเพิ่มทุน ข้อมูลการลงทุน หรือแม้แต่การชี้แจงการสร้างข่าวแนวโน้มผลกำไรกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ 'ไออีซี' ก็ไม่หยุดที่จะสร้างข่าวที่คลุมเครือ และมีผลในเชิงกระตุ้นราคาหุ้น
มาตรการดับความร้อนแรงของหุ้นไออีซี ตลาดหลักทรัพย์นำมาใช้อย่างถี่ยิบ โดยสั่งห้ามซื้อด้วยมาร์จิ้นและห้ามซื้อขายในระบบเน็ทเซทเทิลเม้นท์ หรือซื้อขายหักลบกลบค่าหุ้นภายในวันเดียว แต่ชะลอความร้อนแรงของหุ้นไออีซีได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น
จนในที่สุด นายกิตติรัตน์ จึงต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด โดยสั่งพักการซื้อขาย และรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สอบสวนพิจารณากล่าวโทษกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังปั่นหุ้นไออีซี จากราคาเพียงกี่สิบสตางค์ พุ่งขึ้นมาถึงเกือบ 8 บาท หรือพุ่งขึ้นมาเกือบ 1,000% เพียงช่วงระยะเวลา 1 ปีกับอีกไม่ถึง 1 เดือน
คำสั่งพักการซื้อขายหุ้นไออีซี และตรวจสอบรวบรวมข้อมูลการซื้อขาย เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังปั่นหุ้นไออีซี เป็นการประกาศจับตายหุ้นตัวนี้ และถือเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น
เพราะการปั่นหุ้นไออีซี มีลักษณะท้าทายอำนาจของตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานรองรับแต่อย่างใด แต่มีความพยายามสร้างข่าวและปล่อยข่าว จนราคาหุ้นวิ่งไม่หยุด ซึ่งหากนายกิตติรัตน์ไม่ตัดสินใจปิดเกมเสียก่อน นักลงทุนรายย่อย ก็อาจย่อยยับในภายหลัง เช่นเดียวกับที่เคยย่อยยับจากหุ้น 'ปิคนิค' ของกลุ่มลาภวิสุทธิสิน หรือหุ้นบริษัท แนเชอรัลพาร์ค มาแล้ว
แต่ปัญหาของนายกิตติรัตน์ คือ จะรวบรวมหลักฐาน เพื่อกระชากหน้ากากกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการปั่นหุ้นไออีซีได้หรือไม่ และจะสาวลึกได้ถึงตัวนักการเมืองที่เข้ามาเอี่ยวได้หรือไม่
ประเดิมปีจอ ตลาดหุ้นก็ร้อนขึ้นมาแล้ว ร้อนทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งขึ้น และร้อนทั้งมาตรการปราบหุ้นปั่น โดยมีหุ้นไออีซีสังเวยเป็นตัวแรก แต่หุ้นที่มีพฤติกรรมปั่นสายพันธุ์เดียวกันกับหุ้นไออีซี ยังมีอีกนับสิบบริษัท และเกือบทุกบริษัทมีนักการเมืองเข้ามาป้วนเปี้ยนร่วมขบวนการอยู่ด้วย
คำถามคือ นายกิตติรัตน์จะกวาดล้างขบวนการปั่นหุ้นได้ขนาดไหน โดยเฉพาะหุ้นปั่นที่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
แต่การประกาศจับตายหุ้นไออีซี คงเป็นคำตอบได้ว่า นายกิตติรัตน์พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าชนกับกลุ่มทุรชนที่อาศัยตลาดหุ้นเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ พร้อมจะเดิมพันตำแหน่งตัวเองกับการปราบหุ้นปั่น
งานขั้นต่อไปของนายกิตติรัตน์ คือ การหาหลักฐานมัดกลุ่มคนประมาณ 30 คนที่ปั่นหุ้นไออีซี และต้องหาให้ได้ เพราะถ้าไม่สามารถเล่นงานกลุ่มคนที่เล่นปาหี่หุ้นไออีซีได้ นายกิตติรัตน์ไม่เพียงล้มเหลวในการปราบหุ้นปั่นเท่านั้น แต่จะถูกเยาะเย้ยถากถางจากขบวนการปั่นหุ้นไออีซี
เพราะปั่นหุ้นเห็นกันจะจะคาตา แต่นายกิตติรัตน์ไม่สามารถทำอะไรได้
การนำเอาตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ไปวางเดิมพันกับหุ้นบริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด หรือหุ้นเบียร์ช้าง พูดตรงๆ แล้ว เป็นสิ่งไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
หุ้นเบียร์ช้างจะเข้าตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่ ไม่มีความจำเป็นใดที่นายกิตติรัตน์ต้องเป็นเดือดเป็นร้อน จนถึงนั่งอยู่ในตำแหน่งต่อไปไม่ได้
แต่ถ้านายกิตติรัตน์วางเดิมพันตำแหน่งกับหุ้นปั่น อันนี้ถึงมีคุณค่าและสาระ น่าสรรเสริญเชิดชูมากกว่า
เบียร์ช้างจะขึ้นช้างลงม้า จะเข้าตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นสิงคโปร์ คุณกิตติรัตน์อย่าไปเสียหัวเลย หันมาทุ่มเทกับการกำจัดขบวนการปั่นหุ้นที่จ้องสูบเลือดสูบเนื้อนักลงทุนรายย่อยดีกว่า
ประเดิมที่หุ้นไออีซีนี่แหละ วางเดิมพันไปเลย งานนี้ 'กิตติรัตน์' จะเชือดไก่ให้ลิงดูกันสักตัว
|
|
|
|
|
|
|
|