 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
สัมภาษณ์พิเศษ / พงษ์เทพ
เพลง เพื่อน และพลังแห่งความดี สุขวันนี้ของ หมู-พงษ์เทพ
"การมีเพื่อนไม่ต้องมีเป็นร้อยเป็นพันคนหรอก มีสักสอง-สามคน แต่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ก็เพียงพอต่อการมีเพื่อนละ"
เป็นบทสรุปคำว่า 'เพื่อน' ของศิลปินคนโคราช พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ผ่านไมล์ชีวิตหลักที่ 50 มาแล้ว
ยิ่งวันนี้เพื่อนที่รักที่สุดคนหนึ่ง อย่าง ตี้ กรรมาชน หรือ กิติพงษ์ บุญประสิทธิ์ จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เพื่อนที่เหลืออยู่คนนี้ จึงขอจับมือเพื่อนพ้องน้องพี่อีกหลายคน ร่วมกันสานฝันของเพื่อนต่ออย่างเต็มใจ แต่ก็ขออยู่บนหลักการ 'มีอะไรให้ได้ ก็ให้ทั้งหมด' และ 'ทำเท่าที่ทำได้'
สิ่งสำคัญเวลานี้จึงเป็นเรื่องการระดมทุน เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ ได้เรียนจนจบชั้น ม.3 เป็นคนดี และมีวิชาชีพติดตัวต่อไป
คอนเสิร์ต 'ความใฝ่ฝันแสนงาม' และ งานร้อยใจ ร้อยวัน สานฝัน ตี้ กรรมาชน จึงเกิดขึ้น ในวันที่ 28 มกราคม 2549 นี้ ที่หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ หวังจะนำรายได้ทุกบาททุกสตางค์ไปสานต่อความฝันของตี้ ตามโครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิด ให้สำเร็จจงได้
บนเวทีนี้ พงษ์เทพ นอกจากจะงดคอนเสิร์ต (ส่วนตัว) ที่ไร่ดอกเหงื่อ ที่เคยมีขึ้นในเดือนธันวาคมทุกปีแล้ว
ยังขอนำ 'บทเพลงใหม่' มาร้องให้ฟังเป็นพิเศษด้วย เพื่อเป็นสิ่งระลึกถึงเพื่อนดีๆ ที่ยังไม่เคยเล่นที่ไหน
ใหม่เอี่ยมชนิดที่ว่า เพิ่งเสร็จจากห้องอัดหมาดๆ และยังไม่ได้ตั้งชื่ออัลบั้มเลย!!
แม้พงษ์เทพจะมีงานคอนเสิร์ตใหญ่ทุกปีก็ตามที แต่ถ้านับอัลบั้มใหม่ที่เป็นเพลงใหม่ล้วนๆ นั้น ถือว่า ห่างหายไปถึง 5 ปี เลยทีเดียว คราวนี้คงถูกใจแฟนเพลงเสียที
"28 มกราคม จะเป็นวันแรกที่ร้องเพลงใหม่ เป็นการระลึกถึงเพื่อนที่ดีที่เป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลงด้วยกัน ใครอยากฟังต้องไปวันนั้นเลย ห้าปีแล้วที่ผมไม่เคยทำเพลงใหม่เลย แต่วันนั้นจะร้องพิเศษสำหรับเขา"
ถ้าเป็นไปได้ น้าหมู-พงษ์เทพ บอกว่า อยากจะร้องให้ฟังสักสิบเพลง หรือสรุปก็คือ เพลงใหม่ทั้งอัลบั้ม นั่นเอง
เพื่อเพื่อนแล้ว น้อยกว่านี้ได้อย่างไรกัน!!
พร้อมบอกด้วยว่า คอนเสิร์ตนี้จะไม่มีน้ำตาแห่งความเศร้าเด็ดขาด
จะมีแต่การสร้างพลังให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า 'เพื่อคนดี' ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการเติมพลังให้แก่จิตวิญญาณที่ท้อแท้เหนื่อยล้า ให้ชุมชื่นด้วยเรื่องราวของคนดีอีกด้วย
"เหมือนกับได้เยียวยาด้วย บางท่านอาจจะกรำงานหนัก ท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย หรืออ่อนล้า ซึมเศร้า พอพูดถึงตี้แล้วรู้สึกสดชื่น เหมือนได้รับน้ำเกลือถุงใหญ่ๆ ที่มีน้ำดีอยู่ในถุงนั้นแล้วไหลเข้าไปในเส้นเลือด จิตวิญญาณ"
แม้จะต้องจัดการทั้งเรื่องเพลงใหม่ และคอนเสิร์ตครั้งพิเศษนี้ แต่ หมู-พงษ์เทพ ก็ถือว่าไม่มากมายเลย สำหรับภารกิจเพื่อเพื่อนครั้งนี้!!
0 ก่อนอื่นอยากให้ขยายความคำว่า 'คนดี-ความดี' ซึ่งเป็นคอนเซปต์หลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้
โดยบุคลิกของตี้ตั้งแต่ที่คบกันมา หลายปีมากเลย สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ เขาเป็นคนใจดี ให้กับคน ยิ้มตลอด กับเพื่อนก็ยิ้ม กับลูกหลานก็ยิ้ม แล้วพยายามให้พลังใจคน เห็นใครก็ช่าง เขาให้กำลังใจหมดเลย แม้แต่เพลง ก็ให้กำลังใจคน คือเป็นคนดี เป็นทั้งหมอที่ดี ครู เจ้าของที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี แล้วแต่งเพลงดีด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ทำให้คนที่อยู่ใกล้ชิดเขา อย่างเราเปลี่ยนไปด้วย
คือผมเป็นคนวู่วาม ใจร้อน อาจจะเป็นคนปากโพล่ง แต่อยู่กับเขาแล้วนี่สบายใจ จะคุยอะไรก็ได้ แล้วจะไม่กล้าพูดดัง พูดแรง จะคุยแบบ "ตี้เราว่าอย่างนั้นอย่างนี้นะ" พูดจาภาษากวีกัน
ตรงนี้ทำให้เห็นชัดว่า พลังความดี มันสามารถครอบคลุม หรือสะกดคนที่ร้อนรุ่มคนที่บุ่มบ่ามได้สบายๆ แล้วผมอยู่กับเขา ผมก็ไม่โวยวาย เรียบร้อย คุยแบบรักมากเลย กินไวน์ด้วยกันจะรินให้กัน ผมรินให้เขา เขารินให้ผมบ้าง ทั้งที่รู้จักกันมานานเป็นยี่สิบ แต่ยังเหมือนให้เกียรติกันตลอดเวลา เป็นคนดีจริงๆ
ตรงนี้ผมเลยคิดว่า คอนเซปต์ของความดีสมัยนี้ มันไม่ค่อยถูกเชิดชูมาให้ชัดเจน จะมีแต่การแก่งแย่ง สมัยนี้มีแต่จะสอนให้คนทะเยอทะยานขึ้นไปสู่ความเป็นหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดถึงความเป็นหนึ่งโดยวิธีการใด
เราควรพูดถึงความเป็นหนึ่งโดยวิธีการที่ดี สร้างเรื่องที่ดี หรือไต่เต้าในลักษณะที่ดีไม่ใช่เหยียบหรือทำร้ายแก่งแย่งกันขึ้นไป แต่ต้องไปสู่ความเป็นเลิศด้วยบันไดแห่งความดี ถึงจะมั่นคงยืนยาว เสียดายที่ทุกวันนี้พูดแต่เป้าหมาย แต่ไม่พูดถึงวิธีการ
ทีนี้คิดดูนะว่า วันที่ตี้เขาป่วย ที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลศิริราชไม่มีที่ยืนเลย ที่นั่งตามบันไดตามลิฟต์คนเต็มไปหมด คือคนดีน่ะ ไม่ต้องบอกกันเลย มีแต่โทรศัพท์กดเพจไปครั้งเดียว ก็บอกต่อๆ กันไปทั่ว
พอวันที่เขาเสียชีวิตวันเผา ผู้คนก็มาวางดอกไม้จันท์เป็นหมื่น จนแทบขึ้นเมรุไม่ได้ ทั้งพระ แม่ครัว ที่วัดยังตกใจว่าเขาเป็นใคร ทำไมคนมาเยอะ ทั้งรัฐมนตรี นักธุรกิจ ชาวบ้านก็มา ผมก็เลยบอกว่า เขาเป็นคนดี คนถึงมาเยอะไง
0 จากภาพความทรงจำดีๆ จะมาเป็นภาพในงานยังไงบ้าง
จากสิ่งที่เป็นความดี ผมก็คุยกับนิด (นิตยา บุญประสิทธิ์) กับเพื่อนๆ ว่า คอนเสิร์ตน่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่รูปร่างดีๆ สวยๆ นิ่งๆ สบายๆ มาแล้วก็พูดเรื่องดีๆ พูดถึงสิ่งที่ดี ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องไปเคียดแค้นชิงชัง หรือเป็นสิ่งที่กระโชกโฮกฮาก มันจะเป็นเรื่องที่น่าจะเหมือนกับ 'น้ำเกลือ' นะ ถ้าคนป่วยจะได้รับน้ำเกลือ แต่ถ้าคนป่วยทางจิตวิญญาณก็จะได้รับน้ำดี น้ำของจิตวิญญาณที่ดี คนจะได้ไปเติมน้ำดีให้มีพลังกลับมา
ผมเชื่อว่า หลายคนในสังคมปัจจุบันก็หนักหน่วง สาหัสสากรรจ์ต้องดิ้นรน บางคนก็เจ็บปวดถูกทำร้ายทางสังคม บางคนก็กำลังบากบั่น บางคนกำลังทรุดโทรมก็เยอะ ตรงนี้ผมคิดว่า คอนเสิร์ตจึงน่าจะให้พลังแห่งความดีไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณได้บ้าง คงไม่มากนัก อาจจะแค่ชั่วข้ามคืน ก็ยังดี
0 การมารับดูแลเด็กๆ ให้เพื่อนต่อครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความผูกพันที่เป็นมายาวนานแค่ไหน
ผมกับตี้จะสนิทกันมากๆ ตอนเข้าป่า 6 ตุลา (2519) นะ แล้วก็สนิทกันยาวเลยทีนี้ พอเราไปอยู่ในป่าในเขา จนกระทั่งสุดท้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่านนี่ มีมิตรสหายที่เป็นคนชนชาติที่เป็นทั้งม้งทั้งลัวะ ตอนนั้นเขาเป็นทหารเด็กๆ เขาจะดูแลหน่วยศิลปิน แบกของแบกเครื่องดนตรีให้ ทำที่พักหุงหาอาหารให้เรากิน เหมือนกับเป็นทหารมาช่วยดูแลช่วยชีวิตเรา เพื่อจะได้สะดวกต่อการทำเพลง
พอเรื่องสงครามในป่ามันหมดไปแล้ว ทหารพวกนี้เขาโต เขาก็ยังอยู่บนเขาเหมือนเดิม แล้วเขาก็มีลูกเหล่านี้ แล้วตี้เขาไปเจอว่า สหายมีลูกเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือก็รู้สึกถึงบุญคุณที่เขาเคยดูแลพวกเรา จิตใจเขาก็อยากช่วยเหลือ เขาก็ไปปรึกษาผมที่ไร่ ผมก็บอกว่าหนักมากนะตี้นะ เฉพาะลูกเราก็เยอะแล้วนะ แต่เขาอยากทำ เราก็ไม่ขัด "อยากทำก็เชิญ คุณลุยเลย มีอะไรให้ช่วยก็บอกผมแล้วกัน" ก็ทำมา ก็ทำดี เพราะเขาทุ่มเทเต็มที่ทั้งกายใจ
พอเขาจากไป ถ้าปล่อยตรงนี้ไว้ก็ไม่รู้จะไปต่อยังไง ก็ต้องมาคุยกันว่า อีกปีครึ่งที่เด็กจะจบจากที่นี่ จะดูแลกันยังไง แล้วเด็กกำลังโตด้วย ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ก็คุยกันว่าเอาละทำยังไงได้ล่ะ ต้องช่วยกันไป ทั้งเพื่อนฝูงมิตรสหายต่างๆ ในป่า ผมว่านี่คือพลังของคนดี ทุกคนอยากช่วยหมดเลย
อีกอย่างพวกมิตรสหายเรา พอกลับมาจากป่าแต่ละคนก็มีฐานะพอสมควร หมายถึง ฐานะทางสังคมที่อยู่ได้ ผมเองก็แต่งเพลงได้และมีชื่อเสียงบ้าง ก็เลยคิดว่า เอาละ เมื่อมันตกค้างมากันขนาดนี้แล้วนี่ ถ้าเราไม่รับดูแลต่อจะทำยังไง
อันที่จริงมันเป็นเหมือนสังหรณ์ใจที่โรงพยาบาลนะ คุยกับเพื่อนแล้วว่า คงจะยากนอกจากปาฎิหาริย์เท่านั้น เราก็เลยเขียนลงในสมุดบันทึกว่า "ไม่ต้องห่วง หลับให้สบาย เราจะดูแลเด็กให้" คืออยากให้เขาสบายใจ จะได้หลับตาสบายๆ อาจจะไปเกิดเป็นดวงดาวสักดวงไม่ต้องมาเป็นมนุษย์อีกแล้ว เป็นเทพไปแล้ว
พอเขียนตรงนั้นไป มันก็เลยต้องมาผูกพัน ต้องมารับเรื่องต่อ ทั้งๆ ที่เคยห้ามแล้วนะว่า อย่านะ มันเยอะ ถ้าแกตายก่อนทำไงวะ พูดเล่นกัน
ตั้งแต่ตี้ไป ก็เลยมีเพื่อนฝูงมิตรสหายมาช่วยกัน ให้เพื่อนที่ดีไปสู่ดวงดาวเถิด "สิ่งที่เราทำได้เท่าที่เราทำได้นะ" ก็บอกกับทุกคนว่าไม่เครียดนะ เครียดแล้วตายอีก ยุ่งอีก จบก่อนค่อยตายนะ เดี๋ยวยุ่งกันหมด
0 เตรียมใจกับการดูแลเด็กๆ แค่ไหน
ก็ทุ่มเทให้เท่าที่ทำได้นี่แหละ ตอนแรกผมจะมีคอนเสิร์ตส่วนตัวทุกปี ในเดือนธันวาคม ทีนี้มาประชุมกันแล้ว ก็เลยยกเลิกคอนเสิร์ตของผมเอาคิวมาให้ทางนี้ ก็ขอเชิญแฟนเพลงประจำของผมมาทางนี้แทน "มีอะไรให้ได้ ก็ให้ทั้งหมด" ในช่วงนี้ ระบบระเบียบจะได้เริ่มต้นกันใหม่
พอหมดคอนเสิร์ตนี้แล้ว ก็จะได้มาวางหลักการว่า เงินก้อนนี้จะทำอะไรกัน จะเลี้ยงดูกันยังไงก็ว่ากันไป แต่ว่า จะไม่ให้เป็นรูปองค์กรที่รัดกุมกระชับมากนัก เพราะว่ามันจะผูกมัด ต่อคนต่างๆ เพราะฉะนั้น จะให้เป็นแบบครอบครัวๆ ถือเป็นโครงการของครอบครัวคนดี อย่างนี้ ใครจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เข้ามาแล้วไม่อยากออกหรอก เพราะมีความสุข ใครจะเข้ามาช่วยก็เชิญเลย
ถ้าเป็นองค์กรที่เคยมีเช่นเป็นมูลนิธิ หรือเป็นสมาคม มันยาก แล้วมันจะเข้มงวดเรื่องกฏหมาย มันจะผูกมัดภาระต่างๆ ก็เลยคิดว่า จะให้มันเป็นธรรมชาติของครอบครัว ที่ง่ายๆ ตรงไปตรงมา จากใจสู่ใจ จากพลังเล็กๆ น้อยๆ รวมกัน มาสู่ความเป็นกลุ่มก้อนที่มั่นคงยืนยาว ด้วยพลังของความรักและความดี
0 ก่อนหน้านี้ได้สัมผัสฝีไม้ลายมือของเด็กๆ
โอย...มาใหม่ๆ อ่านโน้ตร้องเพลงไม่เป็น ตี้เขาทุ่มเทจน ร้องชัดเจน มาใหม่ๆ ภาษาไทยก็ไม่ได้ คือคนชนชาติต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมเขาเป็นไปตามภูเขา มันจะไปหนึ่ง-สอง-สามไม่ได้ แต่จะเป็น ...เด๋โด้ดะดี่ด่าด๊า เดดะดีโด๋เดาะดอ...มันจะบังคับไม่ได้ ไทม์มิ่งไม่ได้ แต่ตี้เขาทำได้
มาใหม่ๆ นะ ดาสาโล ที่พะพาลาป่า แต่เดี๋ยวนี้ถูกโน้ตถูกคีย์ "ดังสายลม ที่พัดผ่านลานป่า"
ที่เป็นอย่างนี้นะ ผมว่าเด็กที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัว เวลาใส่สิ่งอะไรเข้าไปก็จะได้อย่างนั้นเหมือนทารกน่ะนะ พอเราใส่สิ่งที่ดีไปก็ได้หมด ใส่โน้ตที่ดี ดนตรีที่ดี ท่วงทำนองที่ดี ให้เขาบันทึกเรื่องดีๆ เข้าไป พอมีเรื่องดีเป็นพื้นฐานของความบริสุทธิ์ ต่อไปก็จะมองเห็นสิ่งที่ดีก่อนที่ชั่ว เพราะข้างในมีดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
0 ในแง่ดนตรีได้เสริมเพิ่มให้เด็กมั้ย
ตี้เขามีระบบของเขาอยู่แล้ว ผมไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ผมให้ฟลุตเขาไปสองตัว ให้คำปรึกษาหารือ หรือว่าเจอเด็กก็ทักทายเหมือนลูกเต้า ตี้เขามีระบบของเขาอยู่ว่าจะสอนยังไง แล้วดนตรีเขาก็จะออกทางเรียบง่าย ท่วงทำนองเรียบง่าย แต่ใช้เครื่องดนตรีได้หลากหลาย ซึ่งมันเหมาะสมกับเด็กๆ แต่ของผม มันเป็นเรื่องของอีกวัฒนธรรมทางอีสาน ผมจะเน้นทางนั้น ตี้เขาจะเหมาะกว่า ไม่ได้ไปก้าวก่าย แต่ว่าคอยชื่นชมเขาตลอดเวลา
0 คิดว่าทั้งพี่ตี้และน้าหมูมีอะไรเหมือนกัน
ก็คงรักกัน เราสองคนรักกัน เรามีความรักเหมือนกัน รักสังคม รักเด็ก รักดนตรี รักที่จะช่วยเหลือเหมือนกัน
สำคัญคือ ผมกับตี้ รักกันแบบบริสุทธิ์ใจต่อกันอย่างสะอาดมากๆ ซึ่ง การมีเพื่อน ไม่ต้องมีเป็นร้อยเป็นพันคนหรอก มีสักสอง-สามคน แต่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันน่ะ โอ มีค่ามหาศาล เพียงพอต่อการมีเพื่อนละ
0 สำหรับพลังความดีนั้น มองว่าอนุสรณ์สถาน ตี้ กรรมาชน ที่โรงเรียนสุนทรวิทยา จะเป็นประโยชน์ยังไงบ้าง
ชัดเจนที่สุด ในแง่ของสังคมเล็กๆ เหมือนกับรำลึกความดีของเพื่อนก่อน หลักแรกสุดที่เราทำตรงนี้ เราไม่ได้หวังให้เป็นคนสำคัญของโลกของชาติเลยนะ แต่อย่างน้อยเป็น ตัวแทนของคนดี เพื่อนที่ดี พ่อที่ดี ตัวแทนของหมอที่ดี นักดนตรีที่ดี ตัวแทนของนักสู้เพื่อคนทุกข์คนยากที่ดี แค่นี้ผมก็คิดว่า มันคงจะสูงส่งพอสมควรแล้วนะ มันแตกต่างกับ นักกฏหมายคนแรกที่วางรากฐาน แตกต่างจากเจ้าองค์นั้น หรือว่าครูคนนี้ ผมว่ามันคนละอย่างกัน
นี่คือลักษณะของ 'อนุสาวรีย์แห่งคนดี' จะพูดว่า คนดีศรีสังคม อย่างนั้นก็ได้ มันก็ต่างจากพระเจ้าตากหน่อย แต่พระเจ้าตากเป็นคนดีต่อชาติบ้านเมือง แต่ทีนี้ "ตี้เป็นคนดีที่ทำทุกอย่างให้สังคมได้ ทุ่มเทชีวิตเพื่อสังคมได้" ก็เป็นคนดีน่าจะเป็นตรงนี้มากกว่า
ตรงนี้เราก็จะเชิดชูให้เป็นที่เป็นดวงแก้วไว้ดวงหนึ่ง แล้วใครจะเข้ามาคารวะคนดีเพื่อจะได้รับแสงแห่งความดีเข้าไป หรือมีกำลังใจที่จะทำดีก็ได้ หวังให้เป็นอย่างนั้นมากกว่า
0 อนุสรณ์สถานนี้จะเป็นที่รวมประวัติศาสตร์การต่อสู้ภาคประชาชนและบทเพลงเพื่อชีวิตด้วย
ก็จะมีส่วน คงต้องใช้เวลาอีกหลายอย่าง ยังดูหัวก้อยไม่ออกหรอกนะตอนนี้ ขึ้นอยู่กับเวลา แล้วก็งบประมาณ แล้วก็หลายๆ ส่วนที่เป็นองค์ประกอบร่วม ซึ่งเราจะพูดรวมไปทีเดียวคงไม่ได้ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงดัดโค้งไปตรงโน้นตรงนี้ได้ แต่ว่ายังไงเสีย ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของอนุสรณ์สถานที่เป็นคนดี
ที่เราคิดไว้ก็น่าจะมี ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ อะไรต่ออะไร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งงบประมาณ คน เวลา ค่อยๆ สั่งสมไป ไม่วู่วามเพราะจะทำให้เพื่อนเดือดร้อนกัน คือค่อยๆ เป็นไปตามที่ควรเป็น อย่างที่ควรจะเป็นของมันเอง เราจะไม่พลิกอะไร ไม่ไปกำหนดกฎเกณฑ์มัน มันจะเป็นไปตามเรื่องของพลังแห่งความดี มันจะมาของมันเอง
0 ถามถึงชีวิตเพลงของน้าหมูดีกว่าว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้างที่บอกว่าช่วงนี้หนักไปเรื่องงานเพลงมากกว่าพบเพื่อนฝูงเสียงอีก
ผมตั้งจุดมุ่งหมายไว้ที่ไร่ดอกเหงื่อตั้งแต่ปี 2537 อยากจะทำสตูดิโอส่วนตัว มีห้องบันทึกเสียง มีห้องแสดงคอนเสิร์ต ห้องตัดต่อทำคาราโอเกะ วีซีดี ถ่ายภาพ มีห้องแสดงละคร ห้องอะไรต่ออะไร โดยรวบรวมสะตังค์ไปซื้อที่ไว้ 40 ไร่ใกล้ๆ เขาใหญ่ ก็เตรียมอุปกรณ์เครื่องอัดเสียงเทคโนโลยีต่างๆ ถ้าทำตรงนี้ได้
พอปี 2540 เศรษฐกิจมันล่มสลาย แต่ผมทำห้องต่างๆ ไว้เยอะหลายห้อง มันไม่เป็นรูปบ้าน มันเป็นรูปห้องทำงาน ก็เลย เอ๊ะ-ทำยังไงดี โชคดีที่สั่งเครื่องเสียงไว้แต่ยังไม่มา ประมาณตอนนั้นดอลลาร์ละ 25 บาท สั่งไปประมาณ 8 ล้านบาท ถ้ามาก็คงอ้วกเลย โชคดีที่มันยังไม่เข้ามา ก็เลยคุยกับเพื่อน กับตี้ว่า เราจะทำยังไงดี เราต้องการทำสตูดิโอดีๆ ในหุบเขาไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนเป็นสถานที่สามารถทำให้มีกิจกรรมทางด้านสังคมได้ เช่น สัมมนา ก็ใช้ที่เราได้ เรามีพร้อม ก็เลยกลายเป็นบ้านหลังเล็กๆ อยู่ เป็นรีสอร์ทไปเลย คนก็ไปใช้บ่อย แต่เราไม่ได้ทำเป็นธุรกิจนะ คุณเอาตังส์ไปซื้อกับข้าวมาทำกันแล้วคุณก็พูดเรื่องงานกัน นี่ คุณภิญโญ รุ่งสมัย (รายการถนนดนตรี) ว่าจะพาคนไปสักสองร้อยคน ทำกิจกรรมคอนเสิร์ตกัน ก็ไปกันได้
0 รับได้เยอะขนาดไหน
เป็นพัน แต่คุณต้องดูแลตัวเองนะ เราไม่อยากให้เกิน 200 คน เพราะจะได้กางเต็นท์ได้สบายๆ บ้านพักเอาไว้สำหรับวิทยากรนักร้องนักดนตรีก็ว่าไป มีสนามใหญ่...ญ (เน้นเสียงว่าใหญ่มาก) ผมทำสนามติดบ่อน้ำใหญ่ แล้วมีอัฒจันทร์เล็กๆ ขึ้นไป
พอโครงการนี้เสร็จผมก็เลยต้องอยู่กับมัน ก็เลยต้องลาออกจากบ้านที่โคราชมาอยู่ที่นี่ สิบปีมานี่ผมทำทุกวัน ให้มันเป็นรูปร่างที่ตามฝันเท่าที่จะเป็นไปได้ คือ ลานแสดงงานศิลปะ
เป็นสถานที่ที่เราต้องการอยากแสดง ไม่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ ไม่ต้องมาเช่าหอประชุม ไม่ต้องไปเล่นในบาร์ในผับ ถึงอายุหนึ่ง วันหนึ่ง อาจจะสักสิบปีข้างหน้า หรือห้าปีข้างหน้าก็แล้วแต่ ที่ผมไม่สามารถเดินทางได้ หรือเหนื่อยล้ากับการนั่งรถไปเล่นตามร้านอาหาร ก็จะอยู่ที่ไร่ บอกเพื่อนว่า เฮ้ย เดือนนี้ใครอยากฟังก็เข้าไป ถ้าอยากฟังก็รวบรวมคนไปนะ อยากฟังก็จะร้องให้ฟัง ถ้าไม่อยากฟังก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอยากฟังเมื่อไหร่ก็รวมเพื่อนๆ กันไป ที่บ้านเรานะ เราจะร้องเพลงที่บ้าน คิดฝันไว้ขนาดนั้น แค่นั้นพอ ถ้าอายุ 60 แล้วคุณอยากฟังเพลงผม คุณก็พาลูกพาหลานไปเยี่ยมลุงหน่อย
0 ตอนนี้ก็ใกล้ๆ หรือยัง
นี่ผมห้าสิบกว่าแล้วนะ ยังปึ้กเลย เพราะว่าอยู่ที่ไร่นี่ ขี่ม้าออกกำลังกายเดินรดน้ำสนามหญ้า คุณคิดดู สนามหญ้าตั้งห้า-หกไร่ที่เราทำไว้ เราก็มีคนในไร่สี่คน ปัดกวาดเช็ดถู รดน้ำต้นไม้ลากสายยางกัน โห สะ-นุก (ออกสำเนียงโคราช)
ตอนนี้ผมแข็งแรงปึ้กเลย สายตายังดี สมองยังปราดเปรื่อง สบาย ไม่มีโรคไม่มีเบาหวาน วัดความดันเปรี๊ยะดีตลอด แต่ก่อนก็เช็คที่หมอตี้ทุกอาทิตย์ พอเจอกันบอก-เช็คความดันให้หน่อย ขึ้นเปล่าวะ เออๆ ความดันดี ๆ ดูง่ายๆ อย่างนี้เลย ถ้าความดันดี คงที่ ไม่ขึ้นไม่ลงมาก คงที่อยู่แสดงว่าเราก็ยังมีสภาวะของสุขภาพดีอยู่
0 ตอนนี้ถ้าไม่มีคอนเสิร์ต ทำอะไรบ้าง
ก็จะขอเล่นที่บ้าน ทำไฟฟ้งทำไฟฟ้า เพราะเป็นคนที่นั่นไปแล้ว (ตำบลโป่งตาลอง) เลือกตั้งสองครั้งแล้ว บ้านที่โคราชก็พวกครอบครัวส่งลูกไปเรียนที่นั่น เราอยู่ที่นี่เสาร์-อาทิตย์เขาก็พาลูกมา ส่วนคอนเสิร์ตก็มีผู้จัดการคอยรับงาน
สำหรับที่ไร่นี่ ที่ฝันไว้นี่คือ อยากให้เป็นลักษณะ 'โฮมสเตย์' ในสายธารของคนกลุ่มนี้ สมมติว่าคุณไปสัก 30 คน ไม่ต้องมีคอนเสิร์ตนะ จะไปนั่งคุยกัน หรือจะไปกินเหล้าเฉยๆ ก็ได้ แล้วก็รวมตังส์กันไปซื้อกับข้าว แล้วเสียค่าน้ำค่าไฟกันเอาเองนะ สมมติวันเสาร์ไปตอนบ่ายอาทิตย์บ่ายกลับนี่ คนละพันบาท อยู่ได้สบายเลย
0 บั้นปลายอยากนั่งเล่นอยู่บ้าน
ใช่ แต่ไม่ใช่เพราะเบื่อเล่นตามร้านนะ แต่เพราะว่าถึงที่สุดแล้ว พออายุมาก มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ นอกจากออกมาทีก็ต้องมีงานที่มีรูปลักษณ์ที่มันมาตรฐานหน่อยใช่มั้ย ถ้าเราอายุ 60 เราจะบ้าเหรอไปเล่นในบาร์ก็ตาย ใครจะไปหากันในบาร์ 60 แล้ว
ตอนนี้ใกล้ๆ 60 ละ มันก็ต้องมีวันเหนื่อยใช่มั้ย ทีนี้เราไม่อยากให้มันเหนื่อยในบาร์ในร้านอาหารเลยโทรมทีเดียว รู้ว่าจะโทรม เราก็หาทางหยุดได้ แต่ร้านอาหารเราก็ไม่หยุดนะ เพียงแต่ว่าห่างหน่อย อาจจะปีละครั้งนะขอนะ เพราะตอนนี้ร้านหนึ่งปีประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเฉลี่ยต่อร้านต่อปี 3-4 เดือนครั้ง ไม่ใกล้กัน
แต่ต่อไปเฮ้ย-ขอสักปีละครั้งต่อหนึ่งร้าน ที่เหลือจากตรงนั้น เรามาทำที่บ้านอาจจะสักสอง-สามเดือนเปิดคอนเสิร์ตที่บ้านเราสักครั้งหนึ่ง คนไปสอง-สามร้อยคน อิ่มๆ พูดคุยกันสวยๆ งามๆ อย่างนี้สักครั้ง
0 คิดฝันจะทำอะไรอื่นใดมากกว่านั้นมั้ยคะ
ด้านการขายเทปซีดีบันทึกการแสดงสด เราก็บันทึกแสดงสดที่ไร่เลย เราก็เล่นไป ดีไม่ดีชุดใหม่ที่เราทำอาจจะไม่ต้องเข้าห้องอัด ทำเสร็จก็เล่นแสดงสดๆ เลย ก็ถ่ายออกมา อย่างนั้นก็ได้ เทคโนโลยีต่อไปอีกสิบปี มันก็จะง่ายต่อการสื่อสารละ เราไม่ต้องไปทำแผ่นไปทำอะไร อาจจะขายทางอินเตอร์เน็ตทางเวบไซต์โหลดไปเป็นชุดๆ ก็ว่ากันไป มันมีวิธีการหลายอย่างที่เราจะพลิกแพลงได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก
0 ถือหลักแค่ 'พออยู่ได้' หรือคะ
คือชีวิตเราตรงนี้ เราก็เห็นแล้ว เหมือนชีวิตของตี้ พอถึงชีวิตที่เขาสูญสิ้นไป ไม่มีใครพูดเรื่องเงินเรื่องทองเลย มีแต่ความดี แล้วเราจะไปเอาอะไร ถึงโวยวายฟูมฟายไปก็ไม่มีอะไร เราก็อยู่ได้
0 ถือว่าเป็นผลมาจากความตายของเพื่อนหรือเปล่าคะ
ไม่ใช่ ชีวิตผมเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่เคยคิดถึงเรื่องจะเข้ากรุงเทพฯ เข้าเมืองหรือสร้างอะไรที่เป็นภาระรกรุงรัง แค่เขียนเพลง ร้องเพลง แล้วก็ได้ตังส์ตรงนั้นมาทำตามที่ฝันเล็กๆ น้อยๆ แล้วให้ครอบครัวอยู่ได้ ขอแค่ 'ต่อฝัน' ไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละหน่อย มันก็ไม่เป็นไร มีความสุขจะตาย
ถ้าฟูมฟายมากไป ตายไปก็ไม่เห็นจะได้เอาอะไรไปด้วย พระ เจ้า เขาก็เทศน์สอนทุกวัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของแน่นอนแล้ว ถ้าคุณมีเงินสักหมื่นล้านแบบท่านนายกฯ พอถึงวันหนึ่งนายกฯ จะเอาอะไรไปได้ สุดท้ายห้าบาทใส่ปาก สัปเหร่อก็ยังงัดออกมาเลย
ผมว่า ความดี กับความสุขที่เกิดมาเป็นคนแล้วได้ทำอะไรอย่างที่เราฝันได้ทำดีๆ สวยๆ ได้นั่นแหละแน่นอนที่สุด เป็นงานที่มั่นคงของชีวิต คือ ทำสิ่งที่เราชอบดีๆ กับที่ที่เราต้องเลือกอยู่ได้
คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำ เลือกอยู่ได้ ผมเลือกที่จะไปอยู่เขาใหญ่ เลือกที่จะไปนั่งร้องเพลงเงียบๆ ถ้าคุณอยากฟังคุณก็ไป ไปห้าคนก็ได้ฟัง ไปร้อยคนก็ได้ฟังเหมือนกัน แล้วเราก็สบายใจในการเล่น
0 ต่อไปจะลดปริมาณคอนเสิร์ตลง แล้วจัดงานที่ไร่มากขึ้น
ใช่ เป็นคอนเสิร์ตที่มีคุณภาพ แล้วก็ผู้ที่ฟังก็เจตนาไปฟัง ร้านอาหารก็มีข้อดี คือคนที่ไม่มีเวลาไป ก็สนุกเฮฮาปาร์ตี้กัน แต่ข้อเสียคือ มันเลือกเพลงไม่ได้
อย่างเพลงที่ต้องการเล่นดีๆ ลึกๆ เงียบๆ มันเลือกไม่ได้ ต้องโจ๊ะๆ สนุกๆ ทันการณ์ เฮฮาปาร์ตี้ จบมาแล้วมันส์ๆ สบายใจละพรุ่งนี้ทำงาน คนละอย่างกัน
แต่ที่ไร่มันน่าจะเป็นแบบดวงจันทร์สวยๆ ดาวงามๆ เพลงแบบลึกๆ ฟังแล้ว ฮื้อ..ฮือ (สูดปาก) แบบอิ่ม..ม หวาน...น (ทำเสียงหวานแบบโคราช) แล้วก็นอน มันต้องคนละแบบกัน เราให้ได้หลายอย่าง
แล้วไม่ได้กำหนดว่าคอนเสิร์ตที่ไร่จะมีปีละกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับความสุกงอมของหลายๆ ด้าน เช่นของเราด้วย ของเพื่อนๆ ด้วย แล้วแต่เงื่อนไข ซึ่งเราไม่ฟิกซ์ตายตัว ถ้ามีกลุ่มจัดไปยิ่งดีใหญ่ เราไม่ต้องเหนื่อยยากอะไร นั่งร้องเพลงอย่างเดียว
0 5 ปี กับหนึ่งอัลบั้มใหม่นี่ถือว่าค่อนข้างช้าแล้ว
ช้าสิ เนื่องจากต้องคิดมาก ว่า เขียนเพลงมันต้องดี เพราะเพดานเราทำไว้สูง คือทำเพดานเพลงไว้สูงแล้วไง
0 อย่างนี้ก็ต้องเครียดกว่าที่ผ่านๆ มาหลายเท่า
ก็กดดันพอสมควร ห้าปีมานี่ เขียนเพลงไว้เป็นร้อยๆ เพลง คัดเอาได้แค่ 12 เพลงเอง แต่ไม่ใช่ว่าเพลงเขียนมาไม่ดีนะ เก็บไว้ในเงื่อนไขหนึ่ง ทีนี้มันคัดออกมาได้ 12 เพลง พอเข้าดนตรีชุดสุดท้ายแล้วก็ไปร้องแล้ว มิกซ์ คิดว่าเดือนมกราคมนี้คงเสร็จ เสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกที
ห้าปีมานี้ คิดว่าที่สั่งสมไว้ ผมมั่นใจว่ามันเป็นงานที่ดี คือถ้างานไม่ดี ถ้าไม่มั่นใจไม่อยากออกมา เพดานของเพลงผมมันอยู่สูงพอสมควร แล้วคนฟังระดับการฟังที่เข้าใจชีวิตเข้าใจปรัชญาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเพลงปล่อยออกมาเฉยๆ ไม่ได้ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย-ปีหนึ่งออกไปก่อน ออกไปเลยๆ ให้คนฟังไว้ อย่างนี้ไม่ได้ ผมจะคิดคนละแบบ
เรื่องความละเอียด ผมว่ามันต้องเข้มงวดต่องาน ถ้าเราไม่เข้มงวดก็เหมือนว่า เราไม่รับผิดชอบ ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่รู้จะเป็นทำไม งั้นก็ไปปลูกข้าวโพดไม่ดีเหรอใช่มั้ย ปลูกแล้วก็แล้วไป ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปนั่งแกะเม็ดข้าวโพดเอง มันก็เป็นต้นเป็นดอกของมัน
แต่นี่มันเป็นงานทางจิตวิญญาณ ถ้าออกไปแล้วทำให้จิตวิญญาณทรุดโทรมหรือเสื่อม มันก็เป็นบาปเป็นสิ่งที่ไม่ดี แล้วมันก็เป็นสิ่งที่คงต้องเสียใจภายหลัง แต่ว่าถ้ามันเกิดความผิดพลาดบ้างบางเพลงก็ไม่เป็นไร แต่ว่าอย่าให้มันเละทั้งอัลบั้ม แต่ว่าถ้าทั้งอัลบั้มมันยิ่งเนี้ยบได้ทั้งหมด มันก็ยิ่งดีใช่มั้ย
0 อัลบั้มนี้จะบอกถึงห้าปีที่ห่างหายยังไงบ้าง
ส่วนมากจะเป็นชีวิตที่เราไปเจอเหมือนเดิมน่ะ เช่นเพลงขายวัวส่งควายเรียน เพลงรองเท้าใจ เพลงอื่นๆ อย่าง เพลงน้องสาว ก็ดี เพลงครูป่า ก็ดี เป็นชีวิตของเพื่อนครูที่อยู่ในป่า เพลงไม้กลองเก่า เพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ อีกมีนะ เอ้อ แปลกเว้ย เป็นยังไม่รู้ ต้องไปฟังวันที่ 28 ที่ธรรมศาสตร์จะเล่นให้ฟัง
อารมณ์เพลงก็แบบเดิมของเรา แต่ว่าเนื้อหามันเป็นเนื้อหาที่ต้องรัดกุมหน่อย เนื้อหาที่ไม่หนีอะไรเก่าๆ ที่ดีๆ มันไม่ทิ้งกัน เนื้อหายังพอรับได้ น่าจะฟังได้
0 อยากจะพูดถึงการทำงานเพลงชุดนี้ยังไงบ้าง
คือแรกสุดต้องบอกว่า เราเบื่อหน่ายกับวิถีของงานสร้างสรรค์ที่ต้องถูกขโมย ถูกช่วงชิงเอาไปทำธุรกิจ โดยที่ผู้สร้างสรรค์เหนื่อยล้า ไม่ได้อะไรขึ้นมา แล้วองค์กรของรัฐก็ไม่ได้คุ้มครองลิขสิทธิ์ สิทธิของคนที่สร้างสรรค์เลย นอกจากถ้าบริษัทไหน หรือนักสร้างสรรค์คนไหนมีพาวเวอร์พอให้รางวัลนำจับ เขาก็ไปจับให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่โดนละเมิดสิทธิ แต่ของเรานี่ ไม่มีใครมาสนใจ คุ้มครองจนเหนื่อยล้าจนเบื่อหน่าย
แต่จุดสุดท้ายแล้ว เราก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย การทำงานต้องทำงานนะ ต้องทำงาน งานก็คืองาน ตรงนั้นคือเรื่องทีหลังใครจะขโมยก็ช่างมัน ใครจะไปก๊อบปี้ขายอะไรก็ช่างมัน แต่เราบอกตัวเองว่าเราจะต้องทำงานต่อ อย่าท้อถอย อย่าไปหงุดหงิดกับไอ้เรื่องไร้สาระอย่างนั้น
ตอนปีสองปีแรก โมโหนะ ทีนี้เราไปนั่งไตร่ตรองตัวเองว่า เฮ้ย-เพลงเรากว่าจะดังตั้ง 15 ปี มันคงจะไม่อยากก๊อปปี้มั้งมันดังช้า (หัวเราะ) เสียเวลามัน ฉะนั้น เลยบอกว่า ถ้าเราทำงานดี แฟนเพลงที่ฟังเพลงเรา เขาก็เคารพตัวเราเองอยู่แล้วใช่มั้ย เฮ้ย-พี่เขาทำงานดีเว้ย ซื้อของจริง อย่าไปซื้อของปลอม เคารพงานเขาหน่อย แต่ถ้าเราทำงานห่วย มันก็ไม่น่าซื้อ อย่างนี้ของปลอมก็ขายไม่ได้ แต่ถ้างานดี แล้วงานต้องตาต้องใจ งานเข้าไปในใจ เฮ้ย...บ้า เพิ่มอีกไม่กี่สิบบาทซื้อของจริงสิ ช่วยพี่เขาหน่อย ผมคิดได้อย่างนี้ไง เลยเริ่มทำงาน เอาความดีไปสู้กับมัน เอางานดีสู้กับมัน
แล้วเราเชื่อมั่นคนฟังว่า ต้องเป็นอย่างที่เราคิดแน่เลย ถ้างานเราดี เขาต้องเคารพงานเรา แล้วคงไม่อยากซื้อของปลอม นอกจากว่าไม่รู้ว่า มันปลอมหรือจริงแค่นั้นแหละ ไม่ว่ากัน เราเลยทำงาน ยืนยันมั่นใจว่าเขาจะเคารพงานเรา ถ้างานเราดี และจึงมั่นใจว่างานชุดนี้น่าจะดี
0 เวลาทำงานนึกถึงหน้าแฟนๆ ยังไงบ้าง
อย่างที่คิดเมื่อกี้ว่า อันดับแรกคือ ถ้าเพลงดี แฟนเพลงคงจะมีความสุขและมั่นใจที่จะช่วยเหลือเราในการที่จะทำงานต่อ แต่จริงๆ แล้ว หลักของการคิดคือ ผมคิดแต่เรื่องทำงาน คนฟังอีกทีหนึ่ง
ทีนี้คนฟังเขาจะเลือกเองว่า เขาจะฟังหรือไม่ฟัง บางคนอาจจะชอบเพลงนั้นบางคนอาจจะชอบเพลงนี้ บางคนอาจจะไม่ชอบเลยก็ได้จากที่เคยชอบ หรือยังไม่เคยชอบอาจจะมาชอบก็ได้ ตอนนี้ผมไม่สามารถพูดได้ แต่ขณะที่เขียนเพลง จะเขียนเรื่องของเพลง จะเน้นเรื่องภาษาที่เราจะเขียนไป เรื่องที่เราจะเขียนออกไปเรื่องดนตรี ให้ฟังเข้าใจแล้วเรื่องดีๆ ภาษาสวยๆ ให้งามๆ
ผมจะมีตรงนี้เป็นทุนอยู่ เลยจะอาศัยตรงนี้เป็นหลัก ดนตรีอาจจะไม่หรูหราไม่ซับซ้อนหรอกของผมน่ะ ดนตรีบ้านนอกธรรมดา ตะแล้ดแต้ดแต๋ๆ ธรรมดา กีตาร์จะช้องแช้งๆ ไปเรื่อย แต่เน้นเรื่องการฟัง เน้นภาษา เน้นเรื่อง นานๆ ลึกๆ
ทีนี้ต่อไป ถ้าคนเขาเป็นนักดนตรีเก่งๆ เขาอาจจะเอาเพลงเราไปเรียบเรียงดนตรีสวยๆ ก็เป็นหน้าที่ของเขา เรามีหน้าที่คิดแล้วก็เขียนงานออกมา คล้ายๆ ว่าเป็นต้นแบบ ทีนี้เขาจะไปแอพพลาย ไปขัดเกลาให้สวยงามยังไงก็แล้วแต่เขา
0 จะมีข้อจำกัดอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?
ไม่มี ก็เหมือนบริษัทต่างๆ ที่เขาซื้อไปทำ ต่อไปอาจจะมีคนรุ่นใหม่ที่จบดนตรีมา เป็นดอกเตอร์แล้วอยากทำเพลงเรา แล้วทำดนตรีแบบหรูหราอลังการก็แล้วแต่เขา เป็นหน้าที่ของเขาไป เรามีหน้าที่สร้างต้นแบบไว้ก่อน บางทีรถต้นแบบอาจจะขับไม่ได้ในปีนี้ แต่มันเป็นต้นแบบของความฝัน อีกสิบปี มันอาจจะเป็นอลังการแห่งบทเพลงก็ได้ แต่ตอนนี้เราสร้างต้นแบบทิ้งไว้ๆ
0 ยังคงเน้น 'เพื่อชีวิต' เหมือนทุกครั้ง?
ทุกครั้งเป็นอย่างนี้เลย ผมจะออกมายืนยัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับบริษัทไหน ยังไม่ได้คิดเรื่องขายเลย คือผมจะไม่คิดเรื่องนี้ตลอดการทำงาน บางทีบางบริษัทมาติดต่อแล้วนะ รู้ข่าว ผมขอฟังเพลงก่อนได้มั้ยครับ แล้วจะได้ทำเรื่องตลาดถูก
ผมบอก-ผมไม่เคยให้เพลงใครฟังเลย ถ้าจะขายก็คือเอาไปขาย ถ้าไม่ขายก็ไม่ขาย
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่าคุณไม่พร้อม ถ้าคุณอยากฟังก่อน แสดงว่าคุณไม่มั่นใจผม คุณไม่เชื่อมั่นผมแล้ว ก็ไม่ต้องขาย
0 ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
ใช่ ผมไม่เคยให้ใครฟังเลย ทั้งๆ ที่รู้ก็ขอฟังอยู่นั่นแหละ อย่างนั้นก็แสดงว่าเขาไม่มั่นใจ ผมก็บอกเขาว่า ไม่ต้องฟังเพลงผมหรอก เพลงผมก็คือผมน่ะ
แล้วผมก็ยืนยันอย่างนี้มา 22 ปี ทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นคนอย่างนี้ ผมทำเพลงอย่างนี้ ขายไม่ได้ผมก็อยู่ของผมอย่างนี้แหละ ไม่มีกะตังค์ รถยนต์ที่ขับๆ อยู่ ผมก็ขาย เป็นอย่างนี้ตลอด พอขายเทปได้ พอมีเงินดาวน์ก็ไปดาวน์มาใหม่ขับต่อ ไม่ยึดติด ก็เป็นหนี้ก็บอกเขาว่า เดือนนี้ยังไม่มี เราพูดอย่างนี้ได้ ไม่ได้จะไปอับอายหน้าตาอะไร ฉะนั้น ถ้าขายเพลงไม่ได้ปีนี้ ก็ไม่ต้องกินเหล้าขวดแพงๆ เท่าไหร่ ก็ลดมาเป็นเหล้าธรรมดาๆ ก็ได้ มันอยู่ที่เราจัดการตัวเราเอง
ทั้งเทปทั้งเพลงผมก็เหมือนกัน ถ้าบริษัทไหนอยากขายก็เอาไปเลย ตกลงกันง่ายๆ แต่คุณไม่ต้องมาฟัง แล้วก็บอกว่า เพลงนี้ ดนตรีนี้ ผมขอแก้หน่อยได้มั้ย มิกซ์ใหม่ได้มั้ย อย่ามาพูดอย่างนั้น
ผมค่อนข้างจะรักษาความเป็นส่วนตัวตรงนี้มากหน่อย ขอตรงนี้ แต่ว่าถ้าคุณเอาไปขายแล้วจะทำยังไงก็เรื่องของคุณเลย จะพิมพ์อะไรจะถ่ายคาราโอเกะยังไง ให้ผมไปเล่นตรงไหนบอกมาแต่ขณะที่อยู่ในสตูดิโอนี่ อย่ายุ่ง
0 ทำงานมาเยอะ คิดว่าอะไรคือการวัดความยิ่งใหญ่ของศิลปิน
ผลงาน มันอาจจะไม่ใช่วันนี้นะ บางคนอาจจะทำงานดีกว่าผมเยอะ แต่ยังไม่ถึงเวลาของเขา เหมือนแวนโกะเขียนภาพ คนมองว่าเขาเป็นคนบ้า พอเขาตายแล้วภาพเขาถึงถูกยอมรับ เหมือน สุนทรภู่ อย่างนี้ในยุคนู้น เรายังไม่เกิดเลย เดี๋ยวนี้เราก็นับถือท่านซึ่งเราไม่รู้จักท่านด้วยซ้ำไปแต่งานของท่านเท่านั้น ที่ทำให้เรารู้จักท่าน
เหมือนตี้ที่คนรู้จักเขา ก็จากงานที่เขาช่วยสังคมช่วยเด็กงานที่เขาเขียนเพลงดีๆ เป็นหมอที่ดี งานที่เขาเป็นเพื่อนที่ดี นั่นคืองานทั้งนั้นเลย เขาตายไปก็จริง แต่ที่อยู่ได้เพราะความดีของงานเขาที่สร้างไว้ ผมว่าตรงนี้สำคัญ
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
ของฝากจาก 'งานตี้'
เนื้อเรื่อง
มาถึง งานร้อยใจ ร้อยวัน สานฝัน ตี้ กรรมาชน กันทั้งที ย่อมไม่พลาด 'ของดี' ที่นำไปเผยแพร่ต่อได้
0 ดีวีดีรำลึก 'ตี้ กรรมาชน' (ปกแดง) ที่เพื่อนๆ ร่วมกันจัดทำขึ้นด้วยความรักและอาลัยในผลงานและความดี ว่าด้วย 'ใจและใจ' และ 'บันทึกผลงานในวาระต่างๆ' ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาผลงานของตี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงบันทึกประวัติศาสตร์บ้านเมืองได้อีกทางหนึ่ง (100 บาท)
0 หนังสือ 'ตี้ กรรมาชน ตัวตน-ปณิธาน' รวบรวมหลากความรู้สึกของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มีต่อนักรบวัฒนธรรมคนนี้ เล่าประวัติโดยละเอียด พร้อมรูปภาพในวันวาน โดยมี ศิลา โคมฉาย เป็นบรรณาธิการ (100 บาท)
0 ซีดีเพลง 'สานฝันอันยิ่งใหญ่ให้ ตี้ กรรมาชน' รวบรวม 18 บทเพลง-กวี จาก 18 ศิลปินเพื่อชีวิต ที่มาร่วมร้อยใจร้องเสียงผ่านบทเพลงให้เพื่อนให้พี่ให้น้องคนนี้อย่างเต็มอกเต็มใจ (120 บาท)
0 'เสื้อยืด' ที่ช่วยซื้อแล้วสบายใจ พอใส่แล้วจะสบายตัว (150 บาท)
0 บัตร คอนเสิร์ต 'ความใฝ่ฝันแสนงาม' จากโปสเตอร์สวย สีสันจัดจ้าน ฝีมือ วสันต์ สิทธิเขตต์ แผ่นนี้จะพาแฟนเพลงเข้าไปพบกับบรรยากาศ 'เพื่อคนดีๆ' ที่น่าชื่นชม และเติม 'พลังใจ' กันอย่างเต็มอิ่มในค่ำที่ 28 มกราคมนี้ (18.00 น.) นอกเหนือจากฟังลูกๆ ร้องเพลงให้พ่อฟังแล้ว หงา-หว่อง คาราวาน จะมาร้องเพลงให้น้องฟัง ทางด้าน กรรมาชน จะรวมตัวกันอีกครั้ง โดยเฉพาะบทเพลง 'ใจและใจ' ที่ จิ้น กรรมาชน แต่งไว้นั้น ไพเราะ และมากด้วยความหมาย ส่วนบทเพลงใหม่ๆ จาก พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ก็น่าฟังไม่แพ้กัน รายได้ทั้งหมดจะนำไปสานฝันของตี้ต่อไป (200, 300, 500 และ 800 บาท โทร.0-2623-2838-9)
|
|
|
|
|
|
|
|